ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หลายคนอาจได้ยินชื่อโรงแรม Grande Centre Point ผ่านหูกันมาบ้าง

ทั้งจากโรงแรมในพัทยาที่เพิ่งสร้างเสร็จไปไม่นาน

หรือตัวโรงแรม Space Pattaya ที่มีสวนน้ำอยู่ในนั้นจนหลายคนอยากพาลูกไปเที่ยว

รวมถึงอีกหลายแห่งกลางกรุงเทพฯ

ซึ่งจริง ๆ แล้ว แค่ในช่วงประมาณ 4 ปีที่ผ่านมา เครือนี้เปิดโรงแรมใหม่ไปแล้ว 5 แห่ง และยังมีที่เยาวราชเตรียมเปิดเพิ่มอีกแห่งในปี 2571

จนบางคนอาจเกิดคำถามว่า โรงแรมเครือนี้เป็นของใคร แล้วเขาเอาเงินจากไหนมาสร้างโรงแรมใหม่ได้ต่อเนื่องขนาดนี้

จริง ๆ แล้วเจ้าของก็ไม่ใช่ใครไกล แต่เป็นเครือ Land and Houses หรือ LH นั่นเอง

ในช่วงที่ผ่านมา LH ขยายธุรกิจโรงแรมค่อนข้างเยอะ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะธุรกิจอสังหาฯ ที่ซบเซาลง

เห็นได้จากยอดเปิดตัวโครงการใหม่ที่จากเดิมอยู่ในระดับหลายหมื่นล้านบาทต่อปี ลดลงมาเหลือเพียงหลักพันล้านบาทในช่วงหลัง

ขณะเดียวกัน ธุรกิจโรงแรมและค้าปลีกยังไปได้ดี และหลายโครงการก็ทำผลงานออกมาค่อนข้างดีด้วย

ตัวอย่างคือ Grande Centre Point Space Pattaya ที่หลังเปิดได้ไม่นานก็มีอัตราการเข้าพักสูงถึงประมาณ 90% ซึ่งถือว่าสูงมากสำหรับโรงแรมเปิดใหม่

ส่วนหนึ่งมาจากคอนเซปต์ของโรงแรมที่ต่างจากโรงแรมทั่วไป

แม้ราคาห้องพักจะค่อนข้างสูง แต่มีสวนน้ำและพื้นที่กิจกรรมอยู่ข้างใน ทำให้สำหรับครอบครัวที่มีเด็ก โรงแรมไม่ได้เป็นแค่ที่นอน แต่สามารถใช้เวลาอยู่ในโรงแรมได้แทบทั้งวัน

เมื่อมาถึงตรงนี้ คำถามต่อไปคือ แล้ว LH เอาเงินจากไหนมาสร้างโรงแรมใหม่ต่อเนื่อง

เพราะต่อให้ LH เป็นบริษัทใหญ่ แต่การสร้างโรงแรมแต่ละแห่งก็ใช้เงินหลักพันล้านบาททั้งนั้น

Grande Centre Point Space Pattaya ใช้งบลงทุนประมาณ 3,200 ล้านบาท
Grande Centre Point Surawong ประมาณ 1,900 ล้านบาท
ส่วน Grande Centre Point Prestige Bangkok ประมาณ 4,600 ล้านบาท

และการลงทุนโรงแรมก็ไม่ได้ได้เงินกลับมาทันที

ต่างจากบ้านหรือคอนโดที่ใช้เวลาสร้าง 2-3 ปี แล้วเมื่อขายได้ บริษัทก็ได้เงินก้อนกลับมา แต่โรงแรมต้องค่อย ๆ เก็บรายได้จากค่าห้องและบริการต่าง ๆ ไปเรื่อย ๆ

เงินที่ LH ใช้ลงทุนจึงมาจากหลายทาง

ส่วนหนึ่งคือการลดการลงทุนในธุรกิจอสังหาฯ และเปิดโครงการใหม่น้อยลง

แต่อีกส่วนที่สำคัญมากคือการขายโรงแรมที่สร้างเสร็จแล้วให้กับกอง REIT

ถ้าอธิบายแบบง่าย ๆ REIT ก็คือกองที่เอาเงินจากนักลงทุนมาซื้อสินทรัพย์ที่มีรายได้อยู่แล้ว เช่น โรงแรม อาคารสำนักงาน หรือห้าง

ในกรณีของ LH ก็จะสร้างโรงแรมขึ้นมาก่อน

พอโรงแรมเปิดไปสักพัก มีลูกค้า มีรายได้ และเห็นแล้วว่าธุรกิจไปได้ดี LH ก็สามารถขายโรงแรมนั้นให้กับกองอย่าง LHHOTEL ได้

พอขายแล้ว LH จะได้เงินก้อนกลับมา

ส่วน LHHOTEL ก็จะได้รายได้จากโรงแรมนั้นไปแทน แล้วนำรายได้ที่ได้มาจ่ายให้กับคนที่ลงทุนในกองอีกที

พูดง่าย ๆ คือ LH สร้างโรงแรมขึ้นมาให้ติดตลาดก่อน แล้วขายออกเพื่อเอาเงินก้อนกลับมาหมุนสร้างโรงแรมใหม่

ส่วน LHHOTEL ก็ซื้อโรงแรมที่สร้างเสร็จแล้วและมีรายได้อยู่แล้ว เอาไปกินรายได้ระยะยาวต่อ

Grande Centre Point Space Pattaya เป็นตัวอย่างที่เห็นภาพชัด

โรงแรมเปิดในเดือนสิงหาคม 2565 ด้วยงบลงทุนประมาณ 3,200 ล้านบาท และด้วยผลงานที่ดี เพียงประมาณ 1 ปี 3 เดือนหลังจากนั้น LH ก็ขายโรงแรมเข้า LHHOTEL ได้ในมูลค่าประมาณ 6,350 ล้านบาท

และ LH ก็ทำแบบนี้มากับหลายโรงแรมแล้ว

ทั้ง Asoke, Ratchadamri, Sukhumvit 55, Pattaya และ Space Pattaya รวมทั้งหมด 5 แห่ง

รวมแล้ว LH ได้เงินกลับมาประมาณ 21,000 ล้านบาท จากเงินลงทุนของโรงแรมกลุ่มนี้ประมาณ 11,000 ล้านบาท

REIT จึงเป็นหนึ่งในตัวช่วยสำคัญที่ทำให้ LH สามารถสร้างโรงแรมใหม่ออกมาได้ต่อเนื่อง

เพราะแทนที่จะต้องรอเก็บค่าห้องหลายปีเพื่อเอาเงินลงทุนกลับมา LH สามารถขายโรงแรมที่สร้างเสร็จและทำผลงานได้แล้ว เพื่อเอาเงินก้อนกลับไปลงทุนต่อได้เลย

และแม้จะดูเป็นอะไรที่ซับซ้อน แต่หลายบริษัทก็ใช้วิธีหาเงินทุนเหมือนกับ LH

เช่น WHA, Fraser และเซ็นทรัลพัฒนาที่มีกอง REIT คล้ายแบบนี้

ส่วนอีกเรื่องที่หลายคนอาจสับสนคือ Grande Centre Point กับ Centre Point ต่างกันยังไง เพราะชื่อคล้ายกันมาก

Centre Point เป็นโรงแรมในเครือ Quality Houses หรือ QH และมีพื้นฐานมาจากธุรกิจเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ จึงมักเน้นห้องใหญ่และความสะดวกสำหรับคนที่พักหลายวัน

ขณะที่ Grande Centre Point อยู่ในเครือ LH และวางระดับโรงแรมให้สูงขึ้นมาอีก พร้อมมีจุดขายในแต่ละสาขา เช่น ออนเซนหรือสวนน้ำ

ราคาของ Grande Centre Point จึงมักสูงกว่า แต่สุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับแต่ละสาขาและช่วงเวลาที่เข้าพักด้วย