มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ต่อยอดความแข็งแกร่งในตลาดรถยนต์อเนกประสงค์เคียงคู่กับรถพีพีวีอย่าง ‘มิตซูบิชิ ปาเจโร่ สปอร์ต’ ด้วยการประกาศเปิดตัว ‘ออล นิว มิตซูบิชิ ปาเจโร’ (All-New Mitsubishi Pajero) รถยนต์พรีเมียมเอสยูวีแฟล็กชิปเจเนอเรชันที่ 5 อย่างเป็นทางการในประเทศไทยเป็นตลาดแรกของโลก เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2569 พร้อมเจาะลึกวิสัยทัศน์การชิงพื้นที่ตลาดเอสยูวี 7 ที่นั่ง และยุทธศาสตร์การวางประเทศไทยเป็นฐานการผลิตระดับโลก
มร. เรียวอิจิ อินาบะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูงอย่าง คุณสาโรจน์ ฝ่ายการตลาดและขาย, คุณชิบาตะ ฝ่ายผลิตภัณฑ์และการผลิต และคุณอิชิฮาระ หัวหน้าทีมออกแบบจากประเทศญี่ปุ่น มาร่วมเปิดแผนการยกระดับตำนานกว่า 44 ปีของตระกูลปาเจโร่ จากการเป็นรถยนต์ขับเคลื่อน 4 ล้อสายลุย สู่การเป็นยนตรกรรมเรือธงภายใต้คอนเซปต์ “Live Masterpiece นิยามใหม่ของความหรูหราในทุกการเดินทาง” ที่เชื่อมโยงความเหนือระดับ ความมั่นใจในการขับขี่ และความสะดวกสบายเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ
ในยุคที่สมรภูมิยานยนต์และพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ข้อมูลสถิติการจดทะเบียนรถใหม่ของมิตซูบิชิตั้งแต่เดือนมกราคม 2564 ถึงกันยายน 2569 ซึ่งมียอดจดทะเบียนสะสมรวม 215,453 คัน
ชี้ให้เห็นว่ายอดขายรวมรายปีได้ปรับตัวลดลงจากจุดสูงสุดของรถเครื่องยนต์สันดาปในปี 2565 ที่ทำได้ 53,128 คัน มาอยู่ที่ 20,605 คันในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569
ขณะเดียวกันผู้บริโภคหันมานิยมรถยนต์กลุ่มไฮบริดมากขึ้นจนครองสัดส่วนถึง 56.43% ของค่ายในปี 2569 นำโดย Xforce HEV ที่มียอดจดทะเบียน 7,553 คัน หรือคิดเป็น 36.66% แซงหน้าแชมป์สะสม 6 ปีอย่างรถกระบะ Triton ที่ทำได้ 4,562 คันในปีเดียวกัน
และเมื่อรวมกับ Xpander Cross HEV ที่มียอดจดทะเบียน 3,395 คัน และ Xpander HEV อีก 679 คัน จึงทำให้รถยนต์กลุ่มไฮบริดกลายเป็นแกนหลักใหม่
สวนทางกับยอดจดทะเบียนของ Pajero Sport ที่ลดลงจาก 7,876 คันในปี 2565 มาอยู่ที่ 1,297 คัน หรือคิดเป็น 6.29% ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 มิตซูบิชิจึงต้องก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมเพื่อปลุกพลังตลาดเอสยูวีเครื่องยนต์สันดาปอีกครั้ง
จุดเริ่มต้นจากความเข้าใจผู้ขับขี่และช่องว่างทางการตลาด
แก่นแท้ของการสร้างแบรนด์ยานยนต์ในยุคนี้ คือการทำความเข้าใจความต้องการของผู้บริโภคอย่างลึกซึ้ง
ท่ามกลางภาพรวมตลาดรถยนต์ในประเทศไทยปี 2569 ที่คาดการณ์ว่ามียอดขายรวมประมาณ 650,000 ถึง 700,000 คัน
ซึ่งแม้ตลาดรวมจะอยู่ในสภาวะชะลอตัว แต่เซกเมนต์ที่ยังคงเติบโตได้ดีและมีสัญญาณบวกอย่างชัดเจนคือกลุ่มรถเอสยูวีและพีพีวี โดยเฉพาะตลาดพรีเมียมเอสยูวีที่ยังมีช่องว่างทางการตลาดและมีโอกาสเติบโตสูงมากทั้งในไทยและระดับโลก
มิตซูบิชิจึงตัดสินใจนำสินทรัพย์และมรดกตกทอดอันทรงคุณค่าที่สุดอย่าง “ปาเจโร่” กลับมาพัฒนาใหม่หลังจากห่างหายไปนานนับตั้งแต่เจเนอเรชันที่ 4 โดยวางตำแหน่งทางการตลาดของ All-New Pajero ให้เป็น Premium SUV ระดับเรือธงที่มีความหรูหราและพรีเมียมสูงขึ้น
ส่วนเรื่องระดับราคาที่มีความคาบเกี่ยวกันกับ Pajero Sport นั้น บริษัทมีแผนปรับปรุงไลน์อัพของ Pajero Sport ให้มีรุ่นย่อยในระดับราคาที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น เพื่อแยกกลุ่มเป้าหมายอย่างชัดเจนและรองรับลูกค้าที่ต้องการใช้งานรถยนต์ประเภทพีพีวีโดยเฉพาะ
ในวันที่คู่แข่งจากค่ายญี่ปุ่นและค่ายจีนต่างรุกหนักด้วยรถยนต์ไฟฟ้าและปลั๊กอินไฮบริดพร้อมเปิดราคาที่ดึงดูดใจ
มิตซูบิชิเลือกที่จะไม่ลงไปแข่งขันในสงครามราคา แต่สร้างความแตกต่างด้วยการชูจุดแข็งด้านคุณภาพความทนทานจากผลการสำรวจความต้องการของลูกค้าทั่วโลกที่พบว่าเชื้อเพลิงดีเซลยังคงเป็นขั้วหลักที่ผู้ใช้รถเอสยูวีต้องการ เพราะมอบสมรรถนะการขับขี่ที่ทรหด แข็งแกร่ง และไว้วางใจได้ในทุกสภาพถนน
เสริมด้วยความอุ่นใจจากเครือข่ายศูนย์บริการกว่า 170 แห่งทั่วประเทศ ขณะเดียวกันบริษัทยังคงเดินหน้าทดสอบและพัฒนาระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าและไฮบริดไว้ในแผนงานอนาคตเพื่อรองรับเทรนด์ระยะยาวไปพร้อมกัน
สำหรับการทำตลาดในช่วงแรก มิตซูบิชิเปิดตัวนำร่อง 3 รุ่นย่อยเพื่อทดสอบตลาดและรวบรวมเสียงสะท้อนจากลูกค้า ได้แก่ รุ่น GLS 2WD ราคาพิเศษเริ่มต้น 1,499,000 บาท, รุ่น GSR 2WD ราคาพิเศษเริ่มต้น 1,699,000 บาท และรุ่นท็อป Super Exceed 4WD ราคาพิเศษเริ่มต้น 1,999,000 บาท ซึ่งคาดว่าจะครองสัดส่วนยอดขายช่วงเปิดตัวสูงถึง 60%
ระบบนิเวศการผลิตไทยที่ขับเคลื่อนสู่เวทีโลก
ทั้งหมดนี้คือการยกระดับข้ามขีดจำกัดจากการเปิดตัวรถยนต์หนึ่งรุ่น สู่การตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการผลิตและส่งออกเชิงยุทธศาสตร์ระดับโลก หรือ Flagship Production & Export Hub
ซึ่งขับเคลื่อนผ่านความพร้อมของห่วงโซ่อุปทาน บุคลากรและวิศวกรไทยที่มีทักษะสูง ตลอดจนระบบโลจิสติกส์ที่ได้มาตรฐานจากประสบการณ์การดำเนินธุรกิจในไทยมายาวนานกว่า 65 ปี ด้วยมูลค่าการลงทุนสะสมกว่า 100,000 ล้านบาท ยอดผลิตรถยนต์สะสมทะลุ 7 ล้านคัน และส่งออกไปแล้วมากกว่า 5 ล้านคัน
ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส พร้อมประกาศแผนลงทุนเพิ่มเติมในประเทศไทยอีก 16,000 ล้านบาท จนถึงปี 2573 เพื่อใช้พัฒนารถยนต์ที่ผลิตในไทยทั้ง All-New Pajero, รถกระบะ Triton และ Xpander
รวมถึงการศึกษาและพัฒนาเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนไฮบริดสำหรับรถกระบะและปาเจโร่ในอนาคต ควบคู่กับการปรับโครงสร้างโรงงานด้วยการหยุดสายการผลิตที่โรงงานแห่งที่ 3 ชั่วคราว แล้วรวบรวมการผลิตไว้ที่โรงงานแห่งที่ 1 และ 2 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการก่อนขยายกำลังการผลิตเมื่อตลาดฟื้นตัว
ความแข็งแกร่งของฐานการผลิตในไทย โรงงานแหลมฉบังมีสัดส่วนการผลิตเพื่อส่งออกสูงถึง 80% และยังสะท้อนผ่านสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศของ All-New Pajero ที่ตั้งเป้าไว้สูงถึง 82%
ตั้งเป้าผลิตปาเจโร่ใหม่ในปีงบประมาณ 2570 ไว้ประมาณ 10,000 คัน เพื่อส่งออกไปยังญี่ปุ่นและออสเตรเลียภายในปีงบประมาณ 2569 ก่อนขยายสู่กว่า 100 ประเทศทั่วโลกทั้งในอาเซียน ลาตินอเมริกา และตะวันออกกลาง รวมถึงแผนเริ่มผลิตรุ่นพวงมาลัยซ้ายในช่วงกลางปีหน้า
ในวันที่การผลิตรถยนต์ต้องเผชิญกับความท้าทายจากสถานการณ์อุทกภัยเมื่อปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา จนทำให้โรงงานแหลมฉบังต้องหยุดเดินสายการผลิตชั่วคราวตั้งแต่วันที่ 28 กันยายน ถึง 9 ตุลาคม
เพิ่งกลับมาเดินสายการผลิตเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม การหลอมรวมความร่วมมือระหว่างทีมวิศวกรชาวญี่ปุ่นและชาวไทยที่ลงพื้นที่ไปช่วยฟื้นฟูกระบวนการผลิตของซัพพลายเออร์โดยตรง ควบคู่กับการพิจารณานำเข้าชิ้นส่วนทดแทนชั่วคราวและการประสานความร่วมมือกับภาครัฐ จะทำให้มิตซูบิชิสามารถทยอยส่งมอบรถยนต์คุณภาพสูงให้ถึงมือลูกค้าได้ตั้งแต่กลางเดือนตุลาคมเป็นต้นไป
นี่คือเส้นทางยุทธศาสตร์ของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ที่ไม่ได้เพียงเข้ามาเติมเต็มช่องว่างในตลาดรถเอสยูวี 7 ที่นั่งเครื่องยนต์สันดาปเพื่อชนะใจผู้บริโภคระดับพรีเมียมเท่านั้น แต่ยังเป็นการขับเคลื่อนห่วงโซ่อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยให้เติบโตเคียงข้างสังคมไทยและก้าวสู่เวทีโลกได้อย่างยั่งยืนอย่างแท้จริง
| วิวัฒนาการ มิตซูบิชิ ปาเจโร ทั้ง 5 เจนเนอเรชัน | ||
| รุ่น | ปีเปิดตัว (พ.ศ.) | จุดเด่นสำคัญ |
| รุ่นที่ 1 | 2525 | บุกเบิกรถ RV สู่ SUV และคว้าแชมป์โอเวอร์ออล ดาการ์ แรลลี่ ปี 2528 |
| รุ่นที่ 2 | 2534 | สลับ 2WD/4WD ขณะรถวิ่งได้ พร้อมดีไซน์ตามหลักอากาศพลศาสตร์ |
| รุ่นที่ 3 | 2542 | ตัวถังโมโนค็อกน้ำหนักเบา ช่วงล่างอิสระ 4 ล้อ และ 4WD ควบคุมด้วยไฟฟ้า |
| รุ่นที่ 4 | 2549 (ถึง 2564) | โครงสร้างทนแรงบิดสูง ล็อกเฟืองท้าย และดีไซน์หน้าตาแมวป่า |
| รุ่นที่ 5 | 2569 (19 ต.ค.) | Premium SUV เรือธง คลีนดีเซล 2.4 ลิตร 204 แรงม้า เกียร์ 8AT ผลิตในไทยส่งออกทั่วโลก |
| ที่มา: Marketeer รวบรวม / ตุลาคม 2569 | ||
| ยอดจดทะเบียนรถใหม่ มิตซูบิชิ | |||
| สถิติรถจดทะเบียนใหม่ (ป้ายแดง) แบรนด์ มิตซูบิชิ ตั้งแต่ปี 2564 – ถึงเดือนกันยายน 2569 / ปี พ.ศ. | จำนวน | ||
| 2564 | 48,935 คัน | ||
| 2565 | 53,128 คัน | ||
| 2566 | 37,549 คัน | ||
| 2567 | 28,433 คัน | ||
| 2568 | 26,803 คัน | ||
| 2569 (มกราคม -กันยายน) | 20,605 คัน | ||
| สัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตภายในไทย
ของรถยนต์มิตซูบิชิ รุ่นที่ผลิตในไทย |
|||
| ลำดับ | รุ่นรถยนต์ที่ผลิตในไทย | ประเภทรถยนต์ | สัดส่วนชิ้นส่วนในไทย |
| 1 | มิตซูบิชิ มิราจ | รถยนต์นั่งขนาดเล็ก | 95% |
| 2 | มิตซูบิชิ แอททราจ | รถยนต์นั่งขนาดเล็ก | 95% |
| 3 | มิตซูบิชิ ไทรทัน | รถกระบะเพื่อการพาณิชย์ | 90% |
| 4 | มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต | รถยนต์อเนกประสงค์ PPV (Pick-Up Passenger Vehicle) | 87% |
| 5 | ออล นิว มิตซูบิชิ ปาเจโร | รถยนต์พรีเมียม เอสยูวี | 82% (เป้าหมาย) |
| 6 | มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ เอชอีวี (รวมตระกูล เอ็กซ์แพนเดอร์ / ครอส เอชอีวี) | รถยนต์อเนกประสงค์ รถยนต์อเนกประสงค์ MPV (Multi-Purpose Vehicle) ฟูลไฮบริด | 60% |
| 7 | มิตซูบิชิ เอ็กซ์ฟอร์ส เอชอีวี | รถคอมแพกต์เอสยูวี ฟูลไฮบริด | 60% |
| ที่มา: มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) / ตุลาคม 2569 | |||
