“กระทิง พูนผล” กับ Unbeatable เมื่อโลกไม่ใจดีกับเราอีกต่อไป จะฝึกใจอย่างไรให้รับมือทุกวิกฤต
ถ้ามองจากประวัติการทำงาน “กระทิง–เรืองโรจน์ พูนผล” มีเรื่องราวความสำเร็จมากพอจะเขียนหนังสือได้หลายเล่ม
จากเด็กต่างจังหวัด สู่วิศวกร พนักงาน Google ในซิลิคอนแวลลีย์ ผู้บุกเบิกวงการสตาร์ตอัปไทย ผู้บริหารระดับสูงในธุรกิจธนาคาร และนักลงทุนในบริษัทเทคโนโลยีทั่วโลก
แต่หนังสือเล่มใหม่ของเขากลับไม่ได้เลือกเล่าสูตรสำเร็จทางธุรกิจหรือวิธีสร้างความมั่งคั่ง
ตรงกันข้าม เขาเลือกถ่ายทอดบทเรียนเรื่องความล้มเหลว ความทุกข์ และการลุกขึ้นใหม่ ผ่านหนังสือ Unbeatable: วิธีบ่มเพาะตัวตนและจิตใจของผู้ชนะในทุกสถานการณ์ ภายใต้แนวคิด “ต่อให้โลกโหดร้ายแค่ไหน ฉัน
จะไม่พ่ายแพ้”
หลังผ่านวิกฤตมาหลายระลอก หลายคนอาจหวังว่าปี 2570 โลกจะกลับมาสงบขึ้น แต่กระทิง กลับมองว่า ปี 2570 คือปีที่ทุกคนต้องเตรียมรับมือกับโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างถาวร หรือ Permanently Disrupted ทั้ง AI
สงครามการค้า ความผันผวนของสภาพภูมิอากาศ และโครงสร้างแรงงานที่เปลี่ยนไป
ท่ามกลางระเบียบโลกเก่าที่กำลังพังทลาย ขณะที่ระเบียบโลกใหม่ยังไม่เกิดขึ้น
โลกกำลังเผชิญความท้าทายสำคัญ 4 ประการ”
1. AI Abundance: โลกที่ AI ทำงานแทนมนุษย์ได้เกือบทุกอย่าง และเทคโนโลยีก้าวหน้าจนสามารถแก้ปัญหาสำคัญของโลกได้
2.Battling Blocs: โลกแบ่งเป็นขั้วอำนาจ เกิดการแข่งขันและความขัดแย้งในหลายด้าน รวมถึงสงครามไซเบอร์ระหว่างประเทศ
3.Climate Club: โลกเผชิญวิกฤตสิ่งแวดล้อมจนต้องร่วมมือกันอย่างจริงจัง โดยคาดว่าภายในปี 2040 กลุ่ม G7 จะเป็นแกนนำ ร่วมกับจีนและอินเดีย เพื่อผลักดันการแก้ปัญหาโลกร้อนให้เกิดผลเป็นรูปธรรมภายในปี 2050
4. Digital Darwinism: โลกที่บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่มีอำนาจเหนือรัฐบาล สามารถกำหนดกติกาสังคม ขณะที่มนุษย์พึ่งพา AI และโลกเสมือนจริงมากขึ้น ส่งผลให้อำนาจและทรัพยากรกระจุกตัวอยู่กับกลุ่มทุนและคนร่ำรวย
เมื่อ ระเบียบโลกเก่ากำลังพังทลาย ขณะที่ระเบียบโลกใหม่ยังไม่เกิดขึ้น และไม่มีใครรู้ว่าวิกฤตครั้งต่อไปจะมาเมื่อไรหรือรุนแรงเพียงใด
“Playbook แห่งความสำเร็จแบบเดิมใช้ไม่ได้แล้ว เราไม่สามารถร้องขอให้โลกใจดีกับเราได้ตลอดไป”
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่เราจะเตรียมธุรกิจหรืออาชีพให้พร้อมรับอนาคตอย่างไร แต่จะเตรียมใจอย่างไรให้ผ่านความเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นไปได้
เบื้องหลัง Unbeatable บทเรียนชีวิต 48 ปี
ที่มาของหนังสือเล่มนี้ไม่ได้เกิดจากความกังวลต่ออนาคตโลกเพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจากการย้อนกลับมาทบทวนชีวิตของกระทิงเอง
เขาเล่าว่า หลังจากเขียนหนังสือเล่มก่อน มักมีคนถามอยู่เสมอว่า ทำอย่างไรจึงมีวินัย ตื่นเช้า ทำงานหนัก ผ่านความล้มเหลว และเปลี่ยนแปลงตัวเองได้หลายครั้ง
คำถามเหล่านี้ทำให้เขากลับมาคิดว่า ตลอด 48 ปีที่ผ่านมา อะไรคือสิ่งที่ช่วยให้ตัวเองผ่านช่วงเวลายากลำบากมาได้
กระทิงจึงนำประสบการณ์ชีวิตมาผสมผสานกับความรู้ด้านประสาทวิทยา จิตวิทยา ภาวะผู้นำ เทคโนโลยี และธรรมะ ถอดออกมาเป็นระบบฝึกใจที่คนทั่วไปสามารถนำไปปรับใช้ได้
แต่เบื้องหลังแนวคิดเหล่านี้ ไม่ได้มีเพียงประสบการณ์จากโลกธุรกิจ
แรงบันดาลใจสำคัญมาจากคนใกล้ตัว ทั้งคุณแม่ที่เคยหยุดหายใจและรอดชีวิตมาได้ถึง 6 ครั้ง พร้อมคำสอนว่า หากอุปสรรคยังไม่ยิ่งใหญ่เท่าความตาย ก็อย่าเพิ่งยอมแพ้
ภรรยาที่คอยประคองในวันที่ชีวิตการงานสะดุด และหลานสาวที่ต้องต่อสู้กับโรคเบาหวานตั้งแต่เด็ก
เรื่องราวเหล่านี้ทำให้เขาเข้าใจว่า ความเข้มแข็งไม่ได้หมายถึงการต้องต่อสู้เพียงลำพัง เพราะเบื้องหลังคนที่ลุกขึ้นได้อีกครั้ง มักมีใครบางคนคอยพยุงอยู่เสมอ
อีกบทเรียนสำคัญมาจากการฝึกสติและศึกษาธรรมะ
ครั้งหนึ่งระหว่างนั่งสมาธิ พระอาจารย์สังเกตว่าเขายังขมวดคิ้วและพยายามอย่างหนัก ราวกับกำลังแข่งขันกับตัวเอง แม้ในเวลาที่ควรปล่อยวาง
หลวงพ่อฟิลิปจึงให้ข้อคิดว่า
“คุณรักตัวเองน้อยไป คุณต้องมี Self-compassion”
หรือการรู้จักเมตตาและเห็นอกเห็นใจตัวเอง
สำหรับคนที่เติบโตมากับการทำงานหนัก ความอดทน และการพยายามเอาชนะอุปสรรค บทเรียนนี้ทำให้กระทิงได้มองความเข้มแข็งในอีกมุมหนึ่ง
การผ่านช่วงเวลายากลำบากไม่ได้อาศัยเพียงความอดทน แต่ต้องรู้จักดูแลและฟื้นฟูจิตใจ รวมถึงยอมรับความจริงในวันที่ทุกอย่างไม่เป็นไปตามหวัง
ประสบการณ์เหล่านี้กลายเป็นรากฐานสำคัญของ Unbeatable
กระทิงมองว่าคนยุคนี้จำเป็นต้องมีทักษะสองด้านควบคู่กัน คือ Likable การเป็นคนที่ผู้อื่นอยากทำงานด้วย เข้าหาง่าย น่าเชื่อถือ และจริงใจ กับ Unbeatable ความสามารถในการรับมือปัญหาและลุกขึ้นใหม่
“ถ้ามีแต่ Likable โดยไม่มี Unbeatable ก็จะเปราะบาง แต่ถ้ามีแค่ Unbeatable ก็จะแกร่งอยู่คนเดียว”
7 ทักษะ Unbeatable ฝึกใจให้พร้อมรับมือทุกสถานการณ์
กระทิงแบ่งการฝึกใจออกเป็น 3 ระดับ ตั้งแต่การรับมือเรื่องกวนใจในชีวิตประจำวัน การฟื้นตัวจากวิกฤตใหญ่ ไปจนถึงการสร้างตัวเองใหม่เมื่อชีวิตเปลี่ยนไป
ระดับที่ 1 Unbeatable Fundamentals: รับมือเรื่องกวนใจรายวัน
1. ปัดเรื่องกวนใจทิ้งภายใน 90 วินาที
ความหงุดหงิดเล็ก ๆ น้อย ๆ เปรียบเหมือน “ขี้นก” ที่ตกใส่หัว แต่แทนที่จะปัดทิ้ง หลายคนกลับแบกมันติดตัวไปทั้งวัน บางคนเก็บไว้เป็นสัปดาห์
ทักษะแรกจึงเป็นการฝึกจัดการอารมณ์ ไม่ปล่อยให้เรื่องเล็ก ๆ ทำลายความสุขและสมาธิของตัวเอง
2. บริหารงบดุลทางอารมณ์
อารมณ์ก็เหมือนการเงินที่ต้องบริหาร ไม่ปล่อยให้หนี้เสียสะสม
กระทิงแนะนำให้เติมพลังบวกทุกวัน เช่น การขอบคุณสิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิต หรือ Daily Gratitude เพื่อไม่ให้ความรู้สึกด้านลบสะสมจนกระทบจิตใจ
3. ฝึกวินัยด้วยการ “อด” และ “ทน”
“อด” คือการอดใจจากสิ่งที่ดึงเราออกนอกเส้นทาง เช่น การใช้โซเชียลมีเดียมากเกินไป
ส่วน “ทน” คือการทำสิ่งที่จำเป็น แม้ไม่อยากทำ และทำซ้ำอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นนิสัย
4. เรียนรู้ให้เร็ว ไม่ใช่แค่พยายามให้หนัก
ความอดทนเพียงอย่างเดียวอาจไม่มีประโยชน์ หากยังทำผิดวิธีซ้ำ ๆ ก็ไม่ต่างจากการเอาหัวชนกำแพง
ทักษะ Ultra Learning หรือการเรียนรู้อย่างเข้มข้น จึงเป็นการเปลี่ยนความพยายามให้กลายเป็นความก้าวหน้า ไม่ใช่แค่ทำงานหนักขึ้น แต่ต้องเรียนรู้ที่จะทำให้ดีขึ้นด้วย
ระดับที่ 2 Unbeatable Advance: เมื่อวิกฤตหนักจนเรือแทบล่ม
5. รู้จักฟื้นใจ แม้ชีวิตยังต้องเดินต่อ
ไม่ใช่ทุกปัญหาจะจัดการได้ภายใน 90 วินาที บางเรื่องต้องใช้เวลาและการเยียวยา
กระทิงยอมรับว่า Healing & Recovery เป็นทักษะที่เขาเคยขาด เพราะที่ผ่านมาใช้ความตั้งใจและความมุมานะฝ่าฟันทุกปัญหา
แต่การฟื้นตัวไม่ได้หมายถึงการหยุดทุกอย่างเพื่อรอให้หายทุกข์ หากเป็นการเรียนรู้ที่จะดูแลตัวเองไปพร้อมกับการใช้ชีวิต หรือที่เขาเรียกว่า “Suffer Well” ทุกข์ให้เป็น
6. อย่าปล่อยให้อดีตขังเราไว้
“วิกฤตทำร้ายเราครั้งเดียว แต่เรากลับซ้ำเติมตัวเองอีกเป็นพันครั้ง แล้วขังตัวเองไว้ในอดีต”
ทักษะ Resilience คือความสามารถในการฟื้นตัวจากความผิดหวัง โดยไม่ปล่อยให้ความล้มเหลวครั้งหนึ่งกลายเป็นคำตัดสินชีวิตทั้งหมด
แทนที่จะโทษตัวเองซ้ำ ๆ เราต้องเรียนรู้จากสิ่งที่เกิดขึ้น และหาทางเดินต่อไป
ระดับที่ 3 Unbeatable Transformation: เมื่อวิกฤตทำลายตัวตน
7. เปลี่ยนตัวตน เริ่มต้นใหม่ได้เสมอ
ทักษะสุดท้ายคือ Identity Transformation หรือการสร้างตัวตนใหม่
วิกฤตอาจทำลายสิ่งที่เราเคยเป็น ทั้งงาน ตำแหน่ง ความสำเร็จ หรือความเชื่อเดิม ๆ แต่ไม่ได้หมายความว่าอนาคตของเราต้องจบลงด้วย
เพราะสิ่งที่วิกฤตทำลายได้อาจเป็นเพียง “ตัวตนเมื่อวาน” ขณะที่วันพรุ่งนี้ เรายังเรียนรู้ ปรับตัว และสร้างตัวเองขึ้นมาใหม่ได้เสมอ
บางครั้งทะเลที่บ้าคลั่งที่สุด อาจเป็นใจของเราเอง
หนึ่งในเรื่องเล่าที่สะท้อนหัวใจของ Unbeatable ได้ชัดเจนที่สุด คือคำสอนจากพระอาจารย์สายวัดป่าท่านหนึ่ง
กระทิงเล่าว่า ก่อนหน้านี้เขามองโลกเหมือนทะเลที่บ้าคลั่ง ส่วนตัวเองเป็นเพียงเรือลำเล็กที่ต้องพยายามแข็งแรงและคล่องตัว เพื่อเอาชีวิตรอดจากคลื่นลมที่ถาโถมเข้ามา
แต่พระอาจารย์กลับชวนให้เขามองต่างออกไป
“คุณไม่ใช่เรือลำเล็กในทะเลบ้าคลั่ง ทะเลที่บ้าคลั่งคือใจของคุณเอง ถ้าทำใจให้นิ่งได้ ทะเลก็สงบ”
คำสอนนี้ทำให้เขาตระหนักว่า บางครั้งความทุกข์ไม่ได้เกิดจากเหตุการณ์ภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความคิดและอารมณ์ของเราเองที่ทำให้ปัญหาหนักหนาขึ้น
ในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน เราอาจเลือกไม่ได้ว่าจะเจอวิกฤตอะไร หรือคลื่นลูกใหม่จะซัดเข้ามาเมื่อไร
แต่สิ่งที่เราฝึกได้ คือวิธีรับมือกับมัน
และนี่อาจเป็นหัวใจสำคัญที่สุดของ Unbeatable หนังสือที่ไม่ได้สอนให้เราเอาชนะโลก แต่ชวนให้กลับมาฝึกใจตัวเอง
เพราะโลกอาจไม่ได้ใจดีกับเราเสมอไป แต่เรายังเรียนรู้ที่จะดูแลใจตัวเอง เพื่อให้มีแรงลุกขึ้นเดินต่อ แม้ในวันที่ทุกอย่างไม่เป็นอย่างที่หวัง
