ตลาดร้านอาหารและเครื่องดื่มในทุกวันนี้ นอกจากเรื่องของการแข่งขันที่ทวีความดุเดือดขึ้นเรื่อยๆ อีกหนึ่งโจทย์ใหญ่ที่ผู้ประกอบการต้องรับมือคือพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป
โดยเฉพาะการเติบโตของผู้บริโภคแบบ Effortless Consumer ลูกค้ากลุ่มที่ว่าคือคนที่ต้องการความสะดวก รวดเร็ว ไม่อยากรอ รวมถึงขั้นตอนตลอดการสั่งซื้อตั้งแต่สั่งอาหาร ชำระเงิน รับสินค้า ไปจนถึงการกลับมาใช้บริการครั้งต่อไปต้อง ง่าย สะดวก รวดเร็ว รวมถึงมีขั้นตอนให้น้อยที่สุด
และเทรนด์ที่ว่านี้กลายเป็นหัวข้อสำคัญของงาน LINE FOODTECH 2026 ที่ทาง LINE ประเทศไทยจัดขึ้นเพื่อชวนผู้ประกอบการร้านอาหารและเครื่องดื่มมาอัปเดตพฤติกรรมผู้บริโภค เทรนด์ตลาด รวมถึงเทคโนโลยีที่จะเข้ามาช่วยลดความยุ่งยากเปลี่ยน Customer Journey ให้กลายเป็นโอกาสทางธุรกิจ…
ผู้บริโภคยุค Effortless กำลังเปลี่ยนไปทิศทางใดผู้ประกอบการ F&B ต้องรู้อะไรบ้าง? Marketeer พาไปอัปเดตพร้อมกัน

คุณจิตวิสุทธิ์ จุฑาวิจิตร หัวหน้าฝ่ายที่ปรึกษาธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มจาก LINE Thailand ระบุถึงพฤติกรรมการกินของผู้บริโภคในยุคปัจจุบันที่ไม่ได้มีแค่มื้อหลัก 3 มื้อ
– อย่างกลุ่มคนทำงานอายุ 22–35 ปี นอกจากมื้ออาหารหลักแล้วยังมีของกินเล่นระหว่างวัน หรือบางครั้งมีมื้อดึกเพิ่มเติม
– กลุ่ม Gen Z อายุ 16–25 ปี อาจมีมื้ออาหารเฉลี่ยสูงถึง 3–5 มื้อต่อวัน โดยเฉพาะช่วงบ่ายที่มีทั้งของหวาน ชานมไข่มุก กาแฟ หรือขนมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน
การที่มีมื้อเพิ่มขึ้นนั่นหมายถึงผู้บริโภคยิ่งไม่อยากเสียเวลาให้กับการต้องไปต่อคิวซื้ออาหาร…
ตัวอย่างเช่น คนทำงานที่ต้องรีบซื้อกาแฟก่อนเข้าออฟฟิศ พักเที่ยงก็มีเวลาเพียงประมาณหนึ่งชั่วโมงรวมทั้งเวลาเดินทาง สั่งอาหาร รออาหาร กิน และกลับไปทำงานให้ทัน หรือแม้กระทั่งการอยากซื้อชานมสักแก้วแต่เมื่อเดินไปถึงร้านแล้วเห็นคิวยาวก็พร้อมเปลี่ยนไปซื้อร้านอื่นทันที
พฤติกรรมเหล่านี้ทำให้รูปแบบ Grab&Go เข้ามามีบทบาทมากขึ้นเพราะตอบโจทย์ทั้งความเร่งรีบ การเดินทาง และความต้องการลดขั้นตอนของผู้บริโภค
รวมถึงในหลายสถานการณ์การนั่งกินในร้านอาจใช้เวลามากเกินไปขณะที่ Delivery ก็ไม่ได้ตอบโจทย์เสมอไป สิ่งที่ผู้บริโภคต้องการจึงอาจเป็นทางเลือกง่ายๆ อย่าง “สั่งไว้ก่อน เดินไปรับ แล้วไปต่อได้เลย”
พฤติกรรมเหล่านี้คือส่วนหนึ่งของ Effortless Consumer ที่กำลังกลายเป็นเทรนด์รวมถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคในยุคนี้
และพอผู้ประกอบการคิดจะทำระบบหลังบ้านเพื่อให้เกิด Seamless Experience ประสบการณ์ที่ลื่นไหลในการซื้อสินค้าเพื่อเอาใจผู้บริโภค Effortless Consumer หลายคนคงคิดว่าต้องเริ่มต้นด้วยต้นทุนแพง ระบบที่ยุ่งยาก และกลายเป็นการเพิ่มขึ้นตอนให้กับระบบหลังบ้านหรือหน้าร้านเพิ่มเข้าไปอีก
งานนี้ทาง ไลน์ ประเทศไทย จึงแนะนำให้รู้จักกับ LINE MINI App และ LINE MINI Eats ซึ่งเป็นมินิโปรแกรมที่มีอยู่แอปฯ ไลน์ที่เราใช้ติดต่อสื่อสารกันอยู่ทุกวันอยู่แล้ว
โดยตัว LINE MINI App คือมินิแอปพลิเคชันย่อยที่ทำงานอยู่ภายใน LINE ซึ่งผู้บริโภคสามารถเข้าใช้งานผ่าน URL, Rich Menu หรือสแกน QR Code ได้ทันที โดยไม่ต้องดาวน์โหลดแอปใหม่เพิ่มเติม
ภายใน MINI App สามารถรองรับตั้งแต่ระบบการสั่งออเดอร์ล่วงหน้าผ่านไลน์แบบไม่ต้องมาหน้าร้าน การสมัครสมาชิก และสะสมแต้ม คูปอง ระบบคิว การจองร้าน ไปจนถึง Subscription
จากเดิมที่ลูกค้าอาจต้องกระโดดไปมาระหว่างหลายแพลตฟอร์มหลายเว็บไซต์หรือหลายแอป ระบบเหล่านี้สามารถถูกนำมารวมอยู่บนช่องทางที่ลูกค้าใช้งานเป็นประจำอยู่แล้ว รวมถึงยังก้าวข้ามกำแพงอย่างการที่ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยไม่ยินดีหรือไม่ชอบที่จะโหลดแอปฯ ให้วุ่นวายอีกด้วย
ส่วนในฝั่งของผู้ประกอบการ ทางไลน์ประเทศไทยก็มี โซลูชันที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อธุรกิจ F&B โดยเฉพาะคือ LINE MINI Eats ตอบโจทย์พฤติกรรม สั่งล่วงหน้าแล้วไปรับที่ร้าน เช่น พนักงานออฟฟิศอาจสั่งกาแฟตั้งแต่อยู่บนโต๊ะทำงาน หรือกดสั่งระหว่างกำลังลงลิฟต์ จากนั้นชำระเงินผ่าน QR หรือบัตรเครดิตล่วงหน้า ระบบยังมีการอัพเดตสถานะสินค้า และเมื่อร้านทำออเดอร์เสร็จก็สามารถเดินไปหน้าร้านรับสินค้าได้ทันทีโดยไม่ต้องเริ่มต่อคิว
การมีระบบเหล่านี้ยังช่วยลดปัญหาการทำงานของร้าน จัดเตรียมออเดอร์ได้เป็นสัดเป็นส่วนขึ้น รวมถึงบริการเหล่านี้ร้านเองไม่ต้องเสียค่า GP เป็นรายออเดอร์แต่ใช้เป็นโมเดลแพ็กเกจรายเดือนแทนที่สามารถควบคุมต้นทุนได้แน่นอน
ทุกออเดอร์ที่ถูกสั่งยังสามารถเข้าสู่ระบบโดยอัตโนมัติ ลดภาระของพนักงานหน้าร้าน และเชื่อมข้อมูลการซื้อกับระบบสมาชิก เพื่อเปลี่ยน Transaction ที่เกิดขึ้นแต่ละครั้งให้กลายเป็น First-Party Data สำหรับนำไปต่อยอดการตลาดและสร้างลูกค้าประจำในอนาคต
Convenience Shift เมื่อความเร็วและง่าย มีผลต่อการเลือกร้าน

ในเซสซั่นที่ 2 ของงานนี้โดย คุณกฤษฏิ์ ใบสิริกุล VP of Corporate Strategy, LINE MAN Wongnai ย้ำถึงสถานการณ์ธุรกิจร้านอาหารไทยได้ค่อนข้างชัดว่า
“ถ้าปีที่แล้วคือปีเผาจริง ปีนี้ก็คือเผาจริงๆ” ทั้งการแข่งขันที่ดุเดือดขึ้น รวมถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป
อันดับแรกคือยอดขายหน้าร้านของร้านอาหารในประเทศไทยลดลง 5% ในปี 2025 และลดลงต่ออีก 6% ในปี 2026 แต่กลับกันยอดขาย Delivery ของร้านอาหารที่ปี 2025 สามารถเติบโตได้ถึง 15% ในปี 2026 ยังขยายตัวต่ออีก 4% ขณะที่มูลค่าต่อบิลเพิ่มขึ้นอีก 1.3%
และการสั่งแบบ Priority Delivery หรือการส่งตรงแบบเร่งด่วน เติบโตถึง 2.6 เท่า สะท้อนว่าผู้บริโภคบางกลุ่มไม่เพียงไม่อยากรอ แต่ยังพร้อมจ่ายเพิ่มเพื่อแลกกับการได้รับอาหารเร็วขึ้น
รวมถึงอีกหนึ่งข้อมูลที่น่าสนใจและเชื่อมตรงกับแนวคิด Effortless คือ Self-Ordering หรือการสั่งด้วยตัวเอง ที่เกิดขึ้นแม้แต่ในร้านอาหารแบบ Full Service ผู้บริโภคจำนวนหนึ่งก็ไม่อยากนั่งรอพนักงาน ไม่อยากโบกมือเรียกเพื่อขอเมนูหรือสั่งเพิ่ม
แต่ต้องการหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา Scan to Order แล้วสั่งได้ทันที ปัจจุบันสัดส่วนร้านที่ใช้ระบบ Self-Ordering เพิ่มขึ้นเป็น 12% จาก 9% ในไตรมาสแรกของปี 2025 หรือเติบโตประมาณ 33% และร้านที่นำ Self-Ordering มาใช้สามารถสร้างยอดขายเติบโตประมาณ 10% YoY
3 คาถาที่ผู้ประกอบการร้านอาหารเครื่องดื่ม “ทำแล้ว ทำอยู่ ทำต่อ”
เพื่อก้าวให้ทันการเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภค และลดสิ่งที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่า “ยุ่งยาก”
– Delivery – ลดการเดินทาง ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ และความต้องการของคนในปัจจุบัน
– Digital Payment – ลดขั้นตอนการจ่ายเงิน เพราะเงินสดค่อยๆ หายไปจากกระเป๋าเงินลูกค้า
– Self-Ordering – ลดการรอ คนไม่ชอบรอ ไม่ชอบต่อคิว ขอสั่งไว้เลย เดี๋ยวไปเอาเอง
ความสะดวก” สู่การสร้าง Effortless Journey ที่เชื่อมลูกค้าทุก Touchpoint

สำหรับ Session ที่ 3 ของงานก็ยังคงเข้มข้นโดย คุณศิรดา แสงทองสุข ที่ปรึกษาธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มจาก LINE Thailand อธิบายถึง LINE OA ที่ปัจจุบันกลายเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องมือที่ทั้งแบรนด์และผู้ประกอบการร้านอาหารเครื่องดื่มใช้เป็นแพลตฟอร์มในการเข้าถึงติดต่อกับผู้บริโภคหรือลูกค้าได้แบบหลากหลาย Touchpoint ซึ่งมากกว่าแค่การพูดคุยหรือโต้ตอบไปมา
LINE OA ยังทำหน้าที่เป็นเหมือนกับหน้าบ้านหลักของแบรนด์ทั้งการสื่อผ่านข้อความต้อนรับ Rich Menu ระบบตอบคำถามอัตโนมัติ รวมถึงการส่ง Rich message, Rich video และ Card message ที่ในปัจจุบันยังสามารถ Target เป้าหมายรวมถึงทำการสื่อสารแบบ Personalized Communication ได้แม่นยำมากยิ่งขึ้นอีกด้วย
คุณศิรดายังหยิบ 4 เครื่องมือที่อยู่บนไลน์ที่จะช่วยทั้งฝั่งผู้ประกอบการเองรวมถึงลูกค้าสะดวกสบายยิ่งขึ้น
LINE MINI App – อีกหนึ่ง Pain Point ที่ถูกพูดถึงตั้งแต่ Session แรกอย่างการที่ผู้บริโภคไม่ได้อยากดาวน์โหลดแอปของทุกแบรนด์ เพียงเพื่อสะสมคะแนน รับสิทธิพิเศษ LINE MINI App จึงทำหน้าที่ช่วยให้แบรนด์นำบริการต่างๆ เข้ามาอยู่บน LINE โดยลูกค้าสามารถใช้งานได้ทันทีโดยไม่ต้องโหลดแอปเพิ่ม ไม่ต้องกังวลเรื่องพื้นที่ในโทรศัพท์ และไม่ต้องจำ Username หรือ Password ใหม่
เคสน่าสนใจคือ Nestlé Good Life ที่สร้าง MINI App ให้เป็นศูนย์กลางสำหรับการสะสมคะแนนและแลกรางวัล พร้อมเชื่อมต่อกับ Mission Sticker เพื่อดึงผู้บริโภคเข้ามาใช้งาน ผลลัพธ์คือมียอดผู้ใช้งานต่อวันสูงกว่า MINI App ทั่วไปถึง 10 เท่า และจำนวนการเข้าชมต่อวันสูงกว่าถึง 30 เท่า
LINE Official Notification (LON) – ระบบการส่งข้อความแจ้งเตือนเรื่องสำคัญ (Notification) ให้กับลูกค้า เช่นการคอนเฟิร์มการชำระเงิน แจ้งขั้นตอนการทำสินค้า หรือสถานะการจองต่างๆ ที่ทำการแจ้งเตือนผ่านไลน์ลูกค้าได้โดยตรง แม้ไม่ได้เป็นเพื่อนบน LINE OA ปัจจุบันการมีผู้ประกอบกานร้านอาหารและเครื่องดื่มใช้ระบบ LON ในการส่งแจ้งเตือนต่างๆ ให้กับลูกค้าที่มาใช้บริการเติบโตขึ้น 2 เท่าในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา
Sponsored Sticker & Emoji – ทำหน้าที่มากกว่าแค่การเพิ่มยอดผู้ติดตาม แต่ยังเป็นเครื่องมือเก็บ Data ได้ด้วย อย่าง Mission Sticker ที่ให้ผู้บริโภคทำบางกิจกรรมหรือกรอกข้อมูลก่อนรับ Sticker ช่วยให้แบรนด์สามารถเก็บ First-Party Data เพิ่มเติมได้
อย่างกรณีของ Lay’s ที่ใช้ Mission Sticker ร่วมกับคาแรกเตอร์ LINE Friends สามารถเพิ่มการเก็บ First-Party Data ได้ถึง 2 เท่า ขณะที่แคมเปญ สก๊อต x นัดเป็ด มียอดดาวน์โหลด Sticker สูงกว่าปกติประมาณ 30% และช่วยเพิ่มเพื่อนบน LINE OA ได้ราว 1 ล้านคน
เก็บ 1st Party Data ผ่าน LINE Messaging API – ช่วยทำให้แบรนด์รู้จักลูกค้าได้มากขึ้นผ่านดาต้าจริงที่เก็บเองผ่าน LINE เพื่อดึงข้อมูลมาวิเคราะห์ ใช้งาน และนำไปสร้าง Loyalty & Reward ต่อยอดให้กับลูกค้าได้ด้วยข้อมูลที่แบรนด์มีและได้มา
เคสที่น่าสนใจคือ ตู้เต่าบิน มีจุดขายมากกว่า 8,000 ตู้ นอกจากนำระบบ LON มาเชื่อมกับการชำระเงินและซื้อสินค้าที่หน้าตู้
สามารถเปลี่ยนจากลูกค้าที่แค่เดินมาซื้อเครื่องดื่ม จ่ายเงิน แล้วจบ การซื้อครั้งนั้นยังสามารถถูกเชื่อมต่อเข้าสู่ LINE OA ผ่าน Messaging API และพัฒนาไปเป็น First-Party Data ทำให้แบรนด์สามารถรู้จักลูกค้า และต่อยอดไปสู่การทำ Personalized Marketing ได้ในอนาคต
รวมถึงบนแพลตฟอร์มไลน์เองยังมีเครื่องมือการยิงโฆษณา LINE Ads หลากหลายช่องทางแบบครบลูปเพื่อก่อให้เกิด Effortless Food Journey
หากให้หยิบยกแบบเห็นภาพง่ายๆ ในแต่ละทัชพ้อยต์ก็คือ
LINE Ads ช่วยให้ลูกค้าเห็นหรือรู้จักร้านรู้จักแบรนด์ > LINE OA เป็นหน้าบ้านที่ใช้ในการติดต่อสื่อสาร > MINI App ที่ช่วยให้ลูกค้าใช้บริการ > LON Notification ที่ช่วยอัพเดตคอนเฟิร์มเรื่องสำคัญๆ ตลอดเส้นทางการซื้อ > เก็บ 1st Party Data ผ่าน Messaging API ที่ช่วยให้แบรนด์รู้จักลูกค้า > ใช้ข้อมูลที่มีสร้างการสื่อสารแบบ Personalized พาลูกค้ากลับมาหาเราอีกครั้ง
Effortless Journey สู่ “Effortless Restaurant” ที่ง่ายทั้งลูกค้าและร้าน

“เทคโนโลยี คือจุดเชื่อมที่ทำให้ทั้งลูกค้าและคนผู้ประกอบการสะดวกและง่ายขึ้น” – คุณธีรวัฒน์ งามวิทยศิริ หัวหน้าฝ่าย MarTech & MINI App, LINE Thailand ชี้ให้เห็นถึงเทรนด์ที่เกิดขึ้นแล้วที่ประเทศจีนและกำลังมาสู่ประเทศไทย อย่างการที่ผู้บริโภคในจีนนิยมสั่งอาหารและเครื่องดื่มผ่าน Mini Program ในชีวิตประจำวัน
ซึ่งในปัจจุบันมีร้านอาหารและเครื่องดื่มในจีนรองรับการใช้งาน Mini Program ทะลุ 200,000 แบรนด์ มีผู้ใช้งานระกับ 800 ล้านยูสเซอร์ ตัวเลขเหล่านี้ทำให้เห็นถึงแนวโน้มพฤติกรรมผู้บริโภคที่เน้นความสะดวก รวดเร็ว ไม่ต้องดาวน์โหลดแอปฯ เพิ่มให้วุ่นวาย ยินดีที่จะใช้งาน Mini Program เพราะทำให้ตนสะดวกสบายยิ่งขึ้น
ส่วนปัจจุบันในประเทศไทยมี MINI App ที่ให้บริการบน LINE มีมากกว่า 1,000 แอปหลังจากเปิดตัวอย่างเป็นทางการ โดยในกลุ่มร้านอาหารและเครื่องดื่ม อย่างร้าน Katsumidori ได้มีการสร้าง MINI App ขึ้นมาเพื่อเป็นระบบจองคิวสำหรับลูกค้า ในขณะที่ LINE เองได้ออกโซลูชัน LINE MINI Eats ขึ้นมา (โดยพัฒนาจากเทคโนโลยี MINI App) เพื่อเป็นระบบสั่งออเดอร์ล่วงหน้าได้ผ่านมือถือ ซึ่งปัจจุบันมีหลายแบรนด์นำ LINE MINI Eats ไปใช้งานแล้ว เช่น BEARHOUSE, Bottomless, AfterDark, Thank You Cup และอื่นๆ
และจำนวนร้านที่ใช้งาน LINE MINI Eats เพิ่มขึ้นประมาณ 5 เท่าภายใน 5 เดือน ขณะที่มูลค่าการสั่งซื้อต่อบิลเฉลี่ยเพิ่มขึ้นประมาณ 15%
อีกหนึ่งแนวคิดสำคัญที่คุณธีรวัฒน์ฝากไว้… “อยากให้มองว่าลูกค้าหนึ่งคนไม่ได้จบแค่การซื้อครั้งแรก แต่เราต้องมองไปถึง Lifetime Value ว่าตลอดช่วงเวลาที่เขาอยู่กับแบรนด์ เราจะทำให้เขากลับมาซื้อซ้ำได้อย่างไร
เมื่อเราทำให้ลูกค้าสั่งผ่าน LINE MINI Eats เราจะเริ่มรู้จักเขามากขึ้นว่า ชอบสั่งอะไร สั่งช่วงเวลาไหน หรือมีพฤติกรรมการซื้อแบบไหน แล้วนำข้อมูลเหล่านี้กลับมาพัฒนาสิทธิประโยชน์ที่ตรงกับความต้องการของลูกค้ามากขึ้น เพื่อทำให้เขาอยากกลับมาซื้อกับเราอีกครั้ง”
รวมถึงยังทิ้งท้ายด้วย 4 ข้อเช็คลิสต์ว่า ร้านหรือธุรกิจที่ทำอยู่ “Effortless” แล้วหรือยัง?
1. ช่องทางที่ลูกค้าเข้าถึงร้านที่หลากหลาย – ตั้งแต่การทำ QR Code ที่เคาน์เตอร์/โต๊ะ, Rich Menu บน LINE OA, ลิงก์จาก Social Media และช่องทางโปรโมตอื่นๆ บนแพลตฟอร์ม LINE
2. ความพร้อมของหน้าร้าน – ตั้งแต่ความถูกต้องของเมนู จุดรับอาหารรวมถึงขั้นตอนการส่งมอบที่เป็นระบบ สคริปต์พนักงานแนะนำลูกค้า และขั้นตอนจัดการเมื่อสินค้าหมด
3. การวางระบบ Data และ CRM – ร้านควรมีระบบขอการยินยอมจากลูกค้าและเชื่อมตัวตนของลูกค้าบน LINE พร้อมแบ่งกลุ่มลูกค้าตามพฤติกรรม และกำหนดสิ่งที่ลูกค้าแต่ละกลุ่มสนใจไม่เหมือนกันเพื่อเปลี่ยนข้อมูลที่ได้มาให้สามารถนำไปใช้ทำการตลาดต่อได้จริง
4. แผนการต่อยอดเพื่อสร้างยอดขาย – เมื่อระบบพร้อมต้องนำข้อมูลและช่องทางที่มีมาใช้กระตุ้นการซื้อ เช่น โปรโมชั่นสำหรับการซื้อครั้งแรก แคมเปญที่ชวนให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำ รวมถึงแคมเปญในช่วงที่ร้านขายดีที่สุดหรือ Peak Hour
ลูกค้าง่ายขึ้น ร้านก็ต้องง่ายขึ้น และต้องใช้งานจริง

ใน Session สุดท้ายของงานนี้คุณธีรวัฒน์ ชวน 2 ผู้ประกอบการที่ใช้งาน LINE MINI Eats กับธุรกิจจริง อย่างคุณ คุณหนึ่ง-พุฒิพัฒน์ อมรพิชญ์ปรัชญา จากร้าน Bottomless และ คุณโน้ต-พิษณุ แก้วกัญญาติ จากร้าน AfterDark
สองแบรนด์ร้านกาแฟที่มีโจทย์คล้ายๆ กันคือ เมื่อธุรกิจเติบโตขยายสาขาและมีลูกค้าเยอะขึ้นเรื่อยๆ ‘ทำอย่างไรให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ง่ายขึ้น โดยไม่ทำให้การทำงานหลังร้านยากขึ้นตามไปด้วย’
เริ่มจากเรื่องของอุปสรรคในการทำธุรกิจโดยเฉพาะร้านกาแฟ ธุรกิจที่ขึ้นชื่อว่า “เกิดง่าย รอดยาก และเต็มไปด้วยคู่แข่ง”

คุณโน้ต AfterDark : สิ่งแรกเลยที่ต้องคิดทำและวางแผนให้ดีตั้งแต่วันแรกคือ ระบบบริหารจัดการตั้งแต่เริ่มต้น เพราะหากขยายสาขามากขึ้นเรื่อยๆ มีพนักงานมากขึ้นมีลูกค้ามากขึ้น แล้วมาแก้ระบบทีหลังจะทำได้ยากมาก
คุณหนึ่ง Bottomless : มองไปที่ต้องควบคุมค่าใช้จ่ายหลังบ้านไม่ให้เติบโตตามยอดขายรวมถึงการบริหารจัดการบุคลากรเมื่อธุรกิจโตขึ้น
แล้วทั้งคู่มองรวมถึงรับมือกับผู้บริโภคยุค Effortless อย่างไร?

คุณหนึ่ง Bottomless เล่าพร้อมเสียงหัวเราะว่า “ตอนทำร้านกาแฟก็คิดว่าจะได้คุยกับลูกค้าเยอะหรือลูกค้าคงอยากคุยกับเราเช่นกัน… แต่พอเอาเข้าจริงมันไม่ใช่ ลูกค้าจำนวนไม่น้อยที่ชอบกาแฟเราชอบร้านเราแต่ไม่ได้อยากคุยกับเราก็มี
ไม่ใช่เพราะเขาไม่ชอบเรานะ แต่เขาต้องการอิสระหรือลูกค้าบางคนคนรู้จักร้านดีอยู่แล้ว รู้ว่าจะสั่งอะไร และไม่ได้ต้องการคุยกับพนักงานหรือรอให้แคชเชียร์ถามคำถามเพิ่มเติม พวกเขาแค่อยากสั่งกาแฟ จ่ายเงิน รับกาแฟ แล้วไปทำธุรระต่อ”
ยิ่งช่วงเวลาเร่งรีบหากมองเห็นคิวยาวหรือประเมินแล้วว่าต้องรอ 10–15 นาที การเปลี่ยนใจไม่ซื้อสามารถเกิดขึ้นได้ทันที นี่เป็นจุดที่ร้านเสียโอกาส และอาจไม่ได้เห็นในรายงานยอดขายด้วยซ้ำเพราะลูกค้าคนนั้นยังไม่ทันซื้ออะไรเลยก็เดินออกจากร้านไปก่อนแล้ว
ส่วนในฝั่งของคุณโน้ต AfterDark ถึงขั้นตั้งโจทย์ให้กับทีมว่า มาถึงร้านแล้วต้องได้กาแฟภายใน 10 วินาที!!
“AfterDark ทำงานเหมือนพิทรถแข่ง F1 ถ้าช้าหรือผิดพลาดนิดเดียวทำให้เสียเวลานนั่นอาจหมายถึงผลของการแข่งขัน”
แต่ในขั้นตอนการชงกาแฟเดิมที่ กาแฟ 1 แก้วใช้เวลาชงก็ 3-5 นาทีแล้ว ดังนั้นถ้ารอให้ลูกค้ามาถึงหน้าร้านก่อนแล้วค่อยเริ่มรับออเดอร์ จ่ายเงิน และชงกาแฟ ทำให้เป้าหมายนี้แทบเป็นไปไม่ได้
วิธีแก้จึงไม่ใช่การบังคับให้บาริสต้าชงเร็วขึ้นแต่คือการย้ายเวลารอบางส่วนออกไปจากหน้าร้าน ลูกค้าสามารถสั่งและจ่ายเงินผ่าน LINE MINI Eats ระหว่างเดินทาง จากนั้นร้านเริ่มเตรียมออเดอร์ได้ก่อน เมื่อเดินทางมาถึงก็สามารถรับกาแฟแล้วออกไปได้เลย
อีกหนึ่งวิธีใช้ LINE MINI Eats จริงของทาง Bottomless คุณหนึ่งระบุว่าร้าน Bottomless บางสาขาที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่หรือมีหลายชั้น ลูกค้าที่เข้ามานั่งทำงานพออยากสั่งกาแฟหรืออาหารเพิ่ม ก็ต้องลุกจากโต๊ะเดินลงมาสั่งก็กลัวทั้งของมีค่าจะหายก็เลย ‘ไม่สั่งเพิ่มดีกว่า’
“เราเลยนำ QR Code ไปวางไว้ตามโต๊ะให้ลูกค้าสามารถสั่งและชำระเงินผ่าน LINE ได้จากที่นั่ง เมื่อออเดอร์พร้อมระบบจะแจ้งเตือนผ่าน LINE ให้ลูกค้าเดินลงไปรับสินค้าแล้วกลับมาที่โต๊ะได้เลย”

เจ้าของร้านมองการลงทุนในเทคโนโลยีอย่างไร?
คุณโน้ต AfterDark : มองว่า สิ่งสำคัญไม่ใช่การเลือกเทคโนโลยีที่แพงที่สุดเพราะระบบในตลาดมีตั้งแต่หลักร้อยหลักพันไปจนถึงหลักล้านบาท แต่ควรเลือกระบบที่สามารถเติบโตไปพร้อมกับธุรกิจ และต้องมองว่าระบบนี้ถ้าวันหนึ่งจากหนึ่งสาขาเป็นห้าสาขา หรือสิบสาขามันยังไปกับเราได้ไหมเพราะถ้าเลือกสิ่งที่ยืดหยุ่นตั้งแต่ต้นเวลาโตเราจะจัดการง่ายกว่า”
อย่างตัวของโปรแกรม LINE MINI Eats สำหรับร้านค้าทางไลน์เลือกที่จะเปิดให้บริการแบบจ่ายรายเดือน
เริ่มต้นที่ 990 บาท/เดือน/สาขา และไม่เก็บเป็นค่า GP เพื่อให้ร้านค้าสามารถบริหารต้นทุนได้คุ้มค่าและคล่องตัวมากยิ่งขึ้น…
รวมถึงคุณโน้ตยังแชร์วิธีการใช้ LINE OA ของร้านในช่วงวิกฤตน้ำท่วมในกรุงเทพที่ผ่านมา ในการแจ้งข้อมูลกับลูกค้าว่าสาขาใดเปิดหรือปิด สาขาใดหยุดให้บริการ Delivery ชั่วคราว หรือเมื่อสถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว สาขาไหนกลับมาให้บริการได้ตามปกติแล้วบ้าง
จะเห็นได้ว่าช่องทาง LINE OA ของ AfterDark ไม่ได้เป็นเพียงแค่ไว้ส่งโปรโมชั่นหรือเก็บแต้มสมาชิก แต่ยังสามารถใช้สื่อสารกับลูกค้านช่วงเวลาที่ต้องสื่อสารข้อมูลสำคัญอย่างรวดเร็วได้ด้วย
บทสรุปจาก Session สุดท้ายนี้คุณธีรวัฒน์ สรุปไว้อย่างน่าสนใจว่า…
“การนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากการลงทุนราคาแพง แต่ควรมองว่าเทคโนโลยีนั้นสามารถทำ 3 เรื่องได้หรือไม่เพิ่มช่องทางการขาย ทำให้ระบบการทำงานหลังบ้านง่ายขึ้น ทำให้ Customer Journey ง่ายขึ้น และท้ายที่สุดคือการนำข้อมูล Data ที่มีในมือเป็นเครื่องมือในการพาลูกค้าให้กลับมาซื้อซ้ำ และค่อยๆ สร้าง Brand Loyalty ให้เกิดขึ้นในระยะยาว”
ทั้งหมดนี้ทำให้เห็นว่า LINE ไม่ได้เป็นเพียงแอปแชทหรือเป็นเพียงช่องทางติดต่อสื่อสารเพียงเท่านั้น แต่ยังเป็นทั้งเครื่องมือและโซลูชันสำหรับผู้ประกอบการและคนทำธุรกิจร้านอาหารและเครื่อง ผ่าน LINE Ecosystem ที่เชื่อมตั้งแต่การเข้าถึงลูกค้า การสั่งซื้อ การชำระเงิน การเก็บข้อมูล ไปจนถึงการสร้าง Brand Loyalty ดึงลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำ
รวมถึงงาน LINE FOODTECH ที่จัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นพื้นที่แบ่งปันทั้งเทรนด์ใหม่ๆ อินไซต์ และเคสจากธุรกิจจริงที่เกิดขึ้น เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มมองเห็นการเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภคได้เร็วขึ้น และนำเทคโนโลยีไปปรับใช้กับธุรกิจได้อีกด้วย…
–
#LINEFOODTECH2026 #LINEforBusiness
