ปีนี้ก็คงเป็นอีกปีที่คุณรู้สึกว่า ยังไม่ทันได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย ปีใหม่ก็มาเยือนอีกรอบแล้ว

รู้สึกเหมือนเพิ่งจะผ่านพ้นการเฉลิมฉลองมาไม่นาน แต่กระพริบตาคราเดียวต้นคริสต์มาสก็ตั้งตระหง่านกลางเมืองอีกครั้งแล้ว

ทำไมปีนี้ถึงผ่านไปไวเสียจริง

แต่นั่นก็อาจเป็นเพียงความรู้สึกส่วนตัวเท่านั้น เพราะวันทุกวันก็ยังคงหมุนเวียนผ่านไปเท่าเดิม พระอาทิตย์โผล่ฝั่งตะวันออก แล้วคลาดคล้อยทิศตะวันตก ทุกอย่างยังคงเป็นเช่นนั้น

มีเพียงความรู้สึกของเราที่ปรุงแต่งเวลาเพิ่มเติมว่า ปีนี้ช่างแสนช้า ปีนี้ช่างรวดเร็ว

เคยได้ยินคำนี้กันไหมว่า “เมื่อยังเด็กเรามองเห็น ‘ลูกโป่ง’

พอโตขึ้นเรามองเห็น ‘คนขายลูกโป่ง’ ” แปลว่าอะไร?

อธิบายคือ เมื่อยังเด็กเวลาที่มีคนหอบหิ้วลูกโป่งสวรรค์มาขาย สิ่งแรกที่เราตื่นเต้นคือลูกโป่งหลากหลายสีสัน ละลานตาชวนให้หลงใหล แต่เมื่อโตขึ้น เวลาที่มีคนหอบหิ้วลูกโป่งสวรรค์มาขาย สิ่งแรกที่เรามองเห็นกลับไม่ใช่ลูกโป่ง แต่คือ ‘คนขายลูกโป่ง’

เรามองลึกเข้าไปถึงการต่อสู้ดิ้นรนของคนที่อยู่หลังลูกโป่งนั้น เพราะการเติบโตผ่านโลกผ่านร้อนผ่านหนาว จนสมองปรับโฟกัสไป ทั้งที่ตอนเด็กเรามองเห็นเพียงลูกโป่งที่เราถูกใจ

และเช่นกัน การที่เรารู้สึกว่า ปีนี้ช่างผ่านไปรวดเร็วเสียจริง นั่นก็เพราะว่า เมื่อโตขึ้นมีอะไรให้เราต้องทำมากมาย ทำงาน หาทักษะเพิ่ม เริ่มเรียนภาษาใหม่ ตามให้ทันเทคโนโลยี เลือกตั้ง เอาตัวรอดจากน้ำท่วม  ยื่นภาษี  จนสมองเอาเวลาไปโฟกัสที่ความรับผิดชอบตรงหน้า จนลืมเวลา เมื่อเผลอแป้บเดียว รู้ตัวอีกทีก็ใกล้จะหมดปีแล้ว

ขณะเดียวกัน เมื่อยังเด็ก ความรับผิดชอบก็มีแค่ทำการบ้านให้เสร็จทันเวลา ตื่นมาให้ทันการ์ตูนโปรด ตะโกนจนสุดเสียงให้รถไอศกรีมได้ยิน วิ่งเล่นจนเย็นย่ำ เวลาในแต่ละวันกว่าจะผ่านไป ทำเอาเราหมดแรง ความรู้สึกว่าปีนี้กว่าจะผ่านไปช่างแสนเชื่องช้าเหลือเกิน

ทั้งที่เวลาผ่านไปเท่าเดิม

ถ้ามันเร็วจนคุณรู้สึกว่าทำอะไรไม่ทันอีกตามเคย

เลยเถิดไปจนเกิดความรู้สึกว่า ทำไมไม่มีปีไหนเป็นปีของเราเลยนะ

ให้ลองอ่านบรรทัดต่อไปนี้

มีประโยคจีนประโยคหนึ่งที่ผู้เขียนได้อ่านแล้วชอบ

“把人生一分为二

前半生不犹豫后半生不后悔”

แบ่งชีวิตเราเป็นสองส่วน

ชีวิตข้างหน้าอย่าได้ลังเล

ชีวิตที่ผ่านมาอย่าได้เสียใจ

บางทีความหมายของประโยคนี้ อาจไม่ใช่การใช้ชีวิตโดยไม่เคยพลาด ไม่เคยเลือกผิด หรือไม่เคยหันกลับไปมองอดีต หากแต่เป็นการยอมรับว่า ชีวิตนั้นประกอบด้วยการก้าวไปข้างหน้าด้วยความกล้า และการหันกลับมามองข้างหลังด้วยความเมตตา

เพราะเมื่อเราโตขึ้น เราจะค้นพบว่า ปีใหม่ไม่ได้มาถึงพร้อมปาฏิหาริย์

เข็มนาฬิกาที่ชี้บอกเวลาเที่ยงคืน ไม่ได้ช่วยลบความผิดหวังที่ค้างคา

พลุบนท้องฟ้าสว่างเจิดจ้า ไม่ช่วยซ่อมหัวใจอันแตกร้าว

เลขปีที่เปลี่ยนไปหนึ่งตัว ก็ไม่ได้เปลี่ยนเราให้กลายเป็นคนใหม่ในชั่วข้ามคืน

ในเช้าวันที่ 1 มกราคม ห้องที่คุณอยู่จะยังเหมือนเดิม โคมไฟตัวเดิม โต๊ะตัวเดิม ความคิดเดิม ๆ ยังรออยู่ที่ตรงนั้น

จึงไม่ต้องตกใจ หากคุณจะเป็นหนึ่งในคนที่ไม่ค่อยตื่นเต้นกับคืนส่งท้ายปีเก่า ไม่ใช่เพราะไม่มีความหวัง แต่เพราะเริ่มเข้าใจว่าความหวังไม่ได้ส่งเสียงดังเหมือนตอนเด็กอีกแล้ว

เมื่อยังเยาว์วัย เราเชื่อว่าชีวิตจะเปลี่ยนในวันหนึ่งข้างหน้า

เมื่อเติบโตขึ้น กลับเริ่มรู้แล้วว่า ชีวิตเปลี่ยนทีละเล็กทีละน้อยในวันธรรมดา

การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงไม่ค่อยมีเสียงพลุ มันมักเกิดเงียบ ๆ เหมือนต้นไม้ที่ค่อย ๆ สูงขึ้นในยามค่ำคืน

บางครั้งเราเฝ้ามองคนอื่นมากเกินไป เห็นภาพงานเลี้ยง แสงไฟ ความสำเร็จ ความรัก การเติบโตของผู้คนบนหน้าจอ จนเผลอคิดว่าทุกคนกำลังเดินหน้า ส่วนเรายังคงย่ำอยู่ที่เดิม

แต่ความจริงแล้ว มนุษย์ทุกคนต่างต่อสู้อยู่หลังภาพถ่ายเสมอ

ไม่มีใครใช้ชีวิตได้ง่ายดายอย่างที่เห็น

ไม่มีใครผ่านปีหนึ่งไปโดยไม่สูญเสียอะไรเลย

บางคนเสียโอกาส บางคนเสียคนที่รัก บางคนเสียความฝันที่เคยเชื่อมั่น

ส่วนบางคนไม่ได้เสียอะไรเลย นอกจากเสียตัวตนในเวอร์ชันที่เคยคิดว่าจะเป็น

และนั่นก็เจ็บปวดมากพอแล้ว

หลายครั้งที่เราอาจหลงรู้สึกว่า “ทำไมไม่มีปีไหนเป็นปีของเราสักที”

ลองมองในมุมใหม่ว่า ตลอดปีที่ผ่านมา เราได้ผ่านอะไรมาบ้าง

บางปีอาจเป็นปีแห่งการรอคอย บางปีมีไว้เพื่อเติบโต

บางปีเป็นช่วงเวลารักษาบาดแผล
และบางปีก็เป็นปีที่แค่ประคองตัวเองไม่ให้ล้มไปมากกว่านั้น

ดอกไม้ไม่ได้บานทุกฤดู แต่ไม่มีฤดูไหนสูญเปล่าสำหรับดอกไม้

ฤดูฝนสอนให้รากหยั่งลึก ฤดูหนาวสอนให้อดทน ฤดูร้อนสอนให้เข้มแข็ง

ส่วนฤดูแห่งการผลิบาน เป็นเพียงผลลัพธ์ที่คนภายนอกมองเห็นเท่านั้น

ปีที่ดูเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น อาจเป็นปีที่หัวใจกำลังค่อย ๆ เรียนรู้บางอย่างอยู่เงียบ ๆ

บางความสำเร็จต้องใช้เวลาหลายปีจึงจะมองเห็น

บางความพยายามออกดอกช้ากว่าที่คิด

และบางการเดินทาง ต่อให้ยังไม่ถึงปลายทาง

การที่เรายังเดินอยู่ ก็ถือเป็นความสำเร็จรูปแบบหนึ่งแล้ว

ดังนั้น หากผ่านมาถึงตรงนี้แล้วคุณยังรู้สึกสับสน

ยังรู้สึกว่าตัวเองช้ากว่าคนอื่น

ยังรู้สึกว่าชีวิตไม่ได้เป็นอย่างที่หวัง

ก็ไม่เป็นไรเลย

คุณไม่ได้ล้าหลัง

คุณไม่ได้พัง

และยังไม่ได้สายไป

คุณเพียงกำลังยืนอยู่บนทางผ่านระหว่าง

‘คนที่เคยเป็น’ กับ ‘คนที่กำลังจะกลายเป็น’

และทางผ่านนั้น มักเงียบเหงากว่าปลายทางเสมอ

ในคืนที่เสียงพลุค่อย ๆ จางหาย ในวันที่ปฏิทินเปลี่ยนหน้าไปแล้วหลายวัน

ในช่วงเวลาที่ความตื่นเต้นของการเริ่มต้นปีใหม่ค่อย ๆ สงบลง ลองหยุดอยู่กับตัวเองสักครู่

แล้วบอกกับคนที่อยู่ในกระจกอย่างอ่อนโยนว่า

“ขอบคุณนะ ที่พยายามมาทั้งปี”

ขอบคุณที่ยังลุกขึ้นมาในวันที่ไม่มีแรงจะสู้
ขอบคุณที่ยังฝัน แม้หลายครั้งจะผิดหวัง
ขอบคุณที่ยังเชื่อในวันพรุ่งนี้ แม้มันยังมาไม่ถึง

และหากวันนี้ยังมองไม่เห็นว่าปีนี้จะเป็นปีของคุณหรือเปล่า

ก็ไม่เป็นไร

ก้าวต่อไป ทีละก้าว

อย่างไม่ลังเลกับชีวิตวันข้างหน้า

และไม่เสียดายกับวันวานที่ผ่านมา