ในวันที่คนดูทยอยออกจากหน้าจอทีวี เม็ดเงินโฆษณาไหลไปสู่โลกออนไลน์ และผู้ผลิตรายการหลายรายต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด

“อาต๋อย–ไตรภพ ลิมปพัทธ์”  ตัดสินใจยุติการผลิตรายการ ครัวคุณต๋อย และ ทูเดย์โชว์ ทางช่อง 3 สิ้นปี 2569 เพื่อหันไปบุกออนไลน์เต็มตัว

แต่ “เสี่ยตา–ปัญญา นิรันดร์กุล” วัย 71 ปี พิธีกรระดับตำนานอีกคน ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งเวิร์คพอยท์ เจ้าของสถานีทีวีดิจิทัลช่อง 23 กลับเลือกเดินอีกทาง

วันนี้เสี่ยตายังปรากฏตัวผ่านหน้าจอทีวีและช่องทางออนไลน์ ตั้งแต่วันจันทร์ถึงศุกร์

เริ่มจาก “ทศกัณฐ์ รันวงการ” ในวันจันทร์–อังคาร เกมโชว์ระดับตำนานที่นำกลับมาปัดฝุ่นใหม่ ตามด้วย “เกมสร้างสุข ยกกำลัง 2” และ “ปัญญา Life” ในวันพุธ ก่อนปิดท้ายวันพฤหัสบดี–ศุกร์กับ “ปัญญา 5 ดาว” รายการค้นหาร้านอาหารอร่อยทั่วไทย

เวิร์คพอยท์กำลังนำสองสินทรัพย์สำคัญที่สั่งสมมาหลายสิบปี ทั้งเกมโชว์ระดับตำนานอย่างทศกัณฐ์ และชื่อเสียงของเสี่ยตา กลับมาเป็นจุดขายอีกครั้ง

แต่คำถามคือ ในยุคที่ผู้ชมมีตัวเลือกมากมาย ความผูกพันกับรายการและพิธีกรในอดีต จะยังเปลี่ยนเป็นเรตติ้งและรายได้ได้มากแค่ไหน?

ย้อนกลับไป 37 ปีก่อน

ปี 2532 ปัญญาร่วมกับประภาส ชลศรานนท์ ก่อตั้งบริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ ด้วยทุนจดทะเบียนเริ่มต้นเพียง 2 ล้านบาท

จากรายการ เวทีทอง ก่อนสร้างชื่อด้วย ชิงร้อยชิงล้าน, แฟนพันธุ์แท้, เกมทศกัณฐ์ และ อัจฉริยะข้ามคืน

จนเวิร์คพอยท์กลายเป็นหนึ่งในผู้ผลิตเกมโชว์ที่แข็งแกร่งที่สุดของเมืองไทย

นอกจากความสนุกของรายการ อีกสิ่งหนึ่งที่ผู้ชมจดจำได้ดีคือ ลีลาพิธีกรที่ไม่มีใครเหมือนของเสี่ยตา

ตั้งแต่ท่ายืนกางขา ชูนิ้วโป้งถาม “มากกว่าหรือน้อยกว่าครับ” ในรายการ พลิกล็อก

เสียงลากยาว “ถูกต้องนะคร้าบบบ!” ใน แฟนพันธุ์แท้

ไปจนถึงท่าชูนิ้วขึ้นฟ้าตะโกน “ปริศนาฟ้าแลบบบบ!”

ทั้งหมดกลายเป็นภาพจำของผู้ชมหลายยุค และทำให้ชื่อของปัญญาผูกติดกับความสำเร็จของเวิร์คพอยท์อย่างแยกไม่ออก

จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่เกิดขึ้นในปี 2557 เมื่อเวิร์คพอยท์ตัดสินใจก้าวจากการผลิตรายการส่งให้สถานีอื่น มาเป็นเจ้าของช่องทีวีดิจิทัลหมายเลข 23 ของตัวเอง

ในเวลานั้น สงครามทีวีดิจิทัลกำลังดุเดือด

ช่องใหญ่ใช้ละครและดาราดัง ทั้ง ณเดชน์ ญาญ่า เวียร์ และอั้ม เป็นแม่เหล็กดึงผู้ชม

แต่เวิร์คพอยท์เลือกเดินอีกทาง

ด้วยการใช้ “ปัญญา หม่ำ เท่ง โหน่ง” เป็นจุดขาย สร้างความแตกต่างด้วยเกมโชว์ ควิซโชว์ และรายการเรียลลิตี้ที่เข้าถึงคนดูวงกว้าง

ก่อนต่อยอดสู่รายการเพลงที่กลายเป็น Killer Content อย่าง ไมค์ทองคำ, I Can See Your Voice, The Mask Singer และ ร้องข้ามกำแพง

กลยุทธ์นี้เคยสร้างผลตอบแทนมหาศาล

ปี 2560 เวิร์คพอยท์มีรายได้รวม 3,852 ล้านบาท และกำไรสุทธิสูงถึง 908 ล้านบาท

เป็นปีทองที่พิสูจน์ว่า ธุรกิจเกมโชว์และความบันเทิงสามารถสร้างรายได้มหาศาล ไม่แพ้สถานีที่มีละครเป็นจุดขาย

แต่ในปี 2567 เวิร์คพอยท์กลับพลิกเป็นขาดทุนสุทธิ 201 ล้านบาท และยังขาดทุนต่ออีก 21.88 ล้านบาทในปี 2568 ก่อนขาดทุนเพิ่มอีก 51.30 ล้านบาทในครึ่งแรกปี 2569

ขณะที่รายได้จากธุรกิจรายการโทรทัศน์ลดลงจาก 1,896 ล้านบาทในปี 2566 เหลือเพียง 1,398 ล้านบาทในปี 2568

เท่ากับว่ารายได้จากธุรกิจหลักหายไปเกือบ 500 ล้านบาทในเวลาเพียง 2 ปี

ที่ผ่านมา เวิร์คพอยท์พยายามปรับโครงสร้างธุรกิจหลายด้าน

ตั้งแต่ยุติการผลิตละครสำหรับช่องตัวเองเพื่อลดต้นทุน หันมาเน้นรายการวาไรตี้และรายการที่ผลิตตามความต้องการของลูกค้า (Tailor-Made) มากขึ้น

รวมทั้งขยายธุรกิจบริหารศิลปิน โดยเฉพาะกลุ่ม T-Pop และปรับกลยุทธ์การจัดคอนเสิร์ตเพื่อลดความเสี่ยง

มีการนำความแข็งแกร่งของคอนเทนต์มาต่อยอดสร้างรายได้นอกจอ

เช่น การนำรายการ ปัญญา 5 ดาว มาต่อยอดเป็นงาน “ปัญญา 5 ดาว อีทส์แฟร์” ร่วมกับกูร์เมต์ อีทส์ ของเดอะมอลล์ กรุ๊ป ซึ่งจัดขึ้นต่อเนื่องถึงปี 2569

ล่าสุด ในโอกาสครบรอบ 37 ปี เมื่อเดือนกันยายน 2569 เวิร์คพอยท์ประกาศรีแบรนด์องค์กรครั้งใหญ่ พร้อมวางทิศทางปี 2570 จากผู้ผลิตรายการโทรทัศน์ สู่การเป็นองค์กรที่ใช้พลังของคอนเทนต์สร้างโอกาสทางธุรกิจ และเชื่อมโยงผู้คนผ่านหลากหลายแพลตฟอร์ม

สะท้อนว่าเวิร์คพอยท์รู้ดีว่า อนาคตของบริษัทไม่อาจฝากไว้กับรายได้จากสถานีโทรทัศน์เพียงอย่างเดียว

ตลอด 37 ปี เสี่ยตาผ่านการเปลี่ยนแปลงมาแล้วหลายครั้ง จากพิธีกร สู่ผู้ผลิตรายการ ก่อนก้าวขึ้นเป็นเจ้าของสถานีโทรทัศน์

ครั้งนี้อาจเป็นบททดสอบที่ยากที่สุด เพราะสิ่งที่กำลังเปลี่ยน ไม่ใช่แค่การแข่งขันระหว่างช่องทีวี แต่เป็นรูปแบบธุรกิจที่เคยสร้างความมั่งคั่งให้เวิร์คพอยท์มาตลอดหลายสิบปี

การที่วันนี้เสี่ยตายังเลือกถือไมค์ อาจสะท้อนว่าเขายังไม่ยอมถอยจากธุรกิจที่สร้างมากับมือ

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าเสี่ยตาจะถือไมค์ได้นานแค่ไหน แต่อยู่ที่ว่าเวิร์คพอยท์จะเติบโตและกลับมาทำกำไรได้อย่างไร แม้วันหนึ่งเขาจะวางไมค์ลงแล้ว