เมื่อปลายปี 2017 ส่วนแบ่งตลาดของ “มาชิตะ” ยังอยู่ที่ 18% ทว่าผ่านครึ่งปีแรก 2018 ไปแล้วกลับลดลงเหลือ 17%

ถึง 1% ที่หายไปอาจจะดูไม่ได้มากนัก เมื่อเทียบกับมูลค่า “ตลาดสาหร่าย” 2,882 ล้านบาท ก็คิดเป็นมูลค่าเกือบ 30 ล้านบาท

หากการเป็นเบอร์ 2 ในตลาดของ “มาชิตะ” ซึ่งห่างจากเจ้าตลาดอย่าง “เถ้าแก่น้อย” ถึง 40% ยอดขายที่หายไปก็ยิ่งสร้างความกดดันมากขึ้นเรื่อยๆ

นั่นเพราะกลยุทธ์ของเจ้าตลาด คือการสร้างสงครามราคาที่หนักหน่วง สาดโปรโมชั่นซื้อ 1 แถม 1 หรือ 2 แถม 1 ออกมาทุกเดือน เข้ามาชิงยอดขายไปจากแบรนด์รองที่ไม่อาจสู้ได้เลย

“ช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมามาชิตะพยายามรักษาฐานไว้ ด้วยตอนนี้คู่แข่งทำโปรโมชั่นค่อนข้างถี่ และเยอะกว่ามาชิตะที่เป็นเบอร์ 2 ด้วยซ้ำ ซึ่งถ้าถามว่ามาชิตะลงไปเล่นเกมราคาบ้างไหม คำตอบคือใช่ ต้องลงไปเล่นด้วย”

“หากการลงไปเล่นเป็นแค่การแสดงให้เห็นว่า มาชิตะเองก็ไม่ได้อยู่เฉยๆ โดยชิงส่วนแบ่งไปเท่านั้น แต่จะไม่ลุกลามไปถึงการเปิดสงครามราคาด้วย เพราะสิ่งที่มาชิตะต้องการ คือการค่อยๆ ขยายฐาน เพื่อกระตุ้นให้ผู้บริโภคซื้อเพราะชอบ ไม่ได้ซื้อเพราะราคา” ธิติพร ธรรมาภิมุขกุล ผู้อำนวยการกลุ่มตลาด ธุรกิจนอนแอลกอฮอล์ บริษัท สิงห์ คอร์เปอเรชั่น จำกัด อธิบายให้ฟังถึงสถานการณ์ของ “มาชิตะ” ในขณะนี้

ตลาดสาหร่าย

ถึงแข่ง “แรง” แต่ความน่าสนใจไม่ได้ “จางหาย”

แต่ถึงจะมีสงครามราคาที่รุนแรง หากธิติพรก็ยังมองว่าตลาดสาหร่ายยังมีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อย

เพราะเมื่อเทียบกับตลาดขนมขบเคี้ยว หรือสแน็ก ที่มีมูลค่ารวมกว่า 33,266 ล้านบาท เติบโต 4.5% (ข้อมูลจากเถ้าแก่น้อย) ตลาดสาหร่ายกลับมีอัตราเติบโตที่มากกว่าอยู่ที่ 9.4%

“ที่เป็นอย่างนั้นส่วนหนึ่งเป็นเพราะเทรนด์เรื่องของสุขภาพ ถึงสาหร่ายจะเป็นขนม แต่ในความรู้สึกของผู้บริโภคก็รู้สึกว่ากินแล้วไม่อ้วน อีกทั้งยังมีประโยชน์และอร่อย โดยครึ่งปีที่ผ่านมาเติบโตถึง 6% หรือคิดเป็มมูลค่าราว 1,500 ล้านบาท ”

เป็น “เบอร์รอง” ต้องฉีกหนี “เจ้าตลาด”

ถึงอย่างไรก็ตาม มาชิตะก็รู้ดีว่าตัวเองเป็นแบรนด์รอง ดังนั้นการจะช่วงชิงยอดขายมาได้ จำต้องสร้างความต่างจากเจ้าตลาดให้ได้มากที่สุด

เพราะตัวอย่างมีให้เห็นมากมาย ด้วยเค้กชิ้นใหญ่จึงดึงดูดให้มีผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามา ในอดีตตลาดนี้มีให้เห็นถึง 10 แบรนด์ แต่เวลานี้เหลือเพียง 3 แบรนด์หลักเท่านั้น

ที่เป็นอย่างนั้นก็เพราะผู้เล่นหน้าใหม่ต่างเลือกจะเดินตาม “เถ้าแก่น้อย” ที่ประสบความสำเร็จแล้ว ด้วยการออกรสชาติที่ใกล้เคียงกัน เพียงแต่ผู้บริโภคกลับจดจำ “รสชาติ” ที่ได้รับจากเถ้าแก่น้อย เมื่อกินของใหม่แล้วเทียบกับเถ้าแก่น้อยไม่ได้ ก็กลับไปซื้อเถ้าแก่น้อยเหมือนเดิมดีกว่า

“มาชิตะรู้ดีว่า ถ้าอยากกระตุ้นยอดขายก็ต้องออกรสชาติใหม่ และต้องเป็นรสที่แตกต่างจากรายอื่นๆ ที่วางขายอยู่ในตลาด จึงคิดว่าทำไมไม่ Co-Brand แล้วออกสาหร่ายรสใหม่ที่มีแบรนด์อยู่แล้วล่ะ”

“โดยแบรนด์นั้นจะต้อง 1. พูดถึงแล้วคนทั่วไปก็นึกถึงความอร่อยทันที 2. มีความแปลกใหม่และมีนวัตกรรม 3. มีฐานลูกค้าที่เยอะ จนที่สุดแล้วมาลงตัวที่บาร์บีคิว พลาซ่า ที่คิดว่าเข้ากันได้ เพราะจากการพูดคุยแล้วเห็นตรงกันที่จะสร้างความแปลกใหม่ให้กับวงการอาหารและสาหร่าย”

ตลาดสาหร่าย

ต้องเพิ่มฐานกลุ่ม “ครอบครัว”

ดีลนี้ใช้เวลาคุยกัน 6 เดือนก่อนที่จะออกมาเป็น “มาชิตะ รสเบคอนย่างซอสบาร์บีคิวพลาซ่า” เป็นสินค้าเป็น Seasonal ที่วางขาย 3 เดือนเท่านั้น ผ่านร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่นกว่า 10,000 สาขาทั่วประเทศ ถ้าขายดีก็มีโอกาสที่จะวางขายระยะยาว

“ที่เลือกขายในเซเว่นอีเลฟเว่นที่เดียว เนื่องจากช่องทางนี้จะทำให้รู้ภายใน 1 อาทิตย์ว่าผู้บริโภคตอบรับมากน้อยแค่ไหน เพราะเมื่อดูจากยอดขายสาหร่ายทั้งตลาด จะพบว่า ช่องทางหลักคือ โมเดิร์นเทรด 80% ในจำนวนนี้เป็นร้านสะดวกซื้อ 50% นั้นหมายความว่าเมื่อเทียบทั้งตลาด ร้านสะดวกซื้อคิดเป็นสัดส่วนถึง 40% มากกว่าเทรดิชั่นนอลเทรดที่มีอยู่ราว 20% เท่านั้น”

ลึกๆ แล้วสิ่งที่มาชิตะต้องการจากรสชาติใหม่ ไม่ได้มีเพียงแค่ช่วยให้ส่วนแบ่งตลาดกลับมาเป็น 18% เมื่อถึงสิ้นปีเท่านั้น

แต่ยังรวมไปถึงการขยายฐานลูกค้าจากเดิมมีแต่วัยรุ่น เพิ่มกลุ่มครอบครัวที่เป็นผู้บริโภคกลุ่มหลักของบาร์บีคิว พลาซ่า ที่มีจำนวนลูกค้าเข้าร้านเฉลี่ย 10 ล้านคน/ปี และมีฐานสมาชิก 1.5 ล้านราย

ตลาดสาหร่าย

ร่วมมือกับใครก็ต้อง “Win Win”

ในขณะเดียวกันไม่มีแต่มาชิตะเท่านั้น ที่ได้ฐานลูกค้าใหม่ๆ บาร์บีคิว พลาซ่าก็ได้เพิ่มฐานลูกค้าที่เป็นวัยรุ่นด้วย บุญย์ญานุช บุญบำรุงทรัพย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร แบรนด์บาร์บีคิวพลาซ่า บริษัท ฟู้ดแพชชั่น จำกัด บอกว่า ถ้าบาร์บีคิว พลาซ่าจะร่วมมือกับใคร ก็ต้อง “Win Win” ทั้ง 2 ฝ่าย

“ในมุมของบาร์บีคิว พลาซ่า การร่วมมือในครั้งนี้สำเร็จหรือไม่ จะวัดจาก 1. แบรนด์อะแวร์เนสที่มาชิตะเผยแพร่ออกไป 2. ยอดขายของเครื่องเคียงเกาหลี ที่เรานำสาหร่ายของมาซิตะมาเป็นส่วนประกอบ”

“และ 3. โปรโมชั่นนำซองสาหร่ายรสเบคอนย่างซอสบาร์บีคิวพลาซ่าจำนวน 2 ซองแลกรับส่วนลด 50 บาท เมื่อสั่งเมนูชุดเครื่องเคียงเกาหลีที่ร้าน จากปกติราคา 79 บาท ลดเหลือ 29 บาท ซึ่งวัดได้เต็มๆ เลยว่าได้ฐานลูกค้าใหม่จากมาชิตะมากน้อยแค่ไหน รวมไปถึงลูกค้าเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันของปีก่อน”

อย่างไรก็ตาม การจับมือในครั้งนี้เป็นเพียงส่วน ในการทำ “พี่บาร์บีก้อน” มาสคอตของบาร์บีคิว พลาซ่า ก้าวออกจากร้านไปปรากฎตัวในที่ต่างๆ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้จับมือกับแบรนด์อื่นๆ ไปมากมาย

ซึ่งที่สุดแล้วฝันของบาร์บีคิว พลาซ่า ที่มีต่อ “พี่บาร์บีก้อน” คือการหารายได้ค่าลิขสิทธิ์จากตัวพี่บาร์บีก้อนเอง

ตลาดสาหร่าย


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website: Marketeeronline.co / Facebook: www.facebook.com/marketeeronline