เมื่อวานนี้ (1 เม.ย.) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) แจ้งการขึ้นเครื่องหมาย SP หลักทรัพย์ บมจ. เพซ ดีเวลลอปเมนท์ คอร์ปอเรชั่น (PACE) กรณีไม่ส่งงบการเงินสิ้นสุดวันที่ 31 ธ.ค. 2563

ยิ่งตอกย้ำสถานะของ PACE ให้น่าห่วงต่อไปอีก

เรื่องราวการทำธุรกิจของ สรพจน์ เตชะไกรศรี  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร PACE  ที่กำลังอยู่ในระหว่างการทำแผนฟื้นฟู เป็นตัวอย่างหนึ่งที่น่าสนใจของวงการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

สรพจน์ หรือ “คุณยิ่ง” เป็นนักธุรกิจที่โพรไฟล์ดีมาก ๆ มาจากตระกูลที่ฐานะดี เพราะเขาเป็นลูกชายของคนกลางของ สุเมธ เตชะไกรศรี เจ้าของธุรกิจด้านโรงงานผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ กับยุพา เตชะไกรศรี  กรรมการ บริษัท แอลพีเอ็น จำกัด (มหาชน)

หลังจบระดับมัธยมในเมืองไทยได้ไปศึกษาต่อในต่างประเทศ ก่อนที่จะกลับมาสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาบัณฑิตสาขาบริหารธุรกิจ (โปรแกรม อินเตอร์เนชั่นแนล) เอกการเงิน โทการตลาด จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เคยเป็นนักวิเคราะห์ที่บริษัทคาเธย์ แอสเส็ท แมเนจเม้นท์ และนักวิเคราะห์วิจัยตลาดที่บริษัท เอ็นเอฟโอ (ประเทศไทย)

หลังจากนั้นก็มาช่วยบริหารบริษัทบ้านกัลปพฤกษ์ของครอบครัว

ก่อนที่จะไปตั้งบริษัทชินคาร่าเมื่อปี 2546 เพื่อทำโครงการ  “ไฟคัส เลน”  ลงทุนไปกว่า 100 ล้านบาท  เป็นคอนโดมิเนียมไฮเอนด์แถวสุขุมวิท ต่อด้วยโครงการ “ศาลาแดง เรสซิเดนเซส”

ด้วยความมั่นใจในความแตกต่างทั้งในเรื่องฟังก์ชันและดีไซน์ ที่นอกจากสะดวกและทันสมัยแล้ว ยังจะต้อง อยู่สบาย” และ สัมผัสธรรมชาติ” ซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับคนเมืองรุ่นใหม่ 

เป็นคลื่นลูกใหม่ ที่เก่ง เงินหนา คอนเนกชั่นดี ที่น่าจับตามองมากในยุคนั้น  

ในขณะที่ LPN ที่คุณแม่บริหาร เป็นเจ้าตลาดคอนโดระดับราคาปานกลาง จับตลาดแมสมาเกือบ 20 ปี (ปัจจุบัน 32 ปี )

แต่ในปี 2551 ลูกชายก็ได้สร้างความฮือฮา เมื่อประกาศสร้างโครงการ “มหานคร” ตึกที่สูงที่สุดในเมืองไทยด้วยเงินลงทุน 3 หมื่นกว่าล้านบาท  เป็นอสังหาฯ ระดับไฮเอนด์แห่งแรก ๆ ที่สร้างในรูปแบบมิกซ์ยูส คือที่พักอาศัยระดับซูเปอร์ลักชัวรีอย่าง “เดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน เรสซิเดนเซส บางกอก” บูติกโฮเต็ล จุดชมวิว 360 องศา และ “มหานคร คิวบ์”  อาคารไลฟ์สไตล์รีเทล 7 ชั้น

ความตั้งใจของเขาในตอนนั้น คือ ต้องการสร้างสิ่งที่เป็นแลนด์มาร์กและเป็นตัวแทนสัญลักษณ์ความเจริญทางเศรษฐกิจของกรุงเทพฯ ที่ต่างชาติเห็นแล้วต้องคิดถึง

สรพจน์เคยบอกนักข่าวในช่วงนั้นว่า คุณแม่ก็ติง แต่เขาคงเห็นว่าเรามีความตั้งใจเลยย้ำว่า  ต้องทำให้เสร็จนะ เพราะ LPN ไม่เคยสร้างตึกไม่เสร็จ

เขาไม่ทำให้คุณแม่เสียชื่อ ฝ่าฟันอุปสรรคต่าง ๆ ที่ดาหน้าเข้ามาชนเป็นระยะ เป็นปัจจัยที่ไม่คาดคิด และไม่เคยเตรียมตัวมาก่อน เริ่มตั้งแต่เจอกับวิกฤตซับไพรม์ในปีที่เปิดตัวโครงการ 2551 ปี 2553 เจอเรื่องการเมืองประท้วงและเผาเซ็นทรัลเวิลด์ ลูกค้าคืนห้องที่จองไปแล้วเกือบหมด ปี 2554 พอจะดีขึ้นก็เจอกับเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในประเทศ แล้วยังต้องเจอกับวิกฤตยูโรโซนในช่วงนั้นด้วย

ในระหว่างที่กำลังสร้างโครงการมหานคร เขาก็มาทำคอนโดฯ ไฮเอนด์ติดสวนลุมฯ ชื่อ “นิมิต หลังสวน”

ปี 2554 เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท เพซ ดีเวลลอปเมนท์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ PACE

ปี 2556 เปิดโครงการใหญ่ที่หัวหินอีกแห่ง ชื่อว่า “มหาสมุทร” เป็นไพรเวตคันทรีคลับและลักชัวรีวิลล่า ที่มีทะเลที่มนุษย์สร้าง

ปี 2557 ซื้อกิจการทั้งหมดของ “ดีน แอนด์ เดลูก้า” แบรนด์ร้านอาหารและเครื่องดื่มชั้นนำของโลก มูลค่า 140 ล้านดอลลาร์ หวังจะขยายสาขาและทำกำไรให้เหมือนสตาร์บัคส์

ปี 2559 ตึกมหานคร สูง 314 เมตร 77 ชั้น ก็สร้างเสร็จโดดเด่นเป็นสง่า “เดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน เรสซิเดนเซส” ราคาขายในช่วงนั้น ตารางเมตรละ 300,000 บาท หรือห้องละ 35-45 ล้านบาท ส่วนเพนต์เฮาส์ ราคา 300 กว่าล้านบาท

ทุกโครงการกำลังใช้เงิน โดยเฉพาะอภิมหาโปรเจกต์ “มหาสมุทร” และ “มหานคร” ที่ยอดขายไม่มาตามนัด ทำให้หนี้สินรวมของ PACE พุ่งสูงจากปี 2556 ประมาณ 6,000 ล้านบาท  เป็น 30,160 ล้านบาทในปี 2560

ปี 2561 สรพจน์ยอมตัดขายโครงการมหานครบางส่วนมูลค่า 14,000 ล้านบาท ให้กับกลุ่ม “คิง เพาเวอร์” ลดหนี้ไปประมาณ 10,000 ล้านบาท เหลือหนี้อีก 20,346 ล้านบาท แต่ตัวเลขขาดทุนยังพุ่งสูงถึง 5,155 ล้านบาท

 ปี 2562 หนี้สินรวมยังอยู่ที่ 18,439 ล้านบาท รายได้ 2,224 ล้าน ขาดทุน 2,421 ล้าน

และแล้วในปี 2563 เขาก็เจอศึกหนักจากวิกฤตโควิด 19  ทำให้ในปี 2563 ปรากฏงบการเงินเพียงไตรมาส 1 ไตรมาสเดียว  ตัวเลขหนี้สินรวมยังอยู่ที่ 19,593 ล้านบาท  รายได้อยู่ที่ 209 ล้านบาท ขาดทุน  690 ล้านบาท

ในที่สุด เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2563 บริษัทก็ได้ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของบริษัทฯ ต่อศาลล้มละลายกลาง และในระหว่างนี้อยู๋ในระหว่างการทำแผนฟื้นฟู

เป็นการทำแผนในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจกำลังเจอกับวิกฤตโควิด ที่การฟื้นตัวของสภาพเศรษฐกิจและสภาวะตลาดในอนาคตยังไม่ชัดเจน

การเจรจาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับธนาคารและเจ้าหนี้ การหาแหล่งเงินทุน การปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ต่าง ๆ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

เป็นบทเรียนครั้งสำคัญของผู้สร้าง “ตึกมหานคร” ใจกลางกรุงเทพมหานคร ที่วันนี้รู้จักไปแล้วทั่วโลก 

—————————————-

สำหรับรายละเอียดโครงการอสังหาริมทรัพย์เพื่อขายและความคืบหน้าของโครงการต่าง ๆ ที่ถูกบันทึกไว้ล่าสุดเมื่อเดือนมีนาคม 2563 คือ

โครงการมหานคร-เดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน เรสซิเดนเซส จำนวน 209 ยูนิต ขายไปได้แล้ว 207 ยูนิต (99%)

โครงการมหาสมุทร วิลล่า 80 ยูนิต ขายไปได้แล้ว 15 ยูนิต (19%)

โครงการนิมิตหลังสวน 176 ยูนิต ขายไปได้แล้ว 163 ยูนิต (93%)

  

 

 



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน