ปี 2018 “โออิชิ กรุ๊ป” ขอเดินเกมรักษาแชมป์

“โออิชิ กรุ๊ป” ประกาศรายได้ปี 2017 หดตัวเล็กน้อย 0.6% ส่วนกำไรโตสวนทาง 28.5% ปี 2018 ตั้งเป้ารักษาเบอร์ 1 อย่างมั่นคง เน้นปรับหลังบ้านให้คล่องตัว จับเทรนด์ผู้บริโภคให้ทัน ด้านกลุ่มอาหารเตรียมผุด “ร้านพรีเมี่ยม” พร้อมแยกPackaged Food ออกมาเดิมเกมเอง ส่วนกลุ่มเครื่องดื่มเน้นเจาะตลาด CLM ก่อนมุ่งไปคลุมอาเซียน

นงนุช บูรณะเศรษฐกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ยอดขายของ “โออิชิ กรุ๊ป” ในปี 2017 (1 .. 2016 – 30 .. 2017) มีรายได้จากการขายรวมทั้งสิ้น 13,551 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อยที่ 0.6% จากปีก่อน

โดยแบ่งเป็นรายได้จากธุรกิจอาหาร 6,497 ล้านบาท -0.8% เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจยังคงไม่ดีนัก ส่งผลให้ผู้บริโภคชะลอการจับจ่ายใช้สอย อีกทั้งยังมีการปิดสาขาร้านอาหารที่ผลประกอบการไม่เป็นไปตามเป้าและหมดสัญญาเช่าพื้นที่ ส่วนธุรกิจเครื่องดื่มมีรายได้ 7,054 ล้านบาท -0.4% เป็นผลมาจากภาวะเศรษฐกิจยังคงไม่ดีนัก ส่งผลให้ผู้บริโภคชะลอการจับจ่ายใช้สอย

และแม้ว่ารายได้จะลดลงเล็กน้อย แต่เมื่อมาดูผลกำไรสุทธิรวมจะพบว่าเติบโตขึ้นทั้งสองธุรกิจ โดยโออิชิได้ผลกำไรสุทธิรวม 1,443 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28.5% จากปีก่อน แบ่งเป็นผลกำไรสุทธิจากธุรกิจอาหาร 210 ล้านบาท เติบโต 76.5% เป็นผลมาจาก การเปิดสาขาร้านอาหารใหม่ เพิ่มระดับการให้บริการและปรับเปลี่ยนเมนู เพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงลูกค้าและกระตุ้นความสนใจให้ลูกค้ามากขึ้น อีกทั้งยังมีกลยุทธ์การมุ่งเน้นประสิทธิภาพการดำเนินงานและบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบ

ส่วนธุรกิจเครื่องดื่มมีกำไรสุทธิ 1,233 ล้านบาท เติบโต 22.8% โดยประสบความสำเร็จจากการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ และกลยุทธ์ทางการตลาดที่โดนใจผู้บริโภค ครองส่วนแบ่งการตลาดสูงสุดเป็นอันดับหนึ่ง อีกทั้งการบริหารกำลังการผลิตและการบริหารค่าใช้จ่ายทางการตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ

ปีก่อนหน้านั้นโออิชิเปรียบตัวเอง เป็นซูโม่ตัวใหญ่ที่ขยับไปทางไหนก็ลำบาก แต่ 1 ปีที่ผ่านมา ซูโม่ตัวนี้เริ่มคล่องแคล่วมากขึ้น แม้จะไม่ 100% แต่ก็ยังดีกว่าเก่า ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือการออกสินค้าใหม่ๆจะทำได้รวดเร็วขึ้น เดิมนั้นแต่ละฝ่ายก็จะต่างคนต่างทำ แต่วันนี้ทุกฝ่ายต้องมาทำร่วมกัน เมื่อเห็นเทรนด์ปุ๊บเร็วที่สุดภายใน 4 เดือนสินค้าต้องออกสู่ตลาด ในขณะที่แต่ก่อนนั้นต้องใช้เวลาอย่างน้อย 6 เดือน ซึ่งนี่คือความเปลี่ยนเปลี่ยนด้านความเร็วที่เห็นได้ชัด”

 

4 กลยุทธ์บุกปี 2018

ในส่วนของปี 2018 นั้นทาง โออิชิ กรุ๊ป ได้วางกลยุทธ์ไว้ทั้งหมด 4 ข้อ เพื่อมุ่งเน้นรักษาความเป็นผู้นำทั้งธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มสไตล์ญี่ปุ่นต่อเนื่องอย่างแข็งแกร่ง ได้แก่ มุ่งมั่นในการสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดที่ผู้บริโภคต้องการ,สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ บริการ และกิจกรรมการตลาดที่โดดเด่น แปลกใหม่ แตกต่าง และสร้างคุณค่าแก่ผู้บริโภค

อีกทั้งใช้ดิจิตอลขับเคลื่อนธุรกิจ โดยใช้เครื่องมือดิจิตอลต่างๆ เข้ามาขับเคลื่อนธุรกิจ และเข้าถึงผู้บริโภค ได้หลากหลายยิ่งขึ้น สุดท้ายฒันาแบรนด์ ให้ทรงพลัง และติดตรึงใจผู้บริโภค

เป้าหมายของปี 2018 คือการรักษาเบอร์ 1 อย่างมั่นคง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มอาหารหรือเครื่องดื่ม”

4 ผู้บริหารของโออิชิ (เรียนจากซ้ายไปขวา) กชกร, ไพศาล,นงนุช และ เจษฎากร

กลุ่มอาหารเตรียมผุด “ร้านพรีเมี่ยม”

สำหรับธุรกิจอาหาร กลุ่มร้านอาหาร (Restaurant) ไพศาล อ่าวสถาพร รองกรรมการผู้จัดการ สายงานธุรกิจอาหาร บริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปัจจุบันโออิชิมีร้านอาหารทั้งหมด 246 สาขา ในปี 2018 ได้แก่ 1.มุ่งขยายสาขาอย่างต่อเนื่องเพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายทุกไลฟ์สไตล์ โดยเตรียมงบลงทุนไปกว่า 400 ล้านบาท สำหรับเปิดสาขาใหม่ประมาณ 20 สาขา รวมไปถึงปรับปรุงสาขาเดิม, 2.ปิดแบรนด์ร้านอาหารรูปแบบใหม่ๆ พร้อมมุ่งปรับปรุงภาพลักษณ์ และยกระดับสินค้าบริการ รวมทั้งตราสินค้าต่างๆ ให้ทันสมัยขึ้น

3.พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้โดดเด่นและระบบการให้บริการต่างๆ ให้ทันสมัยขึ้น เพื่อตอบโจทย์ความต้องการและไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป และ4.ตอกย้ำคุณภาพสินค้าและบริการ

ปีก่อนโออิชิได้เปิดร้านใหม่เป็น โออิชิ อินเทอเรีย ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดี ปัจจุบันมีอยู่ 5 สาขาแล้ว สำหรับในปีนี้ได้เตรียมเปิดแบรนด์ใหม่ โดยจะเป็นแบรนพรีเมี่ยม เจาะกลุ่มคนที่อยากสร้างภาพลักษณ์ให้กับตัวเอง โดยจะเป็นเมนูอราคาส คาดว่าจะมีค่าใช้จ่ายต่อหัวมากกว่า 1,500 บาท”

เหตุที่โออิชิต้องเปิดแบรนด์ใหม่เป็นพรีเมี่ยม เนื่องจากจะทำให้โออิชิสามารถเข้าถึงกลุ่มคนในทุกเซกเมนต์ ซึ่งร้านพรีเมี่ยมที่กำลังจะเปิดจะมีสาขาไม่เกิน 5 สาขา เพราะจะได้ไม่มากเกินไป อีกทั้งการมีพรีเมี่ยมสามารถทำกำไรได้ดีกว่า”

แยก Packaged Food ออกมาเดินเกมเอง

ขณะเดียวกันได้มีการเปลี่ยนแปลงในกลุ่มธุรกิจอาหาร โดย กชกร อรรถรังสรรค์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจอาหาร บริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ได้มีการแยกกลุ่มอาหารพร้อมปรุงและพร้อมทานหรือ Packaged Food ออกจากกลุ่มธุรกิจอาหาร หลังจากที่เห็นว่าตลาดนี้มีการเติบอย่างก้าวกระโดด คาดว่าภายในปี 2020 จะมีมูลค่ากว่า 14,000 ล้านบาท ซึ่งโออิชิเองก็มีสินค้า Packaged Food อยู่หลากหลาย โรงงานเองก็ได้มีการปรับปรุงเพื่อรองรับกำลังการผลิตได้ และจะทำให้มีแนวทางทำตลาดที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ซึ่งปัจจุบันPackaged Food คิดเป็นสัดส่วนรายได้ประมาณ 15% ของกลุ่มธุรกิจอาหาร โดย 70% จำหน่ายแบบ B2C ที่เหลือเป็น B2B

ส่วนกลยุทธ์ในปี 2018 นั้นมีทั้งหมด 3 ข้อได้แก่ ออกออกสินค้าใหม่ๆให้หลากหลาย, การเข้าถึงช่องทางจำหน่ายใหม่ๆ นอกเหนือกลุ่มเดิมๆ และสุดท้ายการส่งออกไปยังต่างประเทศให้มากขึ้น

กลุ่มเครื่องดื่มเน้น “โก อินเตอร์”

สุดท้ายกลุ่มเครื่องดื่ม เจษฎากร โคชส์ รองกรรมการผู้จัดการ สายงานธุรกิจเครื่องดื่ม บริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปัจจุบันโออิชิ กรีนที คือเป็นตัวหลักที่ทำตลาดทั้งในและต่างประเทศ โดยในเมืองไทยนั้น สามารถเป็นผู้นำตลาดชาพร้อมดื่มในประเทศไทยด้วยส่วนแบ่งการตลาด 46% ส่วนเบอร์ 2 ลดเหลือ 34% ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสิ่งที่ทำมาถูกทาง ซึ่งในขณะที่ตลาดรวมลด 6% โออิชิสามารถโตสวนทางขึ้นมาถึง 5%

ดังนั้นในปี 2018 จึงเตรียมสานต่อกลยุทธ์เดิมทั้งมุ่งเน้นพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีนวัตกรรม การทำกิจกรรมการตลาดที่สร้างความตื่นเต้นให้กับผู้บริโภคได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งซัมเมอร์โปรโมชั่นและแคมเปญโปรโมชั่น

ด้วยความที่โออิชิเป็นเบอร์ 1 จึงต้องเป็นตัวหลักในการผลักดันตลาดไม่ให้ตกไปกว่านี้ แคมเปญโปรโมชั่นจึงจำเป็นที่จะต้องทำ แต่ไม่ต้องถี่เหมือนก่อนแล้ว นอกจากนี้โออิชิวางแผนที่จะออกเครื่องดื่มแนวสุขภาพ ซึ่งเป็นเทรนด์ที่กำลังมาแรงของผู้บริโภคยุคนี้”

ขณะเดียวกันเป้าหมายของกลุ่มเครื่องดื่มคือการออกไปต่างประเทศ ผ่านช่องทางการจัดจำหน่ายที่จะใช้การซินเนอร์ยี่ระหว่างบริษัทในเครือไทยเบฟ โดยเน้นไปที่กลุ่มประเทศ CLM ก่อน ส่วน V นั้นอยู่ระหว่างศึกษาตลาดเพราะมีความซับซ้อนพอสมควร ที่ผ่านมาโออิชิได้บุกไปประเทศกัมพูชาและลาวแล้ว ส่วนพม่ากำลังเข้าไปลองตลาดอยู่ ซึ่ง 2 ประเทศแรกหากยอดขายมีมากกว่านี้ ก็อาจจำเป็นต้องตั้งสำนักงานขึ้นมาดูแลโดยเฉพาะ แต่ขณะนี้ยังไม่จำเป็น

ในปี 2014 กลุ่มเครื่องดื่มมีส่วนส่วนยอดขายจากการส่งออกเพียง 2% และเพิ่มขึ้นเป็น 8% ในปี 2016 ส่วนในปี 2017 เพิ่มขึ้นเป็น 12% ซึ่งเติบโตขึ้นกว่า 53% โดยต่อจากนี้โออิชิมีเป้าหมายที่จะผลักดันรายได้จากการส่งออกให้เพิ่มเป็น 50% และก้าวขึ้นไปเป็นเบอร์ 1 ในอาเซียน”