แบบนี้ก็มีในไทย ‘ZeroMoment Refillery’ ร้านขายของกิน-ของใช้ที่ไม่มีถุงให้ อยากซื้ออะไร ต้องเอาภาชนะมาใส่กลับไปเอง

เราพบกับ ZeroMoment Refillery ครั้งแรกที่หน้าฟีดของเพื่อนคนหนึ่งใน Facebook ด้วย Visual ของร้านที่สวยงาม ทำให้คนแพ้งานดีไซน์ขาวๆ คลีนๆ แบบเรากดเข้าไปดูต่อว่ามันคืออะไร 

สุดท้ายก็ได้รู้ว่านี่คือร้านขายของที่เราใช้กันในชีวิตประจำวันทั่วไป มีตั้งแต่วัตถุดิบสำหรับปรุงอาหาร ขนม ไปจนถึงยาสระผม แต่สิ่งที่ทำให้ ZeroMoment Refillery แตกต่างนั่นคือแนวคิดของร้านที่จะไม่มีแพ็กเกจจิ้งให้ หากลูกค้าอยากซื้ออะไร ก็ให้นำภาชนะมาใส่ แล้วเลือกเอาสินค้ากลับไปในปริมาณที่ต้องการ โดยมีขั้นต่ำในการขายอยู่แค่ 1 กรัมเท่านั้น 

ในแง่ของสิ่งแวดล้อม นี่เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ช่วยลดขยะให้กับโลกของเรา

แต่ในแง่ของการตลาด นี่คือธุรกิจที่มีความท้าทายอยู่พอตัว เพราะการให้คนพกภาชนะมาเองนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งกับในสังคมไทยที่ผู้คนส่วนใหญ่ยังคุ้นชินกับการรับถุงพลาสติกจากร้านค้า ‘ยิ่งยากเข้าไปใหญ่’

และด้วยความที่ร้านสวย ของข้างในดูน่าจะราคาแพง หลายคนจึงอาจคิดว่านี่คงเป็นร้านที่ผู้คนมาเพื่อถ่ายรูปไม่กี่ครั้งก็กลับไป 

ไม่ปฏิเสธว่าในแวบแรกเราก็คิดแบบนั้น 

แต่หลังจากที่ได้พูดคุยกับคุณเมี่ยว ฤดีชนก จงเสถียร ผู้เป็นเจ้าของร้าน ความคิดที่ว่าก็เปลี่ยนไป เพราะภายใต้แนวคิดที่หวังจะลดขยะให้กับโลก ยังมีกลยุทธ์บางอย่างที่สามารถดึงให้คนเต็มใจพกภาชนะและกลับมาซื้อซ้ำเป็นประจำได้ 

แล้วกลยุทธ์ที่ว่าคืออะไร หาคำตอบได้จากภาพและข้อความที่ด้านล่างนี้

จุดเริ่มต้นของธุรกิจ

แม้จะเรียนด้านบริหารธุรกิจมา แต่ผลประกอบการที่เธอคาดหวังกลับไม่ได้มีแค่ตัวเงินเท่านั้น เพราะเป้าหมายธุรกิจของเธอยังหมายรวมไปถึงผลประกอบการทางใจ ที่อยากให้สังคมได้ประโยชน์จากสิ่งที่เธอทำด้วยเช่นกัน

“เราไม่ได้ฟินกับการทำธุรกิจเพียวๆ อย่างเดียว เราอยากจะทำอะไรเพื่อตอบแทนสังคมบ้าง มันคงจะดีที่ทั้งคนอื่นและตัวเราได้ประโยชน์ไปพร้อมๆ กัน

พอดีไปเจอกับร้านแนวนี้ที่ต่างประเทศ คือเขาให้คนพกภาชนะมาเอง แล้วคนที่นั่นก็ทำกันเป็นเรื่องปกติมาก ดูไม่ได้ลำบากอะไร ซึ่งร้านแบบนี้ก็ยังไม่ค่อยมีในไทยก็เลยคิดว่านี่แหละน่าจะเป็นอะไรที่สามารถเอามาต่อยอดในบ้านเราได้”

กลุ่มเป้าหมายหลักของร้าน ไม่ใช่คนที่รักษ์โลกอยู่แล้ว

แม้ต่างประเทศจะทำกันเป็นเรื่องปกติ แต่การพกภาชนะมาใส่ของเองนั้นไม่ใช่เรื่องปกติสำหรับคนไทย การทำธุรกิจแบบนี้ในบ้านเราจึงไม่ใช่เรื่องง่าย 

ดังนั้นแล้วหลังจากที่ได้ไอเดียตั้งต้นมา คุณเมี่ยวจึงต้องทำการบ้านค้นหาข้อมูลอย่างหนัก จนทำให้เธอได้พบกับกลุ่มคนเล็กๆ ใน Facebook ที่จะมีคนมาแชร์กันเกือบทุกสองชั่วโมงว่าวันนี้ฉันพกถุงผ้าไปซื้อของ วันนี้ฉันไม่เอาหลอดพลาสติก หรือวันนี้ฉันแยกขยะแล้ว เป็นต้น

เล่ามาแบบนี้หลายคนอาจคิดว่ากลุ่มคนในข้างต้นนี่แหละคือกลุ่มเป้าหมายของร้าน 

แต่คุณเมี่ยวกลับคิดต่าง เพราะเธอคิดว่าแม้ไม่ต้องบอกคนกลุ่มนี้ก็มีความพยายามที่จะลดขยะให้กับโลกในทุกๆ พฤติกรรมของเขาอยู่แล้ว 

อีกทั้งนี่คือกลุ่มคนที่มีจำนวนน้อยจนเกินไป อยู่อย่างกระจัดกระจายในหลายพื้นที่ ซึ่งเป็นเรื่องยากหากจะให้พวกเขาเดินทางมาที่ร้านที่มีอยู่แค่สาขาเดียวบ่อยๆ 

กลุ่มเป้าหมายหลักของเธอจึงเป็นคนทั่วไป แล้ววาง Position ให้ตัวเองเป็นเหมือนร้านกาแฟ ที่แม้คนไม่กินกาแฟก็จะเข้ามานั่งเล่น เข้ามานั่งทำงาน ดึงคนทั่วไปให้เข้ามาด้วยดีไซน์ของร้านที่สะดุดตา อธิบายให้ลูกค้าที่เดินเข้ามาได้เข้าใจว่านี่ก็คือร้านขายของกิน-ของใช้ทั่วไป 

วิธีการซื้อก็ง่ายๆ เพียงแค่เอาภาชนะที่นำมา มาชั่งเพื่อตัดน้ำหนักของภาชนะออกก่อน จากนั้นก็ไปเดินเลือกซื้อของตามปริมาณที่ต้องการ ตักมาเท่าไหร่ ก็จ่ายแค่นั้น จะได้ไม่กลายเป็นของเหลือเก่าเก็บให้เปลืองพื้นที่บ้านและเปลืองเงินในกระเป๋าสตางค์

ทำให้ลูกค้าเห็นประโยชน์ที่ตัวเขาเองจะได้รับ

แม้เหตุผลหลักที่ทำให้เกิด ZeroMoment Refillery ขึ้นคือการเป็นธุรกิจที่ทำมาเพื่อลดขยะให้กับโลก แต่ Message หลักที่คุณเมี่ยวสื่อสารออกไปนั้นไม่ได้บอกว่าการที่คุณมาซื้อของที่ ZeroMoment Refillery จะช่วยสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

แต่กลับเป็น Message ที่ทำให้ลูกค้าเห็นถึงประโยชน์ที่ตัวเขาเองจะได้รับมากกว่า

“ดูจากภายนอก หลายคนจะคิดว่าร้านเราขายของแพง แต่ความจริงไม่ใช่แบบนั้น เพราะหากเทียบกับสินค้าที่อยู่ในเกรดเดียวกัน ร้านเราขายถูกกว่า 10-20% เลย

ที่ทำแบบนี้ได้ก็เพราะเราไม่มีต้นทุนค่าแพ็กเกจจิ้ง ราคาขายก็เลยถูกลง แล้วลูกค้าก็เลือกซื้อในปริมาณที่ต้องการได้ 

เช่น ถ้าคุณอยากทำสปาเกตตีที่บ้านกินเอง อย่างต่ำต้องมี 200-300 บาทแน่ๆ เอาแค่ค่าเส้นที่ขายในซูเปอร์มาร์เก็ตก็เกือบร้อยบาทแล้ว พอซื้อไปสุดท้ายมันก็เหลือเก็บ ไม่รู้จะเอามาใช้อีกทีเมื่อไหร่ เพราะวัตถุดิบที่ซื้อมามันเยอะกว่าปริมาณที่คนคนหนึ่งจะกินหมดในมื้อเดียวได้

แต่ร้านของเราคุณสามารถเลือกเส้นตามปริมาณที่ต้องการ เลือกเครื่องปรุงเท่าที่ใช้ได้ นั่นทำให้คุณสามารถทำสปาเกตตีราคาเพียงแค่ 30 บาท 

แถมยังไม่ต้องเหลือวัตถุดิบเก็บเอาไว้ ที่ส่วนใหญ่มักจะแปรรูปกลายเป็นขยะเหลือทิ้ง เพราะกว่าจะได้เอามาใช้อีกทีก็หมดอายุไปซะแล้ว

หรืออย่างเคยมีคุณป้าคนหนึ่งเดินเข้ามา เขาอยากรู้ว่าเกลือหิมาลายันที่คนฮิตกันรสชาติเป็นยังไง เขาก็ซื้อจากเราไปแค่ 2 กรัม ไปลองชิมได้อย่างสบายใจ ซึ่งถ้าไปซื้อในซูเปอร์มาร์เก็ตตามห้าง เกลือหิมาลายันกระปุกหนึ่งมีหลักร้อยแน่ๆ

สุดท้ายแล้วประโยชน์โดยตรงที่เขาได้รับ มันก็เป็นการช่วยลดขยะให้กับโลกในทางอ้อมด้วยเช่นกัน แล้วเราว่าแบบนี้มันยั่งยืนกว่าการทำแคมเปญรณรงค์รักษ์โลกที่เราเห็นกันทั่วไป”

โลเคชั่นที่ตั้งใจเลือกให้อยู่ในแหล่งที่อยู่อาศัย

โลเคชั่นเป็นอีกหัวใจสำคัญของ ZeroMoment Refillery 

คุณเมี่ยวตั้งใจเลือกทำเลของร้านให้อยู่ย่านที่อยู่ศัย มีทั้งบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ อพาร์ตเมนต์ ไปจนถึงหอพักนักศึกษา เพื่อจะทำให้ลูกค้าสามารถพกภาชนะมาซื้อของได้ง่ายๆ และนั่นก็จะทำให้ลูกค้าเกิดพฤติกรรมของการซื้อซ้ำอยู่เป็นประจำ 

อีกทั้งการอยู่ในแหล่งอาศัยนั่นเท่ากับว่าบริเวณนั้นมีร้านอาหารอยู่เป็นจำนวนมาก นี่จึงเป็นโลเคชั่นที่ทำให้ ZeroMoment Refillery สามารถขายสินค้าให้กับลูกค้าแบบ B2B ได้ 

เพราะด้วยราคาของสินค้าที่ถูกเหมือนกับราคาขายส่ง ร้านอาหารบริเวณนั้นจึงสามารถซื้อไปเป็นวัตถุดิบในการปรุงอาหารเพื่อขายต่อได้ด้วยเช่นกัน

พระเจ้าอยู่ในรายละเอียด

เมื่อได้ฟังคุณเมี่ยวเล่าถึงแนวคิดในการออกแบบร้าน ทำให้เรานึกถึงหนังสือเล่มหนึ่งที่เคยอ่าน นั่นคือพระเจ้าอยู่ในรายละเอียด ซึ่งเป็นหนังสือที่ว่าด้วยแนวคิดการทำงานแบบมูจิ ที่แม้ภายนอกจะขายสินค้าดีไซน์เรียบง่ายแต่ภายในกลับแฝงไปด้วยนัย ความใส่ใจในรายละเอียด จนทำให้มูจิกลายเป็นแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จไปทั่วโลก

ทำไมถึงคิดแบบนั้น?

เพราะภายใต้ดีไซน์มินิมอลที่เราเห็นกันอยู่ภายนอกของร้านนั้นแฝงไปด้วยรายละเอียดมากมาย อย่างอุปกรณ์ที่เอาไว้ใส่สินค้าก็ไม่ใช่ว่าไปซื้อตามร้านขายส่งแล้วมาใส่ แต่ล้วนสั่งทำมาพิเศษเพื่อจะรักษาสินค้าข้างในให้คงคุณภาพและอยู่ได้นานขึ้น ทำให้ลูกค้าสามารถเลือกกดหรือตักสินค้าได้อย่างสะอาด 

ซึ่งคุณเมี่ยวยังแอบกระซิบกับเราอีกว่าต้นทุนครึ่งหนึ่งในการทำร้านหมดไปกับค่าอุปกรณ์เหล่านี้นี่แหละ!


ร้านรักษ์โลกที่ไม่ได้ต่อต้านการใช้พลาสติก

แม้จะเป็นร้านที่ทำมาเพื่อลดขยะให้กับโลก แต่ ZeroMoment Refillery ก็ไม่ได้ปฏิเสธการใช้พลาสติกแต่อย่างใด หากพลาสติกนั้นสามารถนำมาใช้ซ้ำได้อยู่เรื่อยๆ

“เราไม่ได้ต่อต้านการใช้พลาสติก เพราะคิดว่าวัสดุแต่ละอย่างมันก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป มาร้านเราคุณจะเอาขวดพลาสติกมาใส่ก็ได้ เรายินดี แต่ขอให้มันไม่ใช่แบบใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง 

หัวใจหลักของร้านนี้ไม่ใช่เรื่องของวัสดุ แต่เป็นเรื่องของการมีสติในการใช้มากกว่า มันคงไม่ Make Sense และไม่ยั่งยืนเท่าไหร่ถ้าจะให้คนเขาเอาใบตองมาใส่สินค้าจากเราไป”


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่  WebsiteMarketeeronline.co / Facebookwww.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer