สยามพิวรรธน์ อาณาจักร 7.4 หมื่นล้านบาทกับสูตรสำเร็จที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ

ใจกลางเมืองบนถนนพระราม 1 ย่านสยามสแควร์ คนที่เปลี่ยนเกมที่ดืนผืนนี้เมื่อ 45 ปีที่แล้ว ให้กลายเป็นทั้งแหล่งช้อปปิ้งอันดับหนึ่งของประเทศ และเป็นจุดนัดพบของวัยรุ่นตั้งแต่ยุคกระโปรงบานขาสั้นจนมาถึง “วัยรุ่นยุคดิจิทัล”    

ก็คือ “สยามพิวรรธน์” โดยมีถึง 3 ศูนย์การค้าในพื้นที่ย่านนี้ ก็คือ สยามเซ็นเตอร์, สยามดิสคัฟเวอรี่, และ สยามพารากอน ที่เปิดติดกันชนิดหายใจรดต้นคอ ให้คนเดินสลับช้อปปิ้ง กินเที่ยวอย่างสนุกสนาน  

จนมาถึงล่าสุดที่เพิ่งเปิดตัวอภิมหาโครงการ เมืองแห่งการใช้ชีวิตสู่โลกอนาคตอย่าง “ไอคอนสยาม” ที่มีมูลค่าการก่อสร้าง 54,000 ล้านบาท ศูนย์การค้าติดริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา 

และทุกสถานที่ย่อมมีเรื่องราว ศูนย์การค้าทั้ง 4 สยามในมือ “สยามพิวรรธน์” ก็เช่นกัน 

ที่ทุกศูนย์การค้าต่างมีบทละครของตัวเอง ขีดเขียนด้วยกาลเวลา 

 “ซุปตาร์ไทยยุค 80 -90” เกิดที่ สยามเซ็นเตอร์”

ย้อนกลับไป 45 ปีที่แล้ว สยามเซ็นเตอร์ได้กลายเป็นศูนย์การค้าแห่งแรกในเมืองไทย โดยบริษัท บางกอกอินเตอร์คอนติเนนตอลโฮเต็ลส (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อมาเป็น บริษัทสยามพิวรรธน์ จำกัด) เจ้าของโรงแรมสยามอินเตอร์คอนติเนนตัล ที่มีที่ดินเหลืออยู่ประมาณ 18 ไร่ ซึ่งใกล้ๆ โรงแรมตัวเอง 

ทำให้เกิดไอเดียสร้างศูนย์การค้าข้างๆ โรงแรมเพื่อเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน “สยามเซ็นเตอร์” จึงเกิดขึ้น 

และได้กลายเป็นแหล่งนัดพบของวัยรุ่น สถานที่เดตแรกของหนุ่มสาว จนถึงการเป็นสถานที่ “แจ้งเกิด” ของซุปตาร์ในยุค 80-90 ที่บรรดาแมวมองในวงการบันเทิงในยุคนั้นชอบไปซ่อนตัวแอบดูหนุ่มๆ สาวๆ หน้าตาดีๆ พร้อมกับจีบเข้าสังกัด ปั้นเป็นดารา นักร้อง ที่หลายคนโด่งดังระดับประเทศ 

ไม่แปลกที่ ณ เวลานั้น “สยามเซ็นเตอร์” จะกลายเป็นแหล่งรวมเด็กวัยรุ่นหน้าตาดีๆ แต่งตัวนำเทรนด์แฟชั่นเดินกันเต็มไปหมด และแน่นอน หากเทรนด์การแต่งตัวใหม่ๆ ที่ฮิตทั่วบ้านทั่วเมืองในยุคนั้น “ต้นกำเนิด” จะมาจาก “สยามเซ็นเตอร์”  

แต่…เมื่อเวลาผ่านไปเกิดศูนย์การค้าใหม่ๆ ขึ้นมาเรื่อยๆ อีกทั้งไลฟ์สไตล์วัยรุ่นแต่ละยุคก็เปลี่ยนแปลงรวดเร็วเสียเหลือเกิน “สยามเซ็นเตอร์” เองก็ต้องปรับแต่งตัวเองให้ทันยุคสมัยอยู่ตลอดเวลา เพราะยังต้องการเป็นศูนย์การค้าอันดับต้นๆ ของวัยรุ่นในแต่ละยุค 

โดยมีการ ”รีโนเวต” ครั้งแรกในปี พ.ศ.2534 เพื่อให้ตัวเองทันยุคทันสมัย 

ต่อมาในปี พ.ศ.2540 ก็มีการ “รีโนเวต” อีกครั้งโดยใช้เวลาประมาณ 2 ปี ด้วยงบลงทุนกว่า 90 ล้านบาท

ส่วนครั้งที่ 3 นั้นรีโนเวตในปี พ.ศ.2548 ใช้งบกว่า 350 ล้านบาท (ทยอยปิดบางส่วน) 

ส่วนครั้งที่ 4 ล่าสุดในปี พ.ศ.2555 ที่ปิดศูนย์การค้าเพื่อรีโนเวตครั้งใหญ่แล้วมาเปิดบริการในวันที่ 11 มกราคม 2556 จนถึงทุกวันนี้ 

ไม่ต้องแปลกใจหากหน้าตาของ “สยามเซ็นเตอร์” ในวันนี้จะเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัยจากที่เคยใส่กระโปรงบานขาสั้นเปลี่ยนมาเป็น วัยรุ่นสตรีทแฟชั่นพก Smartphone 

โดยปัจจุบันมีคนเข้าศูนย์การค้า “สยามเซ็นเตอร์” อยู่ที่ 70,000–100,000 คน/วัน

สยามดิสคัฟเวอรี่ ขอเกิดในวิกฤต “ต้มยำกุ้ง”

ในช่วงที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของประเทศในปี 2540 ค่าเงินบาทลอยตัวสูงสุดถึง 56 บาท/ดอลลาร์, คนตกงาน, บริษัทปิดกิจการเป็นจำนวนมาก

แต่ใครจะเชื่อว่า “สยามพิวรรธน์” จะใจถึงกล้าเปิดศูนย์การค้า “สยามดิสคัฟเวอรี่” ในช่วงเวลานี้ แถมยังวาง Positioning เป็นศูนย์การค้า “Lifestyle shopping” ที่ในแต่ละชั้นจะนำเสนอสินค้าประเภทเดียวหรือแนวคิดเดียว One Floor One Concept 

ถึงจะเป็นศูนย์การค้าที่เกิดขึ้นในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจที่รุนแรงที่สุดในประเทศ แต่ด้วย Concept ที่แปลกใหม่นี้เองที่ทำให้ “สยามดิสคัฟเวอรี่” ประคับประคองตัวไปได้ จนมาถึงจุดเปลี่ยนเมื่อรถไฟฟ้า BTS เปิดให้บริการในช่วงปี 2542  

กลายเป็นแม่เหล็กที่มีพลังดึงดูดมหาศาลให้นักช้อปปิ้งรวมถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมายังศูนย์การค้า สยามดิสคัฟเวอรี่ และ สยามเซ็นเตอร์ ได้ง่ายขึ้น 

ขณะเดียวกัน สยามดิสคัฟเวอรี่ เองก็มีการปรับโฉมใหม่ในช่วงปี 2558 ด้วยงบการลงทุนถึง 4,000 ล้านบาท โดยใช้เวลานานถึง 1 ปีกว่าๆ ในการปิดศูนย์การค้าจนมาเปิดให้บริการในช่วงเดือนพฤษภาคม 2559 โดยเป็นการรีโนเวตครั้งใหญ่สุดในรอบ 18 ปีเลยทีเดียว

เป็นการสลัดภาพเดิมๆ ของ “สยามดิสคัฟเวอรี่” ถึงแม้จะดูมีความสนุกในตัวศูนย์การค้าแต่ก็ไม่ได้เข้ากับยุคสมัยนี้ 

การเปลี่ยนโฉมใหม่คือแนวคิดศูนย์การค้า “ไฮบริด รีเทล” แห่งแรกในไทย นำเสนอแนวคิดให้ลูกค้าได้สนุกกับไอเดียล้ำๆ ผสมผสานกับสินค้าและบริการตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ 

โดยปัจจุบันมีคนมาศูนย์การค้า “สยาม ดิสคัฟเวอรี่” อยู่ที่ 70,000–100,000 คน/วัน

The Siam Paragon shopping center in Bangkok is decorated for the Christmas and New Year holidays.

จากโรงแรมมาเป็น “สยาม พารากอน”

สยามพิวรรธน์ตัดสินใจปิดกิจการโรงแรมสยามอินเตอร์คอนติเนนตอลหลังดำเนินกิจการมาได้ 35 ปี 

พร้อมกับเขียนตำนานบทใหม่ที่ท้าทายด้วยเงินเดิมพันมูลค่าก่อสร้าง 15,000 ล้านบาท ในการเนรมิต “ศูนย์การค้าสยามพารากอน” เปิดบริการในปี 2548

โดยเงินลงทุนจำนวนนี้เป็นการร่วมทุนกันคนละครึ่งระหว่าง เดอะมอลล์ กรุ๊ป กับ สยามพิวรรธน์ และยังร่วมกันบริหารศูนย์การค้าแห่งนี้มาจนถึงปัจจุบัน

ในช่วงเวลาก่อนเปิดประตูศูนย์การค้าอย่างเป็นทางการ มีการระดมการใช้สื่อมากมายทั้งสิ่งพิมพ์, ทีวี, และวิทยุ เพื่อสร้างกระแสว่านี่คือศูนย์การค้าที่ Luxury แปลกใหม่ไม่เคยมีมาก่อนในเมืองไทย

จนทำให้ ณ เวลานั้นคนไทยใจจดใจจ่อเพื่อรอการเปิดบริการของศูนย์การค้า “สยาม พารากอน” 

นอกจากความหรูหราแล้วนั้นอีกหนึ่ง “จุดขาย” คือพื้นที่ที่มากถึง 500,000 ตารางเมตร เป็นแรงดึงดูดให้แบรนด์ชั้นนำทั้งระดับโลกและในเมืองไทยพาเหรดมาเปิดสาขา Flagship Store ที่ศูนย์การค้าแห่งนี้ 

ไม่แปลกที่เมื่อ “สยาม พารากอน” เปิดตัวจะมีร้านค้าแบรนด์เนมชั้นนำของโลกและของไทยมากกว่า 250 ร้านค้าในเวลานั้น 

ไม่ใช่อัดแน่นสินค้าแบรนด์เนมแต่ในเวลานั้น “สยามพารากอน” ยังเป็น “ศูนย์รวมแห่งความที่สุด” ที่ยังไม่มีศูนย์การค้าไหนเคยมีมาก่อน

อาทิ มีอะควาเรียมใหญ่สุดในเอเชีย, มีดีพาร์ตเมนต์สโตร์ใหญ่สุดในพื้นที่ 80,000 ตารางเมตร มีความจุของโรงหนังมากที่สุด 5,500 ที่นั่ง และโรงหนัง Imax อีก 600 ที่นั่ง เป็นต้น 

ปรากฏการณ์ “สยาม พารากอน” ว่ากันว่า ยังช่วยฟื้นฟูความมั่นใจให้แก่นักลงทุนต่างชาติให้กลับมาเชื่อมั่นในประเทศไทยท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจในช่วงนั้น

ปัจจุบันมีคนมาศูนย์การค้า “สยาม พารากอน” อยู่ที่ 200,000–250,000 คน/วัน 

“ไอคอนสยาม” ตำนานที่เพิ่งขีดเขียน 

สร้างศูนย์การค้าในทำเลริมแม่น้ำเจ้าพระยา แถมยังเป็น Project การก่อสร้างที่มีมูลค่า 54,000 ล้านบาท เป็นโจทย์ที่ท้าทายไม่ใช่น้อยสำหรับ “ไอคอน สยาม” 

เพราะการสร้างศูนย์การค้าที่มีทราฟฟิกดีอยู่แล้วเกาะแนวรถไฟฟ้า BTS  กับการอยู่ในย่านฝั่งธนบุรีที่ต้องดึงทราฟฟิกคนเข้าศูนย์การค้าเป็นงานยากและท้าทาย ถึงจะเป็นศูนย์การค้าที่ว่ากันว่าเลิศหรูที่สุดในปัจจุบันก็ตามที  

เป็นโจทย์ข้อใหญ่ที่ผู้บริหาร “ไอคอน สยาม” ต้องคิด

ทำให้ “ไอคอน สยาม” เลือกจะลงทุนสร้างรถไฟฟ้าสายสีทองเข้ามาในโครงการ (เปิดประมาณกลางปี 2562) รถไฟสายนี้จะเชื่อมต่อรถไฟฟ้าสายสีเขียว สีแดง และสีม่วง เข้าด้วยกันในอนาคต

แน่นอนเวลานี้ “ไอคอน สยาม” ขึ้นแท่นการเป็นศูนย์การค้าที่ใหญ่และดีที่สุดในเมืองไทย  ไม่ว่าจะเป็นดีไซน์ ทุกพื้นที่แฝงไปด้วยเอกลักษณ์ของชาติไทยที่หลอมรวมกับสิ่งที่ดีของโลก เป็นการสร้างความแปลกใหม่ที่ยังไม่เคยมีใครเคยทำ

หรือจะเป็นการรวบรวมสุดยอดแบรนด์ลักชัวรีชื่อดังจากทั่วโลก มาเนรมิตร้านแฟล็กชิปสโตร์เปิดใน “ไอคอน สยาม” และอีกสารพัดมากมายที่เกิดขึ้นที่นี่เป็นแห่งแรกในเมืองไทย 

แต่ด้วยมูลค่าโครงการ 54,000 ล้านบาท ขึ้นแท่นมูลค่าสูงสุดเป็นอันดับ 1 ในประวัติศาสตร์การก่อสร้างศูนย์การค้าในเมืองไทย ทำให้ “สยามพิวรรธน์” เลือกจะจับมือกับ “แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น” และเครือเจริญโภคภัณฑ์ ในการลงทุนครั้งนี้  

ปัจจุบันมีคนมาศูนย์การค้า “ไอคอน สยาม” อยู่ที่ 150,000 คน/วัน 

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline