เบทาโกร แบ่งธุรกิจออกเป็นห้าประเภท ได้แก่ ธุรกิจการเกษตรซึ่งดูแลเรื่องปศุสัตว์และอาหารสัตว์ ธุรกิจสุขภาพสัตว์ซึ่งดูแลในเรื่องของอุปกรณ์ฟาร์มและเวชภัณฑ์สำหรับสัตว์ ธุรกิจเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงซึ่งจำหน่ายอาหารสัตว์เลี้ยงและอาหารเสริม ธุรกิจพัฒนาที่ดินและรีสอร์ต และธุรกิจอาหาร

โดยธุรกิจอาหารมีสัดส่วนของพอร์ตธุรกิจในบริษัทที่มากที่สุดอยู่ที่ 58% โดยปี 2561 ธุรกิจอาหารของเบทาโกรทำเงินไปได้ 49,000 และตั้งเป้าที่จะโตขึ้น 15% ในปีนี้สำหรับธุรกิจอาหารของเบทาโกร ซึ่งธุรกิจอาหารของเบทาโกรแบ่งออกเป็นสองแบรนด์ ได้แก่ ตรา Betagro (เบทาโกร) และ S-Pure โดย แบรนด์ Betagro มีผลิตภัณฑ์ อาทิ เนื้อไก่ เนื้อหมู ไข่ไก่ อาหารแปรรูป สำเร็จรูป และไส้กรอก และ S-Pure ที่มีเนื้อไก่สด, เนื้อหมู และไข่ไก่ โดยภายในตัวสินค้าของเบทาโกร แบ่งออกเป็นสินค้าสด (เนื้อไก่, เนื้อหมู) 60%, สินค้าอาหารแปรรูป 25%, ไข่ไก่ 9%, สำเร็จรูป 6%

เบทาโกรมองเป้าในการส่งออกไปสู่ตลาดยุโรป, ตะวันออกกลางในรูปแบบ OEM ซึ่งในปีที่ผ่านมาทางเบทาโกรมีการส่งออกต่างประเทศเป็นมูลค่า 1 แสนล้านบาท โดย 90% เป็นไก่สด, แช่แข็ง, ไก่แปรรูป และล่าสุดมีการวางแผนที่จะส่งไก่ไปยังตลาดญี่ปุ่นซึ่งมีความสนใจในการผลิตไก่ชนิดเสียบไม้ (ไก่ยากิโทริ) ซึ่งเบทาโกร มีการวางแผนที่จะสร้างโรงงานสำหรับรองรับตลาดญี่ปุ่นโดยเฉพาะ โดยจะเริ่มการก่อสร้างโรงงานช่วงเดือนกรกฎาคมของปีนี้

นอกจากนี้ เบทาโกรมีการวางแผนในการนำแบรนด์ S-Pure ไปบุกในต่างประเทศฮ่องกงและสิงคโปร์ ทำให้ยอดส่งออกของเบทาโกรเพิ่มขึ้น 14% ส่วนภายในประเทศ ทางคุณสมศักดิ์ บุญลาภ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจอาหารเครือเบทาโกร เล็งถึงกิจกรรมที่จะเน้นเจาะกลุ่มตลาดประเทศไทย ได้แก่ การเปิดตัวไส้กรอกชีส, ไส้กรอกพรีเมียม, ขยายช่องทางจำหน่ายสินค้า S-Pure ผ่าน Antibiotic Free Zone ในร้าน BETAGRO Shop ซึ่ง ณ ปัจจุบันมีอยู่ 190 สาขาทั่วประเทศและตั้งเป้าจะขยายเพิ่มอีก 10 สาขาในปีนี้

 

 



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer