ประมูลดิวตี้ฟรี ศึกนี้ใหญ่หลวงนัก (วิเคราะห์) ทำไมใครๆ จึงอยากได้ ดิวตี้ฟรี

ในปีนี้ถือว่าเป็นปีที่อาจจะเกิดการเปลี่ยนมือเจ้าพ่อดิวตี้ฟรี และผู้บริหารพื้นที่เชิงพาณิชย์ในสนามบินหลักของประเทศไทย หลังจากที่ บมจ. ท่าอากาศยานไทย หรือ ทอท. ได้ประกาศให้เอกชนที่สนใจยื่นซองประมูลรับสิทธิ์สัมปทานในพื้นที่สนามบิน ทอท.  ได้แก่

1.พื้นที่เชิงพาณิชย์ในสนามบินสุวรรณภูมิ

 

2.พื้นที่ร้านดิวตี้ฟรีในสุวรรณภูมิ 

 

และ 3.พื้นที่ในสนามบินภูมิภาค 3 แห่ง ที่บริหารโดย ทอท. ประกอบด้วย สนามบินเชียงใหม่ สนามบินภูเก็ต และสนามบินหาดใหญ่

 

การแข่งขันที่น่าสนใจคือ วันที่ 31 พฤษภาคม 2562 จะประกาศผลผู้ได้คะแนนสูงสุด ที่จะได้รับสัมปทาน พื้นที่เชิงพาณิชย์ และพื้นที่ดิวตี้ฟรีในสนามบินสุวรรณภูมิ

 

การตัดสินในวันที่ 31 พฤษภาคม 2562 ถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งกับ คิงเพาเวอร์ ที่งพื้นที่เชิงพาณิชย์ และดิวตี้ฟรี ใน สนามบินสุวรรณภูมิ

เพราะสัญญาของคิงเพาเวอร์จะหมดลงในเดือนกันยายน 2563

 

โดยการเปิดให้ประมูลพื้นที่ดิวตีฟรี  โครงการ ทอท. จะเลือกผู้ชนะเพียง 1 เดียว จะได้สิทธิ์สัมปทานบริหารพื้นที่เป็นเวลา 10 ปี นับตั้งแต่ 2563-2573

 

เรามามองกันที่พื้นที่ดิวตี้ฟรีของสนามบินสุวรรณภูมิ คือพื้นที่น่าสนใจของประมูลสัมปทานครั้งนี้ ที่ใครๆ ก็จับตามองว่า ใครจะได้ไป ระหว่างกลุ่ม คิงเพาเวอร์ ซึ่งเป็นผู้ถือสัมปทานรายเดิม

กับ 2 ผู้แข่งขันรายใหม่ คือ บริษัทโรงแรมรอยัลออคิด (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ ROH จับมือกับบริษัท เอ็มไพร์ เอเชีย กรุ๊ป จำกัด และ WDFG UK LIMITED

และบริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BA ร่วมกับบริษัท โฮเต็ล ล็อตเต้ จำกัด และบริษัท บางกอกแอร์เวย์ส โฮลดิ้ง จำกัด

สำหรับเกณฑ์การให้คะแนนคัดเลือกผู้ประกอบการดิวตี้ฟรี กำหนด 4 ส่วน คือ

1. แผนดำเนินงานของผู้ยื่นข้อเสนอ สัดส่วนมากที่สุด 40% 2. แผนธุรกิจ 25%

3. ผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำรายปี 20% และ 4. ประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในเชิงธุรกิจ 15%

ทั้ง 3 กลุ่มได้เข้าไปนำเสนอผลงาน (Presentation) ข้อเสนอด้านเทคนิคไปเรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม ที่ผ่านมา

 

เราจะไม่พูดถึงว่า 3 รายนี้มีความเป็นมาอย่างไร 

แต่จะขอเล่าว่า คิงเพาเวอร์ก็ไม่อยากปล่อยให้พื้นที่ทำมาหากินเดิมหลุดลอยไป

เพราะเมื่อดูจากจำนวนผู้โดยสารที่เข้ามาใช้บริการของสนามบินสุวรรณภูมิในปีที่ผ่านมา มีจำนวนทั้งสิ้น 63,379,077 คน

แบ่งเป็นผู้โดยสารระหว่างประเทศจำนวน 51,507,176 คน

และผู้โดยสารในประเทศ 11,871,901 คน

จากจำนวนผู้โดยสารที่ใช้บริการสนามบินทั้ง 6 แห่งของ ทอท. ที่มีทั้งสิ้น 140,472,015 คน

ที่โดยสารมากับเที่ยวบิน 887,602 Flight

ซึ่งเมื่อดูจากการเติบโตของจำนวนผู้โดยสารระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกปี นั่นหมายถึงโอกาสที่สำคัญในการจำหน่ายสินค้า สร้างการจดจำในแบรนด์ และต่อยอดธุรกิจไปยังธุรกิจดิวตี้ฟรีซอยรางน้ำ 

ประมูลดิวตี้ฟรี กำไรอันหอมหวาน

เพราะที่ผ่านมาการเข้ามาทำธุรกิจดิวตี้ฟรีของคิงเพาเวอร์ได้สร้างรายได้ให้กับกลุ่มคิงเพาเวอร์ได้อย่างน่าสนใจ โดยคิงพาวเวอร์มีรายได้จากการได้รับสัมปทานในสนามบินสุวรรณภูมิผ่าน

บริษัท คิง เพาเวอร์ แท็กซ์ฟรี จำกัด ดำเนินธุรกิจร้านค้าดิวตี้ฟรี จำหน่ายสินค้าของที่ระลึกและสินค้าไทย ในอาคารผู้โดยสารในประเทศ และอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศ ที่สนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมือง

ซึ่งที่ผ่านมารายได้ของ บริษัท คิวเพาเวอร์ แท็กซ์ฟรี แจ้งกับกระทรวงพาณิชย์มีรายได้และกำไร ดังนี้

บริษัท คิง เพาเวอร์ แท็กซ์ฟรี จำกัด

2558       4,389,735,412 บาท กำไร 313,348,657

2559       4,542,453,410 บาท กำไร 167,781,025

2560       5,467,685,779 บาท กำไร 248,634,307

 

นอกจากนี้ คิงเพาเวอร์ยังมีรายได้ในการจำหน่ายสินค้าดิวตี้ฟรี จากบริษัท คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี ที่ดำเนินธุรกิจจำหน่ายสินค้าดิวตี้ฟรี ภายในโถงผู้โดยสารขาออกและขาเข้าระหว่างประเทศ ในท่าอากาศยานหลักทั่วภูมิภาคของประเทศ ได้แก่ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ดอนเมือง เชียงใหม่ ภูเก็ต และหาดใหญ่

โดยที่ผ่านมา บริษัท คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี จำกัด มีรายได้และกำไร ดังนี้

2558       33,034,258,521 บาท กำไร 2,984,547,805

2559       32,680,151,173 บาท กำไร 1,636,937,810

2560       35,633,729,034 บาท กำไร 1,838,120,075

 

ในส่วนของการประมูลพื้นที่เชิงพาณิชย์ของสนามบินสุวรรณภูมิ (พื้นที่รีเทล)

มี 2 กลุ่มที่ต้องรอลุ้นคือ

บริษัท คิง เพาเวอร์ เจ้าพ่อผู้บริหารดิวตี้ฟรีไทย

บริษัทเซ็นทรัล พัฒนา ในเครือเซ็นทรัลกรุ๊ป 

 

สิ่งที่ทำให้คิงเพาเวอร์มีความต้องการพื้นที่แห่งนี้ มาจากผลกำไรทางธุรกิจที่เติบโตต่อเนื่องทุกปี

โดยธุรกิจบริหารพื้นที่เชิงพาณิชย์ในสุวรรณภูมิ คิงเพาเวอร์ ได้จดทะเบียน ผ่านบริษัท คิง เพาเวอร์ สุวรรณภูมิ จำกัด บริหารจัดการพื้นที่เชิงพาณิชย์ทั้งหมดในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ไม่รวมธุรกิจดิวตี้ฟรี)

บริษัท คิง เพาเวอร์ สุวรรณภูมิ จำกัด

2558       4,170,160,150 บาท กำไร 1,302,269,700 บาท

2559       4,554,911,244 บาท กำไร 1,515,638,914 บาท

2560       5,324,105,976 บาท กำไร 1,764,802,470 บาท

 

สำหรับในส่วนของสนามบินภูมิภาค ที่จะเปิดให้ประมูลพื้นที่อีก 1 สัญญา ในเดือนมิถุนายน 2562 อาจจะไม่ใช่พื้นที่ที่มีศักยภาพเท่าสนามบินสุวรรณภูมิ แต่ก็มีโอกาสที่น่าสนใจ

เพราะปีที่ผ่านมาผู้โดยสารที่ใช้บริการของสนามบินเชียงใหม่, หาดใหญ่ และภูเก็ต มีจำนวนรวมกันมากถึง 71,767,501 คน

แบ่งเป็น

สนามบินเชียงใหม่ 10,989,869 คน

แบ่งเป็น International 2,674,651 คน  Domestic 8,315,218 คน

สนามบินภูเก็ต 18,221,525 คน

แบ่งเป็น International 10,403,631 คน  Domestic 7,817,894 คน

สนามบินหาดใหญ่ 4,256,107 คน

แบ่งเป็น International 352,763 คน  Domestic 3,903,344 คน

 

แม้ในวันนี้สิทธิ์สัมปทานทั้ง 3 โครงการ ทั้งสนามบินสุวรรณภูมิ และสนามบินภูมิภาคยังไม่ได้ตัดสินออกมา แต่ที่แน่ๆ วันที่ 31 พฤษภาคม 2562 เป็นวันที่ตัดสินเด็ดขาดว่าใครจะได้พื้นที่ทองดิวตี้ฟรีของสุวรรณภูมิไป

ส่วนสนามบินภูมิภาค มิถุนายนนี้รู้ผลเช่นกัน

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer