Toy ‘R’ Us เตรียมปิดสาขาในสหรัฐหลังหนี้ท่วม

ปัญหาหนี้สะสมยิ่งทวีความรุนแรงจนส่งผลต่อความอยู่รอดของแบรนด์ค้าปลีกของเล่นอเมริกันยักษ์ใหญ่ โดย Toy ‘R’ Us เผยว่าเตรียมปิดหรือขายสาขากว่า 800 แห่งในสหรัฐ เพื่อนำเงินมาชำระหนี้สะสมที่ทำให้บริษัทต้องประกาศล้มละลาย และเข้าสู่กระบวนการพิทักษ์ทรัพย์มาตั้งแต่กันยายนปีที่แล้ว ซึ่งจะทำให้พนักงานราว 33,000 คนต้องตกงาน และยังทำให้ Toy ‘R’ Us เตรียมวางแผนขายกิจการในต่างประเทศอีกหลายแห่งทั้งในยุโรป เอเชียและแคนาดาด้วย ด้าน David Brandon ประธานบริหาร (CEO) ได้เรื่องนี้ให้พนักงานทราบแล้ว และอ้างว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะบรรดาบริษัทผู้ผลิตของเล่นไม่ผ่อนปรน หรือยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือยามบริษัทเผชิญวิกฤต

ค่ายค้าปลีกของเล่นซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมือง Wayne รัฐ New Jersey ก่อตั้งเมื่อปี 1948 และมีสาขาทั่วโลกกว่า 1,600 แห่ง เผชิญปัญหาหนี้สะสมมาตั้งแต่ปี 2005 โดยได้กู้เงินจากบริษัทจัดการกองทุน (Private Equity Firm) หลายแห่งมาทยอยผ่อนชำระหนี้ ซึ่งช่วยชลอการปรับโครงสร้างหนี้มาได้หลายปี แต่ขณะเดียวกันก็ทำให้บริษัทสูญเสียตำแหน่งผู้นำตลาดและปรับตัวไม่ทันกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป หลังต้องนำรายได้จากยอดขายส่วนใหญ่ไปใช้ชำระหนี้ แทนการนำไปพัฒนาช่องทาง Online เพื่อสู้กับธุรกิจ E-Commerce ที่กลายเป็นช่องทางซื้อสินค้ายอดนิยมของผู้บริโภคในปัจจุบันแซงหน้าแบรนด์ค้าปลีกแบบเดิมไปแล้ว

เมื่อปัญหาดังกล่าวไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเด็ดขาดจึงทำให้ Toy ‘R’ Us มีตัวเลขขาดทุนสะสมมากถึง 2,500 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 77,500 ล้านบาท) และยอดขายช่วงเทศกาลวันหยุดปลายปีที่แล้วก็ไม่ดีนัก ทั้งนี้คาดกันวิกฤตของ Toy ‘R’ Us จะส่งผลต่ออุตสาหกรรมของเล่นอย่างแน่นอน เพราะครองส่วนแบ่งตลาดของเล่นในสหรัฐอยู่ราว 15-20% ยืนยันได้จากข่าวการเตรียมปิดสาขาหลายร้อยแห่งได้ฉุดให้ราคาหุ้นของ HasBro และ Mattel ตกทัน 4.6% และ 8% ตามลำดับ / fortune ,cnbc ,bloomberg


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่  WebsiteMarketeeronline.co / Facebookwww.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer