“ทิ้งดิ่ง” เป็นอาการที่ใช้อธิบายภาพกราฟดัชนีตลาดหุ้นไทยวันที่ 27 ม.ค. ได้เป็นอย่างดี เนื่องจากราคาหายไปถึง  45.40 จุด ร่วงไปจากดัชนีปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ที่ 24 ม.ค. ถึงเกือบ 3% หลังเปิดตลาดวันแรกหลังจากที่รัฐบาลจีนมีประกาศให้ทุกบริษัทหยุดดำเนินกิจกรรมท่องเที่ยว และห้ามนักท่องเที่ยวจีนเดินออกนอกประเทศชั่วคราว เพื่อหยุดการระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 (n-COV)

อาการหุ้นร่วงแรงเช่นนี้ไม่ได้เกิดกับตลาดหุ้นไทยแต่เพียงแห่งเดียว ต้องบอกว่าตลาดหุ้นเกือบทั่วโลกร่วงกันเป็นแถว แล้วก็ร่วงแรงกว่าวันที่อิหร่านยิงขีปนาวุธถล่มฐานทัพสหรัฐฯ ในอิรักเสียอีก

เพราะคำสั่งห้ามคนจีนเที่ยวของสีจิ้นผิงไม่เพียงกระทบกับคนจีนและเศรษฐกิจจีน แต่เรียกว่ากระเทือนถึงเศรษฐกิจโลก โดยสิ่งที่แย่หนักเข้าไปอีกคือ ช่วงตรุษจีนถือเป็น “นาทีทอง” แห่งการจับจ่ายใช้สอยของมวลชนชาวจีนที่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ทั่วโลก ในทางตรงกันข้าม เมื่อไม่มีการจับจ่ายใช้สอยดังกล่าว เศรษฐกิจโลกจึงย่อมกระทบ โดยดัชนีชี้วัดพลังแห่งอำนาจซื้อของชาวจีนที่หายไปก็ได้แก่ ตลาดหุ้น

ข้อมูลจาก WorldBank ระบุว่าในปี  2018 มีเที่ยวบินของจีนที่บินภายในประเทศและบินไปยังเมืองต่างๆ ทั่วโลกเกือบ  4.7 ล้านเที่ยว มีผู้คนเดินทางสัญจรด้วยเครื่องบินรวมแล้วกว่า  611 ล้านครั้ง สูงสุดเป็นอันดับสองของโลก (เป็นรองเพียงสหรัฐฯ ที่มีเกือบ 9.9 ล้านเที่ยว และผู้คนสัญจรกว่า 889 ล้านครั้ง) ซึ่งแน่นอนว่า ช่วงที่มีการเดินทางสัญจรมากที่สุดช่วงหนึ่งของคนจีนในประเทศจีน คือช่วงตรุษจีน

และเมื่อไม่มีการเดินทางท่องเที่ยวของคนจีน ไม่ว่าจะทั้งภายในหรือภายนอกประเทศจีน ย่อมส่งผลให้การใช้น้ำมันเชื้อเพลิงลดลง จึงฉุดให้ราคาน้ำมัน (Crude Oil) ร่วงไปกว่า 2% ส่งผลให้หุ้นกลุ่มน้ำมันร่วงในหลายประเทศ กดดันให้ดัชนีตลาดหุ้นทั่วโลกยิ่งดิ่งหนัก

ขณะเดียวกัน การที่ทัวร์จีนไม่สามารถเดินทางออกนอกประเทศจีน ได้ส่งผลให้ตั๋วเครื่องบิน ห้องพักโรงแรม ร้านอาหาร ร้านสปา แหล่งท่องเที่ยว บริการรถทัวร์ รถเช่า เรือสำราญ และอีกหลายกิจกรรมที่เคยถูกจองไว้ กลับต้องถูกยกเลิกทั้งหมด ส่งผลให้เม็ดเงินที่ควรสะพัดอยู่ทั่วโลก ณ เวลานี้หายไปจากระบบเศรษฐกิจโลก

เม็ดเงินท่องเที่ยวที่หายไปกดดันตลาดหุ้นทั่วโลก

เว็บไซต์ TRTWorld รายงานข้อมูลจาก China Outbound Tourism Research Institute ซึ่งคาดการณ์เอาไว้ 2-3 เดือนก่อนหน้านี้ว่าในช่วงตรุษจีนปีนี้ จะมีคนจีนไปเที่ยวต่างประเทศกว่า 7 ล้านคน ด้าน สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) ระบุว่าในปี 2019 คนจีนเดินทางท่องเที่ยวไปทั่วโลกกว่า 130 ล้านคน โดยนักท่องเที่ยวจีนถือเป็นตลาดหลักของการท่องเที่ยวไทย และจากข้อมูลของ National Travel and Tourism Office ประเทศสหรัฐฯ ระบุว่าในปี 2018 นักท่องเที่ยวจีนถือเป็นประเทศที่เดินทางไปสหรัฐฯ สูงที่สุดเป็นอันดับ 5 (ราว 3 ล้านคน)

ขณะที่กองกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาของประเทศไทยระบุว่า ช่วง 11 เดือนแรกของปีที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวจีนบินมาเที่ยวราว 10.1 ล้านคน สร้างรายได้ให้ไทยกว่า 5.4  แสนล้านบาท และหากการระบาดของ ‘ไวรัสโคโรนา 2019’ กินเวลานานถึง 2-3 เดือน จะทำให้ประเทศไทยสูญเสียรายได้จากเม็ดเงินท่องเที่ยวของคนจีนกว่า 5.2 หมื่นล้านบาท

นอกจากเม็ดเงินจากการท่องเที่ยวที่หดหาย การระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาครั้งนี้ยังส่งผลต่อเม็ดเงินลงทุนในตลาดหุ้น โดยหลังปิดตลาดทั่วโลก ณ วันที่ 27 ม.ค. เว็บไซต์ NYTimes ได้รวบรวมดัชนีตลาดหุ้นทั่วโลก เริ่มจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ ซึ่งดัชนี S&P500 และ Dow Jones ร่วงไปถึง 1.6% ส่วนดัชนี Nasdaq ร่วงไปถึง 1.9%

โดยหุ้นที่ร่วงหนักมาจากกลุ่มท่องเที่ยว อย่างสายการบิน American Airlines ร่วงไปถึง 5% ส่วน Wynn Resorts และ Las Vegas Sands ซึ่งทั้งสองบริษัทมีรายได้มาจากกาสิโนในมาเก๊า ซึ่งลูกค้าหลักคือนักพนันชาวจีน ส่งผลให้ราคาหุ้นร่วงไปถึงกว่า 8% และ 6.5% ตามลำดับ ส่วนหุ้น Expedia ร่วงไป 2.7% ขณะที่กลุ่มเรือสำราญกระทบหนัก นอกจากนี้ ยังมีหุ้นกลุ่มพลังงานร่วงไกลไปถึง 2.8% และหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีอีกหลายตัวที่มี Supply Chain และมีตลาดส่วนใหญ่อยู่ในจีนที่กำลังถูกผลกระทบหนักขึ้น

สำหรับดัชนีตลาดหุ้นสิงคโปร์ที่เคยแข็งแกร่งยืนหยัดได้ในช่วงที่อิหร่านยิงขีปนาวุธเมื่อต้นเดือน แต่ก็ต้องดิ่งกว่า 2% เพราะเหตุการณ์นี้ ขณะที่ดัชนีตลาดหุ้นญี่ปุ่นร่วง 2% ส่วนดัชนีตลาดหุ้นอังกฤษร่วง 2.3% ดัชนีตลาดหุ้นฝรั่งเศสและเยอรมนีร่วงไปราว 2.7% จากหุ้นกลุ่มท่องเที่ยว ทั้งหุ้นกลุ่มสายการบิน โรงแรมหรู และเรือสำราญ รวมถึงหุ้นกลุ่มสินค้า โดยเฉพาะสินค้าแบรนด์หรู ซึ่งปัจจุบันนักช้อปชาวจีนถือเป็นกลไกสำคัญที่สร้างการเติบโตให้กับสินค้าแฟชั่นหรูหราทั้งหลาย นอกจากนี้ ดัชนี MSCI ของกลุ่มเศรษฐกิจเกิดใหม่ (Emerging Market Index) ก็ร่วงไปถึงกว่า 1.5%

…และเหตุการณ์ครั้งนี้ได้สะท้อนให้เห็นว่า พลังการจับจ่ายของนักท่องเที่ยวจีนมีผลต่อการขับเคลื่อนอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลกมากขนาดไหน อย่างไรก็ดี แม้การเติบโตของเศรษฐกิจโลกจะเป็นเรื่องจำเป็น แต่ความปลอดภัยต่อชีวิตของพลเมืองทั้งโลกก็เป็นเรื่องสำคัญ

สำหรับคนไทย มี 2 สิ่งที่ควรทำในช่วงเวลานี้ เรื่องแรกคือ ช่วยกันให้กำลังใจประเทศจีนให้สามารถหยุดยั้งการระบาดและกลับมาเป็นปกติได้ในเร็ววัน และอีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กันคือ หันมาช่วยกันเที่ยวเมืองไทย ช้อปเมืองไทย เพื่อชดเชยรายได้การท่องเที่ยวที่ขาดหายไปจากทัวร์จีน 

 

 

ขอบคุณรูปภาพจาก PhuketNews, LosAngelesTime



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer