ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ระดมผู้มีส่วนเกี่ยวข้ องสาธารณสุข-โรงพยาบาล-ร้ านขายยา ร่วมถกประเด็นบริหารจัดการหน้ ากากอนามัย เร่งกระจายไปในโรงพยาบาล พร้อมเสนอมาตรการควบคุมการถื อครอง และเดินหน้าติดตามสถานการณ์ ขายสินค้าราคาแพงทั้งออฟไลน์ และออนไลน์อย่างเคร่งครัด
เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2563 นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ แถลงข่าวการประชุมคณะทำงานวอร์ รูม (War Room) เพื่อประเมินสถานการณ์และหารือแนวทางแก้ไขหน้ากากอนามั ยขาดแคลน ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้ งภาครัฐและภาคเอกชน ประกอบด้วย สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิ จและสังคม กระทรวงสาธารณสุข สมาคมร้านขายยา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองบังคั บการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และกองบังคั บการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค
โดยการบริหารจัดการหน้ากากอนามั ยจำนวนที่ผลิตได้ทั้งสิ้นเดื อนละ 38 ล้านชิ้น จากโรงงานผู้ผลิตจำนวน 11 แห่ง
ทั้งนี้ความต้องการหน้ากากอนามั ยเพิ่มขึ้นมากถึง 4-5 เท่าจากความต้องการปกติ จึงได้มีการหารือเกี่ยวกั บการบริหารจัดการหน้ากากอนามัย
โดยจัดตั้งศูนย์การกระจายและบริ หารจัดการสินค้าหน้ากากอนามัย ประกอบด้วย กรมการค้าภายใน ผู้แทนจากกระทรวงสาธารณสุข สมาคมโรงพยาบาลเอกชน ตัวแทนจากกลุ่มโรงพยาบาลสังกั ดกรุงเทพมหานคร โรงพยาบาลสังกัดท้องถิ่น และโรงพยาบาลสังกัดมหาวิทยาลัย
ซึ่งขณะนี้ได้มีการจัดสรรหน้ ากากอนามัยไปให้ส่วนงานที่เกี่ ยวข้องแล้วจำนวน 7.2 ล้านชิ้น โดยเกือบครึ่งจัดสรรให้ กระทรวงสาธารณสุข โดยผ่านองค์การเภสั ชกรรมและโรงพยาบาลของรัฐ เนื่องจากบุคลากรทางแพทย์มี ความจำเป็นเร่งด่วนในการใช้ ไปจนถึงร้านขายยา ร้านสะดวกซื้อทั่วไป ห้างสรรพสินค้า นอกจากนี้ยังได้จัดเตรียมรถธงฟ้ าโมบาย การจำหน่ายหน้ากากอนามัยแบบเคลื่ อนที่สำหรับพื้นที่ที่หาซื้อลำบาก
นอกจากนี้ จะนำเสนอมาตรการเข้าสู่ การพิจารณาของคณะกรรมการกลางว่ าด้วยราคาสินค้าและบริการ เพื่อให้พิ จารณากำหนดมาตรการออกประกาศห้ ามบุคคลใดกักตุนสินค้าหน้ ากากอนามัย โดยมีหน้ากากอนามัยไว้ ในครอบครองเกินปริมาณที่กำหนด ซึ่งเป็นไปตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยสิ นค้าและบริการ มาตรา 30 เพื่อป้องกันการกักตุนสินค้าไม่ ให้อยู่ในมือผู้ใดผู้หนึ่ งมากเกินสมควร ซึ่งคณะกรรมการกลางจะเป็นผู้ กำหนดปริมาณความเหมาะสมในการถื อครองของบุคคลทั่วไป ร้านขายยา นิติบุคคลอื่นๆ ให้เป็นไปอย่างเหมาะสม
ในส่วนของมาตรการติ ดตามสถานการณ์การจำหน่ายหน้ ากากอนามัย ปัจจุบันมีการดำเนินคดีแล้ว 59 ราย แบ่งเป็น จำหน่ายสินค้าราคาแพงเกินสมควร 38 ราย ไม่ติดป้ายแสดงราคา 21 ราย ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค โดยเป็นร้านค้าออนไลน์ 5 ราย ซึ่งจะเข้มงวดในส่วนของการติ ดตามสถานการณ์การจัดจำหน่ายต่ อไปทั้งในส่วนของออฟไลน์ และออนไลน์ ทั้งในรูปแบบของการล่อซื้อ
สำหรับในส่วนของออนไลน์ จะขอความร่วมมือจากกระทรวงดิจิ ทัลเพื่อเศรษฐกิจและสั งคม และกองบังคั บการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เพื่อสืบค้นและดำเนินคดีกับผู้ จำหน่ายสินค้าแบบอี-คอมเมิร์ซ ไม่ว่าจะเป็นผู้ค้าอิสระบนโซเซี ยล มีเดีย หรือผู้ขายบนแพลตฟอร์ม อี-คอมเมิร์ซ โดยเจ้าของแพลตฟอร์มก็อาจเข้าข่ ายกระทำผิดข้อกฎหมายในการจำหน่ ายสินค้าราคาแพงเกิ นสมควรและอาจถูกดำเนินคดีด้ วยเช่นกัน
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์จะบริ หารจัดการหน้ากากอนามัยอย่างดี ที่สุด เพื่อให้มีการกระจายของสินค้ าหน้ากากอนามัยได้มากที่สุด ทั้งนี้ ขอให้พี่น้องประชาชนที่ไม่ได้ เป็นผู้ป่วยพิจารณาใช้หน้ากากผ้ าที่สามารถซักแล้วใช้ใหม่ได้ เพื่อลดความต้องการสินค้าหน้ ากากอนามัยลง
–
