บัณฑูร ล่ำซำ ลาออก มาทำความรู้จักกับสองแม่ทัพหญิง ผู้กำหนดชะตาธนาคารกสิกรไทยนับจากนี้

เมื่อไม่กี่วันมานี้มีข่าวใหญ่ในวงการธนาคาร นั่นคือข่าวการลาออกจากตำแหน่งกรรมการและประธานกรรมการ ธนาคารกสิกรไทยของคุณบัณฑูร ล่ำซำ พร้อมกับข่าวการแต่งตั้งคุณขัตติยา อินทรวิชัย เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย และคุณกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร เป็นประธานกรรมการ แทนคุณบัณฑูร … วันนี้ Marketeer ขอพาไปรู้จักกับผู้บริหารหญิงแกร่งทั้งสองท่านให้มากขึ้น

ทำความรู้จัก “สองแม่ทัพหญิง” หลัง บัณฑูร ล่ำซำ ลาออก

กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร ประธานกรรมการ ธนาคาร กสิกรไทย จำกัด (มหาชน)

นับเป็นประธานกรรมการที่เป็นกรรมการอิสระคนแรกของธนาคารกสิกรไทย โดยก่อนหน้านี้ คุณกอบกาญจน์เคยเข้าร่วมกับธนาคารฯ ในฐานะกรรมการอิสระตั้งแต่ปี 2554-2557 ก่อนจะลาออกเพื่อไปรับตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา จากนั้นก็กลับเข้ามารับตำแหน่งรองประธานกรรมการอิสระในปี 2561 กระทั่งได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานกรรมการ เมื่อวันที่ 3 เม.ย. 2563 

ประสบการณ์ทำงานอันโดดเด่น

หลังจบปริญญาตรีด้านสถาปัตยกรรมที่ Rhode Island School of Design รัฐโรดไอแลนด์ สหรัฐอเมริกา เธอก็เข้าไปทำงานที่บริษัท โตชิบา ประเทศไทย จำกัด โดยเริ่มจากตำแหน่งผู้จัดการแผนกโฆษณา ก่อนจะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานกรรมการบริหาร บริษัท โตชิบา ประเทศไทย จำกัด ด้วยความรู้ความสามารถ บวกกับความคิดนอกกรอบ และการให้ความสำคัญกับการผลักดันให้ “โตชิบา” เป็นองค์กรแห่งนวัตกรรม และการเปิดโอกาสให้พนักงานได้มีโอกาสแสดงความรู้ความสามารถ และให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพของพนักงาน ทำให้เธอได้รับการยกย่องเป็น “ผู้บริหารหญิง” ที่น่าจับตาที่สุดคนหนึ่งในยุคนั้น

ทำให้เธอยังได้รับเลือกให้เป็น 1 ใน 13 นักธุรกิจสตรีชั้นนำระดับโลกในปี พ.ศ. 2547 และปี พ.ศ. 2550 ได้รับรางวัลนักธุรกิจสตรีดีเด่น จาก ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี เนื่องในวันสตรีสากล 8 มีนาคม 2550 และได้รับรางวัลนักทรัพยากรมนุษย์ดีเด่นแห่งประเทศไทย ประจำปี 2550 จัดโดย สถาบันทรัพยากรมนุษย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ในปี 2557 คุณกอบกาญจน์ได้รับแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ของรัฐบาลประยุทธ์ (ยุค คสช.) หนึ่งในเป้าหมายสำคัญของเธอ คือการสร้างฐานรากการท่องเที่ยวชุมชนให้มีความเข้มแข็งและมีมูลค่าเพิ่ม เพื่อเป็นการกระจายรายได้ และปรับภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทยจากการท่องเที่ยวราคาถูกมาสู่การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพทั้ง Health & Wellness Tourism และ Sport Tourism  

หลังจากสิ้นสุดการทำงานในฐานะรัฐมนตรีอยู่ 3 ปี เธอกลับมานั่งเป็นผู้บริหารระดับสูงให้กับบริษัท โตชิบา ไทยแลนด์ จำกัด ในฐานะประธานกรรมการบริหาร ด้วยแผนขับเคลื่อนแบรนด์โตชิบาขึ้นเป็น Top 3 ในตลาด และรักษาภาพจำแห่งการ ‘นำสิ่งที่ดีสู่ชีวิต’ ให้กับคนไทยต่อไป และการก้าวขึ้นเป็นประธานกรรมการธนาคารกสิกรไทย นั่นเอง นอกจากนี้ เธอยังเป็นผู้ทรงคุณวุฒิในองค์กรภาคธุรกิจและภาคสังคมอีกหลายแห่ง

ขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)

เธอถือเป็นซีอีโอหญิงคนแรกของธนาคาร และเป็นคนแรกที่ไม่ใช่ตระกูลล่ำซำ โดยเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 3 เม.ย. 2563  

ตลอดกว่า 30 ปี ขัตติยาผ่านงานในธนาคารกสิกรไทยมาแล้วเกือบทุกสาขา และผ่านมาแล้วหลากหลายวิกฤตที่กระทบกับการเงินการธนาคาร เธอถือเป็น “ลูกหม้อ” ของธนาคารกสิกรไทย เพราะหลังจบปริญญาตรี ด้านการตลาด จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เธอไปเรียนต่อปริญญาโทด้านการเงินและการลงทุน มหาวิทยาลัยเทกซัส (University of Texas at Austin) สหรัฐอเมริกา ด้วยทุนธนาคารกสิกรไทย

หลังจากนั้นจึงกลับมาเริ่มงานกับกสิกรไทยมาตั้งแต่ปี 2530 ในฝ่ายสินเชื่อการเกษตรและการผลิต ก่อนจะก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นรองผู้อำนวยการฝ่ายกิจการวาณิชธนกิจ ในปี 2535 จากนั้นใน ปี 2538 เธอก้าวขึ้นเป็นผู้อำนวยการฝ่ายบริหารการตลาดและเครดิต และในปี 2544 ได้รับการโปรโมตขึ้นเป็นผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายยุทธศาสตร์องค์กร ก่อนจะขึ้นเป็นผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ในปี 2545 เป็นผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ แล้วก้าวขึ้นเป็นรองกรรมการผู้จัดการ ในปี 2553

ในปี 2557 เธอได้รับแต่งตั้งเป็นรองกรรมการผู้จัดการอาวุโส จนกระทั่งในปี 2559 ได้รับการโปรโมตขึ้นเป็น 1 ใน 4 กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย และวันนี้เธอก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดของฝ่ายบริหาร ในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหาร

ทั้งนี้ คุณบัณฑูร ล่ำซำ ได้กล่าวถึงเธอในรายงานประจำปี 2562 เอาไว้ว่า คุณขัตติยาเป็นผู้มีคุณสมบัติ ทักษะ ความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ในการบริหารกิจการธนาคารในด้านสำคัญๆ มายาวนาน และเชื่อมั่นว่าเธอจะสามารถนำพาธนาคารสู่ความเจริญก้าวหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป

Her Talk Her Visions and KBANK’s Direction

ในโอกาสการขึ้นรับตำแหน่งใหม่ของสองผู้บริหารหญิงแกร่งแห่งธนาคารกสิกรไทย เธอจึงถือโอกาสจัดงานแถลงวิสัยทัศน์และทิศทางธุรกิจ โดยเฉพาะในช่วง COVID-19 โดยมาในรูปแบบของการพูดคุยสบายๆ และด้วยน้ำเสียงที่อ่อนหวานรื่นหูของทั้งคู่ จึงทำให้การรับฟังถึงแนวทางการรับมือกับปัญหาวิกฤต มีความผ่อนคลายและเต็มไปด้วยความหวัง

เริ่มจาก คุณกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร ประธานกรรมการ ธนาคารกสิกรไทย ให้มุมมองว่าสภาพเศรษฐกิจโลกที่ถดถอย บวกกับ​​​สถานการณ์การระบาดของ COVID-19 ส่งผลให้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการณ์ว่า GDP ไทยในปีนี้จะติดลบถึง 5% ถ้าหากสามารถคุมการแพร่ระบาด ได้ภายในไตรมาส 2 อย่างไรก็ดี ยังพอตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยปีนี้ คือ การใช้จ่ายของภาครัฐที่จะเป็นปัจจัยหลักที่ช่วยประคองเศรษฐกิจไทยในปีนี้

สำหรับทิศทางของธนาคารกสิกรไทยที่ดำเนินต่อจากนี้ คือ เข้าไปช่วยเหลือลูกค้าธนาคารในหลายๆ ทาง พร้อมมาตรการสนับสนุนเศรษฐกิจของภาครัฐ ที่จะมีส่วนสำคัญในการลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจภายในประเทศ และในอนาคตข้างหน้า นอกจากการฝ่าวิกฤตไวรัสโควิด-19 ครั้งนี้แล้ว ธนาคารกสิกรไทยจะยังคงบทบาทการเป็นสถาบันการเงินชั้นนำ ที่จะเป็นตัวจักรสำคัญในการพลิกฟื้นระบบเศรษฐกิจไทยให้เดินหน้าต่อไปได้ และพร้อมเสมอที่จะรับมือกับความท้าทายรูปแบบใหม่อื่นๆ ที่จะเกิดขึ้นอีกในอนาคต

ด้วยบทบาทและหน้าที่ของประธานกรรมการ ในการกำหนดนโยบายและกำกับดูแล ได้ประเมินฝ่ายบริหารและศักยภาพพื้นฐานของธนาคารแล้ว ก็มั่นใจว่า ยังดำรงความแข็งแกร่งเป็นที่น่าพอใจ และเชื่อมั่นว่าฝ่ายจัดการจะสามารถบริหารธนาคารให้ก้าวผ่านโจทย์ธุรกิจในช่วงแพร่ระบาดของโควิด-19 ควบคู่กับการสร้างความแข็งแกร่งของธุรกิจเพื่อรับมือดิสรัปชั่นและความท้าทายอื่นที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างเรียบร้อย
สุดท้ายนี้คุณกอบกาญจน์ทิ้งท้าย ด้วยหลักการทำงานที่ยึดถือมาตลอดเกือบ 40 ปีในการบริหารองค์กรและธุรกิจต่างๆ คือ การให้ความสำคัญกับคน และการสร้างคนให้มีแรงบันดาลใจ เพื่อให้เขากล้าคิดนอกกรอบ และทำให้คนเก่งร่วมมือในทิศทางและเป้าหมายเดียวกับองค์กร ซึ่งจะทำให้เกิดพลังขับเคลื่อนองค์กรไปสู่ฝัน

ทางด้าน คุณขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย ยอมรับว่าการรับตำแหน่งใหม่ในช่วงเวลาเช่นนี้ ถือว่าเป็นความท้าทายอย่างมาก อย่างไรก็ดี เธอเชื่อมั่นว่า การดำเนินงานของธนาคารสามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง เสมือนที่ธนาคารกสิกรไทยผ่านมาได้อย่างแข็งแกร่งในทุกวิกฤต เนื่องจากคณะผู้บริหารของธนาคารมีการกำหนดแผนยุทธศาสตร์และทิศทางธุรกิจสอดคล้องกันมาอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว

สำหรับการดำเนินธุรกิจของธนาคารกสิกรไทยต่อจากนี้ การจัดการที่จะเร่งทำให้มากขึ้นในภาวะเศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน ได้แก่

  • การส่งมอบบริการทางการเงินไปถึงลูกค้ารายรายเล็กให้ได้ทั่วถึงมากยิ่งขึ้น โดยยังคงหลักระมัดระวังและการบริหารความเสี่ยงที่ดี ซึ่งเป็นโจทย์ที่ควรเร่งทำเป็นอันดับต้นเพราะจะมีส่วนช่วยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ เป็นโจทย์ของธนาคารทั้งในฐานะคนทำธุรกิจและพลเมืองของประเทศ
  • การจัดการด้านต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน (Productivity management) ให้ส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการถึงลูกค้าได้ดีขึ้น เร็วขึ้น และถูกลง เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ไม่ใช่แค่การทำตามระเบียบของทางการ เพื่อให้แรงงานการผลิตมีค่าผลผลิตที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยเกื้อหนุนสำคัญให้ธุรกิจอยู่รอดในภาวะเศรษฐกิจนี้
  • การจัดการด้านทรัพยากรบุคคล ที่ต้องมีการยกระดับทักษะความสามารถพนักงาน ให้พร้อมรับมือกับภาวะการเปลี่ยนแปลงและเทคโนโลยีใหม่ๆ พร้อมกับยืนยันว่า ธนาคารฯ ไม่มีนโยบายลดพนักงาน
ประกอบกับโลกทุกวันนี้ที่เปลี่ยนไป ทั้งบทบาทของเทคโนโลยีที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคและการแข่งขันในธุรกิจอย่างมาก รวมกับวิกฤตเศรษฐกิจที่เข้ามากระทบ ปัจจัยที่จะมาสั่นคลอนและท้าทายชีวิตของลูกค้ามีมากขึ้น ทั้งเชิงธุรกิจและชีวิตส่วนตัว แต่ธนาคารกสิกรไทยจะอยู่กับลูกค้าทุกที่และทำให้ลูกค้ามั่นใจว่าอยู่กับ “กสิกรไทย” แล้วปลอดภัย โดยยังคงมุ่งมั่นที่จะ “เพิ่มอำนาจให้กับทุกชีวิตและธุรกิจของลูกค้า (Empower Every Customer’s Life and Business)” ด้วยบริการที่ตอบโจทย์ครอบคลุมความต้องการทางการเงินในทุกด้านของลูกค้า รู้ใจ ใส่ใจ พร้อมส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดทุกที่ทุกเวลา และเป็นผู้ให้บริการที่ลูกค้าไว้วางใจเลือกใช้บริการ 
“เหตุการณ์ต่างๆ ในภายภาคหน้าอาจมีการเปลี่ยนแปลงที่เหนือการคาดการณ์ได้มากมาย เราอาจยังไม่รู้ชัดว่าธุรกิจธนาคารจะเปลี่ยนแปลงไปในรูปลักษณ์ไหน แต่สิ่งที่เรารู้แน่ชัดคือ เราต้องมีแนวคิดที่พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง (Change Mind Set) มีความสามารถในการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ (Innovation) ที่สำคัญที่สุดคือ มีความรับผิดชอบต่อสังคมและโลกใบนี้ (Sustainability)
ทั้งนี้ ธนาคารกสิกรไทยไม่เพียงมุ่งหวังที่จะเป็นธนาคารหลักของระบบเศรษฐกิจไทยเท่านั้น แต่เรายังตั้งเป้าจะเป็นธนาคารหลักของภูมิภาค ซึ่งนี่คือยุทธศาสตร์หลักของธนาคาร”
สุดท้ายนี้ คุณขัตติยาทิ้งท้ายด้วยความเชื่อของเธอที่ว่า “Luck is what happens when prepraration meets opportunities” พร้อมกับย้ำว่า ทุกคนต้องไม่หยุดเรียนรู้และพัฒนาตัวเองให้พร้อมอยู่เสมอ เพราะในทุกวิกฤตย่อมมีโอกาส แต่โอกาสจะเป็นของคนที่พร้อมกว่าเสมอ เหมือนกับธนาคารกสิกรไทยที่ไม่หยุดเรียนรู้และรับฟังลูกค้าเพื่อตอบสนองความต้องการและไลฟ์สไตล์ของลูกค้าให้ดีขึ้นเรื่อยๆ
อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer