“พรหมลิขิต” สูตรละครภาค 2 เสี่ยง “แป๊ก” ลุ้น “ปัง” แต่ช่อง 3 ต้องไปต่อ

เมื่อคืนตอนจบแห่งชาติของละคร “บุพเพสันนิวาส” เรตติ้ง 17.9 ทั่วประเทศและถ้าเฉลี่ยตั้งแต่ต้นจนจบเรตติ้งประมาณ 13.2 สร้างเม็ดเงินรายได้ให้แก่ช่อง 3 เกือบๆ 600 ล้านบาทเลยทีเดียว (ค่าโฆษณา + อีเวนท์)

กลายเป็นฝันดีในช่วงวิกฤติช่อง 3 ที่ล่าสุดใช้แผนลดต้นทุนให้พนักงานสมัครใจลาออกพร้อมจ่ายเงินชดเชย 10 – 12 เดือน

แต่อะไรก็ไม่พีคเท่าตอนจบที่เมื่อวานช่อง 3 วางแผนแยบยลผ่านจอโทรทัศน์ผู้ชมเพื่อหวังโกยรายได้ในอนาคตด้วยฉาก End credit ทิ้งท้ายชวนให้คนดูติดตามชมภาค 2 ของ “บุพเพสันนิวาส”ในชื่อ “พรหมลิขิต”

ช่อง 3 กำลังทำละครเหมือนหนังดังอย่าง The avenger ของค่าย Marvel ที่ทิ้งปมให้คนติดตาม แต่อาจจะรอยาวนานกว่าสำหรับแผนการสร้างละครภาค 2 ของ “บุพเพสันนิวาส”

อย่างน้อยรอ 3 ปี มาพร้อมสูตรเดิม 

แม้ “รอมแพง” เจ้าของบทประพันธ์ “บุพเพสันนิวาส” จะบอกว่าเขาเริ่มเขียน “พรหมลิขิต” ตั้งแต่ 4 ปีที่แล้ว แต่ก็ยังไม่เสร็จสมบรูณ์เพราะต้องรอข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่เหลืออีกเล็กหน่อย แต่ก็คาดว่าน่าจะเขียนเสร็จพร้อมวางขายภายในปีนี้

เมื่อนวนิยายเขียนเสร็จแล้ว ก็ยังต้องผ่านกระบวนการเปลี่ยนเป็นบทโทรทัศน์ซึ่งน่าจะใช้เวลา 6 – 8 เดือนจากนั้นใช้เวลาถ่ายทำอีกประมาณ 2 ปีเบ็ดเสร็จแล้วอย่างน้อยๆ ต้องรอถึง 3 ปีเลยทีเดียวกว่าช่อง 3 จะกลับมา “กินบุญเก่า” โกยเรตติ้งและเม็ดเงินโฆษณา

แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นการตีตั๋วการันตีว่าละครจะดังเปรี้ยงเหมือนภาคแรก ถึงจะเปิดเผยแล้วว่า “พรหมลิขิต”  พระเอก นางเอก ก็ยังใช้สูตรเดิมคือ “โป๊ป – เบลล่า” 

เหตุผลเพราะต่อให้ใช้คู่แม่เหล็กเดิมแต่ก็ใช่ว่าจะสำเร็จเหมือนภาคแรก เพราะคำว่า Content ไม่มีคำว่า “โชคช่วย” โจทย์คือจะต้องครีเอท Content อย่างไรให้ออกมาโดนใจมหาชน

เนื้อเรื่องต้องเปลี่ยนไปจากภาคแรกแน่นอน แต่สิ่งที่ “รอมแพง” และผู้กำกับละครต้องเก็บรักษาไว้จากภาคแรก แล้วนำกลับมาใช้เป็นอาวุธเรียกเรตติ้งในภาค 2 คือ

1.ความฮาทั้งพระเอก – นางเอกไล่จนไปถึงกลุ่มบ่าวทาสในเรือน

2.ฉากอลังการที่ฉายภาพยุคอดีตให้คนดูต้อง Wow

3. ความน่ารักฉากกุ๊กกิ๊กระหว่างพระเอกกับนางเอกให้ “ฟิน” นอนจิกหมอน

4.อิงประวัติศาสตร์ให้คนได้เรียนรู้

ภาคแรก “ปัง” ใช่ว่าภาคสองจะ “รุ่ง” 

ส่วนเหตุผลที่ช่อง 3 จำเป็นต้องรีบเร่งให้ “พรหมลิขิต” ออกอากาศให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะหากทิ้งช่วงไว้นานกระแสจางหายคนหลงลืมความฟิน แล้วเมื่อละคร “พรหมลิขิต” ถึงเวลาออนแอร์จริงๆ อาจต้องใช้พลังการโปรโมทมากกว่าปรกติเพื่อจุดกระแสให้ติด

ยิ่งในอดีตที่ผ่านมาช่อง 3 เองก็เคยทำละครต่อภาค 2 อยู่หลายเรื่องแต่ที่ประสบความสำเร็จเป็นรูปธรรมชัดเจนน่าจะมีเพียงไม่กี่เรื่องอย่าง “ดอกส้มสีทอง” ที่เรตติ้งดีกว่าภาคแรกอย่าง “มงกุฎดอกส้ม” 

แต่ใช่ว่า…ช่อง 3 จะเข็ดขยาดเพราะเวลานี้ก็กำลังผลิตละครภาค 2 อีก 2 เรื่องไม่ว่าจะเป็น “นาคี 2” ที่ดึง “ณเดชน์ – ญาญ่า” เข้ามาสร้างกระแสหรือแม้แต่ละครดังในอดีตอย่าง “แรงเงา” ซึ่งภาค 2 ใช้ชื่อว่า “แรงแค้น”     

แน่นอนละครฟอร์มยักษ์เหล่านี้จะต้องถูกบรรจุสล็อตเวลา “ออนแอร์” ในช่วง Prime time 20.30 – 23.00 ซึ่ง “พรหมลิขิต” ก็เช่นกัน ที่หากทำเรตติ้งได้ใกล้เคียงหรือเทียบเท่ากับ “บุพเพสันนิวาส” นั้นหมายความว่าจะสามารถขายโฆษณาได้ในราคา 480,000 บาท/นาที

โดยที่ช่อง 3 จะไม่โดนกดราคาเหมือนอย่างละครเรื่องอื่นๆ ที่เรตติ้งธรรมดาๆ หรือย่ำแย่ในช่วง Prime time ถึงจะติดป้ายขายโฆษณานาทีละ 450,000 บาท แต่เมื่อบวกส่วน ลด แลก แจก แถม เพื่อให้สล๊อตเวลาโฆษณาเต็มราคาขายจริงของช่อง 3 จะเหลือประมาณ 320,000 – 350,000 บาท

แต่กว่า…จะถึงวันที่ “พรหมลิขิต” ออนแอร์ ช่อง 3 เองก็ต้องผลิตละครเรื่องอื่นๆ ให้มีเรตติ้งถูกใจเอเจนซี่และแบรนด์สินค้า โดยล่าสุดอาศัยกระแสของ “บุพเพสันนิวาส” ที่ปลุกชีพให้ละครพีเรียดย้อนยุคกลับมาร้อนแรงด้วยการส่ง “หนึ่งด้าวฟ้าเดียว” ออนแอร์ต่อทันที ซึ่งเป็นวรรณกรรมไทยเรื่องราวอิงประวัติศาสตร์ ในยุคปลายกรุงศรีอยุธยาโดยมี “เจมส์ จิรายุ กับ แต้ว ณฐพร” เป็นคู่จิ้น แต่จะฟินเวอร์เทียบกับคู่ “โป๊ป เบลล่า” หรือเปล่าคงต้องติดตามดูกันต่อไป

ยิ่งเวลานี้ทีมผู้บริหารช่อง 3 ประกาศชัดเจนแล้วว่าต่อจากนี้ไปจะเน้นให้ความเข้มข้นกับ Content ละครมากขึ้นกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นสล็อตเวลาที่อัดฉีดมากขึ้นรวมไปถึงการให้เม็ดเงินในการผลิตให้แก่ผู้จัดละครมากขึ้น 

เป็นช่วงเวลาที่ช่อง 3 กำลังเทหมดหน้าตักให้กับ Content อย่างละคร เพราะถึงอย่างไร ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ยุคกี่สมัย “ละคร” ยังเป็นอะไรที่ถูกจริตผู้ชม เอเจนซี่ – และแบรนด์ชี้นิ้วเลือกที่จะซื้อเวลาโฆษณา