เอไอเอส เปิดยุทธศาสตร์พาไทยก้าวขึ้นผู้นำ 5G ในภูมิภาคอาเซียน (วิเคราะห์)

ในวันนี้ประเทศไทยคือเป็นประเทศแรกในอาเซียนที่สามารถขับเคลื่อนประเทศสร้างเศรษฐกิจดิจิทัลใหม่ ๆ ผ่านเครือข่าย 5G จากการที่โอเปอเรเตอร์ต่างเร่งพัฒนาโครงข่าย 5G ครอบคลุมในพื้นที่มีการใช้งาน หลังจากที่ กสทช. เปิดประมูลคลื่น 5G เมื่อกุมภาพันธ์ 2563 ที่ผ่านมา

ความรวดเร็วในการขยายโครงข่าย 5G ในประเทศไทย ถือเป็นเครื่องยืนยันในความพร้อมของผู้ประกอบการโทรคมนาคมในประเทศ ในการตั้งมั่นสร้างประสบการณ์การเข้าถึงโลกดิจิทัลให้กับคนทั้งประเทศ

เพราะในวันนี้การเชื่อมต่อบนโลกดิจิทัลเป็นฟันเฟืองหนึ่งที่สำคัญในการพัฒนาประเทศในด้านต่าง ๆ ทั้งด้านสังคมและเศรษฐกิจให้กับประเทศไทย

โดยเฉพาะเอไอเอส ผู้ให้บริการเครือข่ายมือถืออันดับหนึ่งต่อเนื่องมาตลอด 30 ปี ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเครือข่ายให้มีคุณภาพและเข้าถึงผู้บริโภคในทุกมิติอย่างมั่นคงและต่อเนื่องตามการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและพฤติกรรมของผู้บริโภคในแต่ละยุคสมัย

และอะไรคือสิ่งที่สำคัญที่ เอไอเอส ยังคงยืนหนึ่งด้านเครือข่ายที่ตอบโจทย์การใช้งานของลูกค้า 41 ล้านเลขหมาย ในทุก ๆ ด้าน

ในวันนี้ Marketeer ร่วมพูดคุยกับ วสิษฐ์ วัฒนศัพท์ หัวหน้าฝ่ายงานปฏิบัติการและสนับสนุนด้านเทคนิคทั่วประเทศ เอไอเอส ถึงแนวทางการพัฒนานวัตกรรมเครือข่ายเอไอเอสที่เป็นเหมือนกระดูกสันหลังที่แข็งแกร่งในการให้บริการบนเครือข่ายคุณภาพเอไอเอส

“ตลอด 30 ปีที่ผ่าน มาเอไอเอสลงทุนด้านเครือข่ายด้วยงบประมาณรวมกันทั้งสิ้น 1.1 ล้านล้านบาท เพื่อยกระดับเครือข่ายสู่โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยในทุกภาคส่วน โดยกลยุทธ์ด้านโครงข่ายของเอไอเอสจะมีการปรับเปลี่ยนตามยุคสมัย สอดคล้องกับความต้องการการใช้งานของผู้บริโภคในแต่ละช่วงเวลา”

เริ่มตั้งแต่การเปลี่ยนเทคโนโลยีมือถือจาก Analog สู่ยุค 2G บนเครือข่าย GSM เป็นช่วงเวลาที่เริ่มมีการใช้งานมือถืออย่างแพร่หลายทั่วประเทศ หน้าที่สำคัญของฝั่งวิศวกรเครือข่ายของเอไอเอสคือ การขยายเครือข่ายให้ครอบคลุมทั่วประเทศเพื่อรองรับการใช้งาน

ในยุคการเปลี่ยนแปลงจาก 2G เป็น 3G ในฝั่งดีไวซ์มือถือเพิ่มเทคโนโลยีมือถือ มีกล้องถ่ายภาพเข้ามาเป็นจุดขายใหม่ พร้อมเกิดเทคโนโลยีส่งข้อความด้วยภาพในรูปแบบ MMS และเป็นจุดเริ่มต้นของการใช้งานโซเชียลมีเดียในรูปแบบต่าง ๆ จากการที่ผู้บริโภคสามารถถ่ายรูปและโพสต์เองได้

ทางในฝั่งวิศวกรเครือข่าย เปลี่ยนแปลงกลยุทธ์พัฒนาเครือข่ายจากการขยายเพื่อครอบคลุมสู่การพัฒนาคุณภาพของเครือข่ายเพื่อรองรับการใช้งานดาต้าที่มีการเติบโตด้านการใช้งานอย่างต่อเนื่อง

เมื่อเดินทางเข้ามาอยู่ในยุคของ 4G ยุคของการเข้าถึงดาต้าจำนวนมหาศาล จากการเติบโตของโซเชียลมีเดีย มิวสิก และวิดีโอสตรีมมิ่ง ที่เข้ามาเป็นหนึ่งในคอนเทนต์หลักในชีวิตประจำวันของผู้บริโภค

การบริหารเครือข่ายเอไอเอสเปลี่ยนสู่การสร้าง User Experience สร้างประสบการณ์การใช้งานดาต้าของผู้บริโภคให้ลื่นไหลไม่มีสะดุด

“การบริหารเครือข่ายมีความท้าทายอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งมอบเครือข่ายดิจิทัลที่มีคุณภาพ รองรับการใช้งาน สร้างประสบการณ์ที่ดีบนเครือข่ายเอไอเอส ซึ่งการบริหารเครือข่ายเอไอเอสไม่ได้เป็นเพียงการนำเทคโนโลยีที่ซื้อมาจากผู้ผลิตต่างประเทศมาติดตั้งบนเครือข่ายให้บริการกับลูกค้าเอไอเอสเท่านั้น แต่เป็นการขยายเครือข่ายในรูปแบบ Tailor Made Network ที่ออกแบบโดยวิศวกรของเอไอเอสเพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งานในแต่ละพื้นที่ที่แตกต่างกันไป”

การที่วิศวกรเอไอเอสไม่หยุดนิ่งที่จะออกแบบเครือข่ายในรูปแบบ Tailor Made Network ให้รองรับกับการใช้งานในแต่ละยุคสมัย ทำให้ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา เอไอเอส ได้รับการยอมรับในระดับสากลในฐานะ The First Innovation Network ที่สามารถพัฒนา และให้บริการเป็นรายแรกของโลกอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหลายนวัตกรรมได้กลายเป็นมาตรฐานใหม่ของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมที่โอเปอเรเตอร์ทั่วโลกให้การยอมรับ

สำหรับยุค 5G เครือข่ายที่จะกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลที่สำคัญแห่งอนาคต วสิษฐ์บอกกับ Marketeer ว่า หน้าที่ของวิศวกรเครือข่ายได้เปลี่ยนไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง

“5G เปลี่ยนบทบาทของวิศวกรเครือข่าย จากการดีไซน์เครือข่ายให้มีคุณภาพและประสิทธิภาพ รองรับการใช้งานของผู้บริโภคทั่วประเทศ ยกระดับไปสู่การร่วมมือกับพาร์ตเนอร์และลูกค้า ในแบบที่เรียกว่า Customize Network ตามการใช้งานในแต่ละอุตสาหกรรม พร้อมพัฒนา Use Case ใหม่ ๆ ที่สามารถนำ 5G มาใช้ประโยชน์ในด้านต่าง ๆ  เพื่อช่วยขับเคลื่อนภาคเศรษฐกิจ สังคม และยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทยในหลากหลายมิติ”

แม้การมาของ 5G จะมาพร้อมกับโควิด-19 วสิษฐ์มองว่า คือโอกาส ผลักดันให้ผู้บริโภคเห็นภาพของบริการเทเลคอม เป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลอย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น และมาพร้อมกับความท้าทายที่สำคัญของทีมวิศวกรในการเร่งขยายเครือข่าย 5G เอไอเอส เพื่อพัฒนาสู่ User Case ใหม่ ๆ ที่สร้างประโยชน์ให้กับประเทศ

“ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในประเทศไทยที่ผ่านมา ทีมวิศวกรเอไอเอสยังคงปฏิบัติหน้าที่ขยายเครือข่าย 4G และ 5G อย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับการใช้งานของลูกค้าทุกภาคส่วน รวมถึงการเร่งพัฒนาการใช้งาน 5G เพื่อประโยชน์ให้กับประเทศในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะด้านการแพทย์ เช่น การนำ 5G มาใช้กับหุ่นยนต์ดูแลผู้ป่วยโควิด-19”

นอกจากนี้ เอไอเอสต่อยอดนำ 5G มายกระดับการรักษาในรูปแบบของโซลูชั่นทางการแพทย์ครบวงจร (5G Total Telemedicine Solutions) เช่น มาช่วยในการส่งภาพ CT Scan ปอดของผู้ที่มีความเสี่ยง ก่อนนำระบบวิเคราะห์ข้อมูลมาช่วยเพื่อเปรียบเทียบกับภาพปอดของผู้ที่ติดเชื้อ เพื่อคัดกรองผู้ป่วยเบื้องต้นในผู้ป่วยต่างจังหวัด

วสิษฐ์กล่าวว่าในอดีตการอ่านผลจาก CT Scan ในบางโรงพยาบาล โดยเฉพาะโรงพยาบาลต่างจังหวัดที่มี CT Scan แต่ไม่มีบุคลากรทางการแพทย์เฉพาะทางที่อ่านข้อมูลและวินิจฉัย โรงพยาบาลจะต้องส่งผลจาก CT Scan ไปยังส่วนกลางที่กรุงเทพฯ เพื่อรอแพทย์เป็นผู้อ่านข้อมูลและวินิจฉัย

และ 5G ยังสามารถช่วยบุคลากรทางการแพทย์ในการวินิจฉัยผลจาก CT Scan ได้รวดเร็วขึ้น ผ่านการประมวลผลการทำงานร่วมกับ AI ที่ให้ผลแม่นยำถึง 96% จากเดิมที่ต้องใช้ระยะเวลากว่า 1 ชั่วโมง ในการเปรียบเทียบภาพ CT Scan และวินิจฉัย แต่เมื่อใช้งาน AI จะใช้เวลาเพียง 30 วินาทีเท่านั้น

จาก Use Case ในการนำ 5G ยกระดับทางการแพทย์ในช่วงโควิด-19 เอไอเอสยังคงต่อยอดการนำ 5G มาเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญในการยกระดับทางการแพทย์ ในด้านอื่น ๆ เช่น การนำ 5G มาประยุกต์ใช้กับการรักษาผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลันทั้งชนิดตีบและแตกอย่างรวดเร็ว ในรูปแบบ Telemedicine ของหน่วยรักษาอัมพาตเคลื่อนที่ศิริราช

การขยายเครือข่าย 5G ในพื้นที่โรงพยาบาล เพื่อยกระดับทางการแพทย์ เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ AIS 5G-Forging Thailand’s Recovery ในการวางเครือข่าย 5G เป็นเครือข่ายพื้นฐานที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต สังคม และเศรษฐกิจของประเทศไทยในวันนี้และอนาคต

ซึ่งภายใต้ยุทธศาสตร์ AIS 5G-Forging Thailand’s Recovery ประกอบด้วยทิศทางที่สำคัญที่ช่วยพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศอีกประการหนึ่งได้แก่

การให้ความสำคัญในการขยายเครือข่าย 5G ครอบคลุมเต็มพื้นที่ 100% นิคมอุตสาหกรรมใน EEC เพื่อพัฒนาเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลในเขตอุตสาหกรรม EEC ทั้งภาคพื้นดิน ภาคอากาศ และภาคทางทะเล จากเอไอเอสเล็งเห็นพลังในการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติที่มีแนวทางในการกระจายกำลังการผลิตจากประเทศจีนเพื่อกระจายความเสี่ยงสู่ประเทศอื่น ๆ ที่มีความพร้อมรองรับการลงทุน

ซึ่งเงินลงทุนนี้สามารถขับเคลื่อนประเทศก้าวเดินไปข้างหน้าได้อย่างมีนัยสำคัญ และ EEC เป็นพื้นที่ที่สำคัญในการขับเคลื่อนประเทศในภาคอุตสาหกรรมในอนาคต

นอกเหนือจากการวางโครงสร้างพื้นฐาน 5G ที่ครอบคลุมในพื้นที่ EEC เอไอเอสยังได้ต่อยอดความร่วมมือด้วยการจัดตั้งบริษัทร่วมทุน ภายใต้ชื่อ “บริษัท สห แอดวานซ์ เน็ทเวอร์ค จำกัด หรือ SAN” นำเครือข่ายเอไอเอส 5G เสริมแกร่งอุตสาหกรรมในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมใน EEC

ทดสอบ 5G Smart Airport ที่สนามบินอู่ตะเภา และการทดสอบ 5G Smart Seaport บริเวณท่าเรือแหลมฉบัง โดยเคสนี้ AIS เลือกใช้ 5G แบบ SA (Stand Alone) ในการ Remote Control Crane  ระยะทางไกล และทำระบบ Smart Security ผ่าน 5G CCTV โดยระบบ 5G SA จะมีข้อดีคือสามารถอกแบบเครือข่ายที่เป็น Private Network ลด Latency ให้ต่ำทำให้สามารถควบคุมได้ Real Time และรับประกันความปลอดภัยข้อมูลสูงสุด จึงทำให้ต่อยอดเครือข่าย 5G เพื่อธุรกิจและอุตสาหกรรมการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ และนำไปประยุกต์ใช้ใน Use Case ต่าง ๆ ได้อีกมากมาย

“การยกระดับ EEC สู่ Smart Industrial ผ่านเครือข่าย 5G เอไอเอส เป็นพลังที่ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ความได้เปรียบด้านความพร้อมของโครงสร้างเครือข่าย 5G ที่จะเป็นเครือข่ายพื้นฐานในอนาคต และเปรียบเทียบกับกลุ่ม CLMV อย่างประเทศกัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม ประเทศไทยถือว่าได้เปรียบกว่าทุกประเทศที่กล่าวมา ที่ยังไม่มีการเปิดให้บริการ 5G เชิงพาณิชย์อย่างเป็นทางการ เป็นเพียงการทดลองทดสอบ 5G”

“ส่วนประเทศอื่น ๆ ในอาเซียน เช่น สิงคโปร์ เป็นเพียงการทดลองทดสอบ 5G บริเวณท่าเทียบเรือ และประเทศฟิลิปปินส์ มีการเปิดให้บริการ 5G บนเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ และ Fixed Wireless Access เท่านั้น”

นอกเหนือจากความตั้งใจในการปูพรมคลื่น 5G บนพื้นที่ EEC เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญให้กับประเทศไทยแล้ว วสิษฐ์กล่าวต่อว่า เอไอเอสจับมือร่วมกับพาร์ตเนอร์หลายภาคส่วนสร้าง Use Case ใหม่ ๆ บนเครือข่าย 5G เช่น การจับมือกับเทศบาลนครเกาะสมุยเดินหน้าทดลองและทดสอบเทคโนโลยี Smart Pole ผ่านเครือข่าย 5G เพื่อควบคุมการเปิด ปิด หรือหรี่แสง ได้อัตโนมัติ สอดคล้องกับภูมิอากาศ และกล้องวงจรปิด CCTV เชื่อมต่อสัญญาณภาพบนเครือข่าย 5G ไปยังส่วนกลาง ซึ่งจะช่วยยกระดับความปลอดภัยเมืองให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ทั้งหมดนี้ยืนยันได้เป็นอย่างดีว่า เครือข่าย 5G เอไอเอสบนระบบ NSA (Non Stand Alone) พร้อมให้บริการครบ 77 จังหวัด และพร้อมเดินหน้าขยายเครือข่าย 5G บนเทคโนโลยี SA (Stand Alone) ให้ครอบคลุมทั่วประเทศภายในเดือนสิงหาคม 2563 จากในปัจจุบัน เอไอเอส วางเครือข่าย 5G ในระบบ SA ในเขตกรุงเทพฯ และ EEC เสร็จสิ้นตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2563 เพื่อรองรับการใช้งานของสมาร์ทโฟน HUAWEI P40 Pro, HUAWEI P40 Pro+ สมาร์ทโฟนระบบ SA เครื่องแรกของโลก และการเชื่อมต่อการทำงานในรูปแบบ IoT ของภาคอุตสาหกรรมที่ต้องการความแม่นยำในการรับส่งข้อมูลที่สูง

วสิษฐ์อธิบายถึงเทคโนโลยี 5G SA ว่า ระบบการให้บริการ 5G ในปัจจุบันมีอยู่ด้วยกัน 2 ระบบ ได้แก่ ระบบ NSA (Non Stand Alone) ซึ่งเป็นระบบ 5G ที่ทำงานร่วมกับ 4G ส่วน และ SA (Stand Alone) ที่เป็นระบบ 5G โดยเฉพาะ โดยระบบ SA ให้ความหน่วงที่ต่ำ และให้ความเร็วในการรับส่งข้อมูลที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า

สิ่งที่ทำให้เอไอเอสให้ความสำคัญในการติดตั้งเครือข่าย 5G ผ่านทั้ง 2 ระบบ มาจากดีไวซ์มือถือที่รองรับการใช้งาน 5G มีการพัฒนาบนพื้นฐานของเทคโนโลยีที่ต่างกัน และการที่เอไอเอสมีทั้งเครือข่าย 5G บนระบบ NSA และ SA ทำให้รองรับการใช้งานดีไวซ์ได้มากกว่าการมีเพียงระบบเดียว

เหนือจากนั้น การมีเทคโนโลยีทั้ง 2 ระบบ NSA และ SA ให้บริการบนเครือข่าย 5G ยังเป็นหนึ่งนวัตกรรมที่ทำให้เอไอเอสพัฒนาเครือข่ายให้บริการในรูปแบบ 5G Network Slicing สำหรับภาคอุตสาหกรรมเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ซึ่ง 5G Network Slicing เป็นเทคโนโลยีเครือข่าย 5G ที่มีศักยภาพในการปรับแต่งคุณสมบัติเครือข่ายและทรัพยากร ให้มีความยืดหยุ่น เหมาะสม และสอดคล้องกับลักษณะการนำไปใช้งานของแต่ละอุตสาหกรรมแต่ละรูปแบบได้เป็นอย่างดี

ซึ่งการมองเห็นความสำคัญของการผลักดัน 5G สู่การใช้งานในระดับแมส เป็นแนวทางที่เอไอเอสได้วางแนวทางตั้งแต่เริ่มต้นนับตั้งแต่วันแรกที่เอไอเอสแสดงเจตจำนงขอเข้าร่วมประมูล จนในปัจจุบันเอไอเอสเป็นโอเปอเรเตอร์ที่ครอบครองคลื่นที่มากที่สุดในประเทศไทยมากถึง 1420 MHz  ไม่รวมคลื่นที่เกิดจากความร่วมมือกับพาร์ตเนอร์ ครอบคลุมคลื่นความถี่ต่ำจนถึงคลื่นความถี่สูง

การที่เอไอเอสได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่มีคลื่นมากที่สุดในประเทศไทย แต่การนำคลื่น 2600 MHz เป็นคลื่นหลักในการขยายเครือข่าย 5G ในปัจจุบัน ด้วยเหตุผลคือคลื่น 2600MHz เป็นคลื่นที่ดีทั้งในแกน Coverage สามารถทะลุทะลวงได้ดี และมี Bandwidth ที่กว้าง จึงทำให้ลูกค้าสามารถสัมผัสได้ถึงความเร็วของ 5G

และการพัฒนาบนคลื่น 2600 MHz ยังได้รับผลประโยชน์อีกประการหนึ่งคือ คลื่น 2600 MHz เป็นคลื่นที่รองรับการใช้งาน 4G ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้การวางเครือข่าย 5G 2600 MHz เป็นการวางเครือข่ายที่คุ้มค่ากับการให้บริการ 5G และเติมเต็มประสบการณ์การใช้งาน 4G ของลูกค้าเอไอเอสให้เต็มอิ่มยิ่งขึ้น

ซึ่งทั้งหมดนี้คือความตั้งใจของเอไอเอสที่พร้อมขับเคลื่อนประเทศให้เติบโตบนโครงสร้างพื้นฐานที่ยืนหนึ่งในประเทศไทยที่ทั่วโลกให้การยอมรับ

 

 

Marketeer FYI

เปิดนวัตกรรมเครือข่าย 5G เอไอเอส

การที่เอไอเอสมีเครือข่าย 5G ทั้ง 2 ระบบ ทำให้เอไอเอสได้พัฒนานวัตกรรมเครือข่ายเพื่อเสริมประสิทธิภาพการใช้งาน 5G กับลูกค้าเอไอเอสอย่างมีประสิทธิภาพ

โดยนวัตกรรมเทคโนโลยี 5G ของเอไอเอส ประกอบด้วย

  • 5G Dual Mode NSA / SA

เต็มรูปแบบกับเครือข่าย 5G ที่รองรับการใช้งานได้ทุกโหมดไม่ว่าจะเป็น 5G NSA (Non-Stand Alone) หรือ 5G SA (Stand Alone) เพื่อการใช้งาน 5G ทุกรูปแบบและพร้อมรับการใช้งาน 5G ที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็นการใช้งาน 5G ที่ใช้กับลูกค้ามือถือทั่วไป และ 5G ในรูปแบบอื่นที่เป็น Massive IoT และ Massion Critical เช่น ในภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ เป็นต้น

  • 5G Network Slicing

เทคโนโลยีของเครือข่าย AIS 5G ที่มีศักยภาพในการปรับแต่งคุณสมบัติเครือข่ายและทรัพยากร เพื่อให้สอดคล้องและยืดหยุ่นกับลักษณะการใช้งานแต่ละรูปแบบ ในแต่ละพื้นที่ของธุรกิจได้อย่างคล่องตัว ทำให้สามารถรับประกันคุณภาพของการเชื่อมต่อและความเร็วได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

  • 5G Multiaccess Edge Computing (MEC)

สร้างระบบคลาวด์ให้เข้าใกล้ผู้ใช้งานมากที่สุด ช่วยให้สามารถใช้งานเครือข่ายด้วยการเข้าถึงแบบไร้สาย เพื่อให้บริการประมวลผลผ่านระบบคลาวด์ได้ในปริมาณมากและมีความปลอดภัยสูงสุด

  • 5G Massive MIMO 64T64R

เป็นเทคโนโลยีใน 5G ที่จะเข้ามาช่วยเพิ่มขีดความสามารถการรับส่งข้อมูล (Capacity) ได้ดีขึ้น จากมากกว่า 4G ช่วยลดสัญญาณรบกวน และสามารถปรับแต่งสัญญาณให้เหมาะสมในการสื่อสารกับอุปกรณ์ที่มีจำนวนมาก และแตกต่างกัน (Beamforming)

  • 5G FWA (Fixed Wireless Access)

การส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตผ่านคลื่นไร้สายไปยังตัวรับสัญญาณ เพื่อให้ตัวรับสัญญาณทำการจ่ายสัญญาณต่อไปยังระบบเครือข่ายภายในอาคาร โดยไม่ต้องเดินสายสัญญาณ สามารถติดตั้งได้อย่างรวดเร็ว เหมาะสำหรับการใช้งานในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมต่อการเดินสายสัญญาณ โดยคุณสมบัติของเทคโนโลยี 5G จะช่วยเติมเต็มประสิทธิภาพที่มากกว่า 4G เหมาะสมกับการใช้งานเครือข่ายของภาคธุรกิจ

โดยล่าสุด GSMA สมาคมผู้ให้บริการเครือข่ายโทรคมนาคมที่มีสมาชิกมากกว่า 800 รายทั่วโลก ประกาศรับรองให้ AIS เป็นผู้ให้บริการรายแรกและรายเดียวในไทยที่ให้บริการ 5G Fixed Wireless Access เชิงพาณิชย์อย่างเป็นทางการ ด้วยประสิทธิภาพของ 5G ในการรองรับการใช้งานได้หลากหลาย ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าองค์กร

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline

 

 

 

 



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน