ไปรษณีย์ไทย” ชื่อนี้คงรู้จักกันดีเพราะนี้คือแบรนด์ที่อยู่คู่วงการ Logistics มากกว่า 100 ปี ทำให้ในอดีตหากใครอยากส่งของหรือสินค้าไกลแค่ไหน “ไปรษณีย์ไทย” จะกลายเป็นชื่อแรกในหัวสมอง

“ไปรษณีย์ไทย” จึง “กินเรียบนิ่มๆ” แบบไม่มีใครมาแย่งเค้กก้อนโตนี้ได้เลย

จนเมื่อเทรนด์การซื้อ – ขายในโลกออนไลน์ขยายตัวขึ้นแบบ “ติดจรวด” ใครๆ ก็มาเปิดร้านค้าออนไลน์มากขึ้น “เค้กตลาดส่งพัสดุ” ก็ใหญ่ขึ้น ผลที่ตามมาคือคู่แข่งก็เพิ่มมากขึ้น เช่นกัน

 นิ่ม เอ็กเพรส, SCG EXPRESS, DHL และรายอื่นๆ แต่ที่น่าจะเป็น “ผู้ท้าชิงตัวจริง” และสร้างความกังวลใจให้แก่  “ไปรษณีย์ไทย” มากที่สุดนั้นคือ Kerry express

Inter Brand ไล่จี้ Local Brand

เพราะเวลานี้หากถามพ่อค้า – แม่ค้าในออนไลน์ว่าจะส่งพัสดุที่ไหน Kerry express เริ่มจะไล่จี้มาติดๆ กับคำว่า EMS ของไปรษณีย์ไทย

ความน่ากลัวของ Kerry express บริษัท Logistics สัญชาติ ฮ่องกงรายนี้คือในเวลาเพียงแค่ 12 ปี สามารถอัพเกรดบริการของตัวเองได้อย่างรวดเร็ว แถมยังกระจายสาขาปักหมุดแบบรัวๆ   

ความเคลื่อนไหวล่าสุดคือการควักกระเป๋า 800 ล้านบาทขยายจุดบริการจากเดิม 1,500 สาขาเพิ่มเป็น 2,500 สาขาในปีนี้

เป็นการเพิ่มสาขาเกือบๆ เท่าตัวภายใน 1 ปี เพราะ Kerry express เชื่อว่าพฤติกรรมการส่งพัสดุของคนไทยทั่วประเทศ ก็ไม่ต่างจากพฤติกรรมการเข้าร้านสะดวกซื้อ ขอร้านที่สะดวกใกล้บ้าน ยิ่งชื่อชั้นแบรนด์ตัวเอง ณ เวลานี้ “บ่มเพาะ” มานานจนแข็งแกร่งใกล้เคียงกับ “ไปรษณีย์ไทย”

หากมีสาขาที่ครอบคลุมมากขึ้นก็เปรียบเสมือนมี “แม่เหล็ก” ดูดลูกค้ามาจากมือ “ไปรษณีย์ไทย” ให้มาเป็นลูกค้าตัวเองได้ไม่ยาก

และเมื่อมีสาขาเพิ่มมากขึ้น Kerry express ก็ต้องเพิ่มจำนวนยานพาหนะให้มากขึ้นเป็นอีก 2 เท่าจากเดิมที่มีอยู่ และเตรียมเปิดศูนย์กระจายสินค้าย่อยเพิ่มอีกกว่า 300 แห่ง สุดท้ายคือการเพิ่มจำนวนพนักงานที่จะต้องเพิ่มขึ้นอย่างต่ำๆ อีก 1 เท่าตัว

Kerry express ปิดจุดอ่อนตัวเอง

การเพิ่มจำนวนพนักงาน “จัดเต็ม” เพื่อให้สอดคล้องกับการขยายธุรกิจที่กว้างมากขึ้น เพราะอย่าลืมว่าสิ่งที่ Kerry express ยังห่างไกลจาก ไปรษณีย์ไทย คือจำนวนสาขาตัวแทนรับฝากส่งพัสดุ เพราะฉะนั้นต้อง “ปิดจุดอ่อน” ตรงนี้ หากลูกค้าไม่อยากเดินทาง ก็มีบริการส่งพนักงานไปรับถึงหน้าบ้านเลย

บริการที่ว่าคือ Bangkok Sameday เรียกรับพัสดุผ่าน Application Kerry Express หรือ Call Center เพื่อเรียกพนักงาน Kerry Express เข้าไปรับพัสดุจากต้นทางภายใน 1 ชั่วโมง และส่งถึงมือผู้รับภายในวันเดียวกัน

จะเห็นว่า Kerry Express ไม่ได้มาเล่นๆ แต่อัพเกรดตัวเองขึ้นทุกๆ ปี นั้นเพราะประเมินสถานการณ์ตัวเองแล้วว่าที่ผ่านมารายได้ก็เติบโตขึ้นทุกๆ ปี

จากปี 2558 มีรายได้ 1,500 ล้านบาท ปีถัดมา 2559 มีรายได้ 3,230 ล้านบาท และมีการคาดเดาว่าเมื่อปี 2560 ที่ผ่านมาน่าจะมีรายได้เกือบๆ 5,000 ล้านบาทเลยทีเดียว

ไม่แปลก! หากใครเป็นเจ้าของธุรกิจเมื่อควักเงินลงทุนไปมหาศาล ผลลัพธ์ทางรายได้เติบโตมากกว่า 100% ในทุกๆ ปี เป็นใครก็ต้องใส่เม็ดเงินลงทุนต่อเนื่อง ?

ยิ่งเป้าหมายคือต้องยกระดับเทียบชั้นราชันย์การส่ง “พัสดุ” อย่าง ไปรษณีย์ไทยที่ครองตลาดนี้มาอย่างยาวนาน ด้วยแล้วนั้น Kerry Express ต้องลงทั้งเงิน ลงทั้งไอเดีย และการสื่อสาร Branding โดยเฉพาะพื้นที่ต่างจังหวัดให้มากกว่าที่เป็นอยู่ ณ เวลานี้

เพราะหากเทียบกันต่อตารางเมตรในพื้นที่ต่างจังหวัด Kerry Express ยังคนละชั้นกับ “ไปรษณีย์ไทย”

หาก Kerry Express คิดว่าเวลานี้ตัวเองเทียบชั้น  ไปรษณีย์ไทย ได้แล้วคงต้องบอกว่า เป็นอะไรที่ Inter Brand รายนี้ “คิดผิด” พร้อมกับต้องชำเลืองมองไปที่รายได้มหาศาลของ “ราชันตลาดพัสดุเมืองไทย”

kerry กับ ไปรษณีย์

 

“ไปรษณีย์ไทย” แข็งแกร่ง” เหมือนเดิม

เพิ่มเติมคือ “เติบโต”

25,975 ล้านบาทคือรายได้ในปี 2559 ของ ไปรษณีย์ไทยและในปี 2560 ที่ผ่านมามีการประเมินว่ารายได้ไปรษณีย์ไทยเติบโตเกือบๆ 10%

หากใครที่กำลังคิดว่า ไปรษณีย์ไทย กำลังหลังพิงฝา เจอ “คู่แข่ง” รุมกินโต๊ะแย่งชิงลูกค้าไปจากมือ กำลังคิดผิดถนัด

เพราะในขณะที่เกิด “คู่แข่ง” เพิ่มมากขึ้นแถมยังอัพเกรดบริการกันทุกคนอยู่ตลอดเวลา แต่ตลาด E – commerce เองก็โตอย่างก้าวกระโดดพรวดๆ 

อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ นั้นคือความต้องการรับส่งพัสดุมีเพิ่มมากขึ้นมหาศาล ถึงจะมีคู่แข่งเข้ามาแย่งชิงลูกค้า แต่ไปรษณีย์ไทยยังเก็บเกี่ยวตลาดนี้ได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ

โดยเฉพาะบริการที่ใครคิดว่าตายแต่ก็ยังไม่ตายอย่าง จดหมาย ที่ยังมีจำนวนผู้ส่งมหาศาล โดยปัจจุบันมีสัดส่วน 25% ของรายได้ไปรษณีย์ไทยรวมถึง “สแตมป์” เองก็ยังเป็นสินค้าที่ขายดีแถมยังทำให้สวยงาม อัพเกราดราคาแพงขึ้นจากอดีต เพื่อตอบสนองนักสะสม

kerry กับ ไปรษณีย์

 

ถ้าลองแยกรายได้เฉพาะส่งพัสดุ EMS จะประมาณ 14,500 ล้านบาท เป็นรายได้ที่ “ทิ้งห่าง” Kerry Express อยู่พอตัว 

สิ่งที่ทำให้ “ไปรษณีย์ไทย” เหนือชั้นกว่า “คู่แข่ง” ทุกรายนั้นคือ เครือข่ายที่มีมากกว่า 5,000 แห่งทั่วประเทศ ยังไม่รวมร้านค้าอิสระที่รับ – ส่งสินค้าที่ไม่ได้ขึ้นตรงกับ “ไปรษณีย์ไทย” ที่อยู่ตามตรอกซอยทั่วประเทศ

โดยเฉพาะพื้นที่ ต่างจังหวัด” ที่คู่แข่งอย่าง Kerry Express ยังมีเครือข่ายสาขาน้อยนิด ซึ่งกำลังบ่มเพาะเพื่อให้ใกล้เคียงกับผู้นำตลาดอย่างไปรษณีย์ไทย

ไปรษณีย์ไทย 4.0 ทางที่ต้องเดิน 

เป็นความมั่นใจของ “ไปรษณีย์ไทย” ถึงกลับกล้าประกาศว่าพื้นที่ต่างจังหวัดตัวเองมีส่วนแบ่งการตลาดมากเกือบๆ 75% ในขณะที่กรุงเทพมีส่วนแบ่งตลาด 50 -55%

เป็นชัยชนะใสๆ แบบ “ผูกขาด” ของ “ไปรษณีย์ไทย” แต่ก็ไม่ได้หลงระเริงตัวเองว่าในอนาคตจะไม่มีใครสามารถมีรายได้แซงหน้าได้

ตรงกันข้าม “ไปรษณีย์ไทย” ประเมินทุกประตูการแข่งขันแล้วว่า ทั้งคู่แข่งหน้าใหม่หน้าเก่า ต่างมีเงินทุนที่หนา แถมยังอัพเกรด      เลเวลบริการตัวเองอย่างสม่ำเสมอ

แผนปฎิรูปไปรษณีย์ไทย 4.0 จึงเกิดขึ้นทั้ง พัฒนาพนักงานตัวเองให้มีความมืออาชีพมากขึ้น, ปรับปรุงระบบปฏิบัติงานให้มีมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ สร้างนวัตกรรมใหม่ๆในองค์กรและภาคบริการ

เพราะในโลกของธุรกิจก็มีให้เห็นมานักต่อนัก หากเบอร์หนึ่ง คิดว่า คู่แข่งยังห่างไกลจากตัวเองเยอะ พร้อมกับนิ่งนอนใจไม่พัฒนาตัวเองหรือปรับตัวเข้ากับการแข่งขัน

แค่พริบตาเดียวอาจกลายเป็น “แบรนด์รอง” หรือหายสาบสูญไปจากตลาด ก็มีให้เห็นมาแล้ว 

 

kerry กับ ไปรษณีย์

 


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน