สำหรับคนที่ไม่คุ้นกับคำว่า Original Content ว่าคืออะไร ?

Original Content ก็คือรายการทีวีนั่นแหละ ในอดีตช่องโทรทัศน์ก็ทำรายการเป็นของตัวเอง เช่น รายการข่าว เกมโชว์ ละคร.. สิ่งเหล่านี้เป็น Original Content ทั้งสิ้น

แต่ในอดีตคำนี้ยังไม่มี เพราะ เจ้าของแพล็ตฟอร์ม (เจ้าของช่อง) ทำรายการของตัวเองแทบทุกราย โดยอาจมีการซื้อ Content จาก Content Provider เจ้าอื่นๆ บ้าง เช่น ช่อง 3 ที่เคยมีรายการ ชิงร้อย ชิงล้าน

แต่ในยุคดิจิทัล แพล็ตฟอร์มการดูคอนเทนต์เปลี่ยนไป คนไม่จำเป็นต้องเฝ้าดูทีวีเพื่อรอรายการโปรด แต่สามารถดูย้อนหลังออนไลน์ได้ง่ายๆ Marketeer ขอแบ่งเป็น Timeline ให้เห็นภาพคร่าวๆ ดังนี้

 

ยุค 1 ช่องโทรทัศน์ ยังไม่มีช่องออนไลน์

เป็นเหตุให้เกิดเว็บไซต์ทีวีออนไลน์มากมาย ซึ่งแหล่งรายได้ของเว็บทีวีออนไลน์เหล่านี้ ก็คือ Banner โฆษณาด้านข้างนั่นเอง แต่เว็บเหล่านี้เป็นเว็บเถื่อน เป็นการขโมยคอนเทนต์มาหาหาเงินเท่านั้น

 

ยุค 2 ช่องโทรทัศน์ ทำ YouTube Channel เป็นของตัวเอง

เพราะ YouTube เป็นเจ้าของวิดีโอแพล็ตฟอร์ม ที่ดีและเสถียรที่สุด แต่ในยุคนี้ เจ้าของคอนเทนต์ยังไม่เห็นคุณค่ามากนัก เลยทำให้คอนเทนต์ที่นำไปลงใน YouTube นั้นต้องรออย่างน้อย 1 วัน จึงทำให้เกิด YouTube Channel เถื่อนที่เอาคลิปมาลงเพื่อหารายได้กันมากมาย

ต่อมาช่องโทรทัศน์ เริ่มเข้าใจโลกออนไลน์มากขึ้น หลังจากออนแอร์ไปไม่กี่ชั่วโมง คอนเทนต์นั้นก็ลง YouTube ทันที และบางทีก็ฉายสดใน YouTube ไปเลยด้วย

 

 

ยุค 3 ช่องโทรทัศน์ ต้องการสร้างแพล็ตฟอร์มเป็นของตัวเอง

ก็เลยสร้างเป็นแอปพลิเคชันบนมือถือ เพราะอยากให้คนอยู่กับแพล็ตฟอร์มตัวเองมากที่สุด ยุคนี้เหมือนเป็นยุคลองผิดลองถูก ใครทำดีก็ดีไป แต่ถ้าแย่ คนก็ลบทิ้ง … จุดอ่อนของแอปฯ เหล่านี้ คือ ผู้ชมถูกมัดมือชกให้อยู่กับช่องใดช่องหนึ่ง หากอยากเปลี่ยนก็ต้องออกมาเปิดแอปฯ ใหม่

*ยุค 2 กับ ยุค 3 นั้น ค่อยข้างเหลื่อมๆ กัน เพราะบางช่องก็ลองทำแอปฯ แล้วไม่เวิร์ค จึงหันมาทำ YouTube Channel เต็มที่ ส่วนบางช่องทำ YouTube Channel ดีแล้ว ก็อยากมีแอปฯ ของตัวเองบ้าง

แต่คำถามคือ จะมีใครยอมเปลี่ยนแอปฯ ไปมารึเปล่า?

 

ยุค 4 แพล็ตฟอร์มนอกจาก YouTube

นอกจาก YouTube แล้ว หากผู้ชมอยากดูของรายการทีวี ปัจจุบันมี 3 ช่องทางหลักๆ ได้แก่

  • 2555-2556 : Bugaboo.TV
  • 2558 : LINE TV เปิดตัวอย่างเป็นทางการ
  • 2561 : Mello เปิดตัวอย่างเป็นทางการ

Bugaboo.TV นั้นมีมานานแล้ว แต่ในช่วงเริ่มแรกนั้น คุณภาพของแอปฯ และเว็บไซต์ยังไม่ดีเท่าที่ควร จนเริ่มมีการพัฒนาเทคโนโลยี ซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดฟุตบอล รวมไปถึงคอนเทนต์ของ ช่อง 7 จนเป็นที่รู้จักในวงกว้าง

LINE TV นั้น เริ่มจากเป็นพันธมิตรกับ GDH GMM ช่อง ONE… เผลอแป๊ปเดียวตอนนี้ เป็นพันธมิตรกับสถานีถึง 17 ช่อง และ ที่สำคัญ LINE TV นั้นเริ่มทำ Original Content ของตัวเอง เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ส่วน Mello นั้นก็มีรายการของช่อง 3 และเริ่มทำ Original Content ของตัวเองเล็กน้อย

ฉะนั้น OriginalContent ที่ใช้กันในปัจจุบัน จะหมายถึง คอนเทนต์ที่เจ้าของแพล็ตฟอร์ม ทำขึ้นมาเอง


ทำไมเจ้าของแพล็ตฟอร์มต้องทำ Original Content ?

Netflix เริ่มต้นจากการเป็นบริการเช่าหนังทางไปรษณีย์ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นเว็บไซต์ดูหนังออนไลน์ ที่ลิขสิทธิ์ซื้อหนังและซีรีส์มาฉาย แต่การซื้อมาแล้วขายไปนั้นไม่ยั่งยืน เพราะนั่นหมายความว่า Netflix จะไม่มีจุดเด่นอะไรเลย และ ถ้ารายการไหนถูกซื้อไปแล้วก็หมดสิทธิ์

Netflix จึงเริ่มทำซีรีส์ของตัวเอง ที่ชื่อว่า House of Cards, Orange is the New Black, Stranger Things และประสบความสำเร็จเรื่อยมา แต่ข้อเสียก็คือ ยิ่ง Netflix ลงทุนทำสตูดิโอ หรือโปรดักชั่นมากเท่าไหร่ หนี้ก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเท่านั้น โดยเฉพาะในปี 2018 พวกเขามีหนี้สูงถึง 8 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในขณะที่ยอดสมัครสมาชิกไม่ได้เติบโตเท่าจำนวนหนี้ ทำให้ตัวเลขในบัญชีติดลบมาโดยตลอด

จำนวน Original Content ที่ Netflix ลงทุนทำจนขึ้นเป็นเบอร์ 1

 

ด้าน LINE TV นั้นก็เริ่มทำ Original Content ของตัวเองตั้งแต่ปี 2558 เช่น

  • STAY ซากะ..ฉันจะคิดถึงเธอ
  • แก๊สโซฮัก..รักเต็มถัง
  • I Hate You I Love You
  • คุณแม่วัยใส

จนมาในปี 2561 LINE TV ประกาศลงทุนทำ Original Content อีก 4 เรื่อง กับ Bearcave Studio ซึ่งทั้ง 4 เรื่องนี้ ทีมเขียนบทของ Bearcave ใช้ Insight จาก Ookbee U มาแต่งเป็นซีรีส์ 4 เรื่อง เพื่อสร้างกลิ่นใหม่ให้กับวงการซีรีส์ไทยนั่นเอง “Bearcave Studio ทำซีรีส์ ส่วน LINE TV ดูแลการตลาดทั้งหมด โดยดีลนี้เป็นการลงทุนร่วมกัน โดยไม่เปิดเผยตัวเลข”

และ อย่าลืมว่า Bearcave Studio ไม่ใช่พันธมิตรรายเดียวที่ทำ Original Content ให้ LINE TV เท่านั้น ยังมีมี Content Providers เจ้าอื่นๆ อีกเพียบ

ฉะนั้น ก็สรุปได้เลยว่า LINE TV เอาจริงแน่ ในการทำ Original Content

 

 

โมเดลธุรกิจของ LINE TV vs NETFLIX

สองแบรนด์นี้อาจจะเป็นมวยคนละรุ่น เพราะ NETFLIX ขยายไปทั่วโลก ทำคอนเทนต์มากมาย ในขณะที่ LINE TV นั้นอยู่แค่ในไทยเท่านั้น แต่ในแง่ธุรกิจ โมเดล LINE TV นั้นดูจะยั่งยืนกว่า เพราะ

1.LINE TV มีบริษัทแม่อย่าง LINE หนุนหลัง
ลองคิดดูว่า บริการอย่าง LINE TV จะต้องควักเงินลงทุนเท่าไหร่ หากไม่มีบริษัทแม่หนุนหลัง ส่วน Netflix เองตอนนี้ มีรายได้จากค่าสมัครสมาชิกเพียงทางเดียว ทำให้ต้องกู้เงินจากสถาบันการเงินหลายแห่ง

2.ดูฟรี แต่มี Pre-Roll Ads
ทุกวันนี้ หากคุณดูซีรีส์ไทยผ่านเว็บเถื่อน คุณก็ยังต้องดูโฆษณาที่เจ้าของเว็บทำไว้อยู่ดี สู้ไปดูบน LINE TV ดีกว่า ชัดกว่า ลื่นกว่า คุณภาพดีกว่าเยอะ แค่ยอมดูโฆษณา 15 วินาที 4-5 ชิ้น ต่อ 1 เรื่องเท่านั้น ซึ่งถ้าเทียบกับทีวีดั้งเดิม ถือว่าน้อยมากๆ

ส่วน Netflix นั้นไม่มีโฆษณา แต่ต้องทำการตลาดทุกวิถีทาง เพื่อหาลูกค้าใหม่ และรักษาลูกค้าเก่าไว้ให้ได้ และยังต้องสู้กับเว็บซีรีส์ออนไลน์เถื่อนอีกมากมาย ที่เอาซีรีส์ของ Netflix ไปลงอีกต่างหาก

3.การแข่งขันต่ำ
คู่ต่อสู้ของ LINE TV นั้น ถือว่าน้อยมากๆ เพราะทั้ง Bugaboo.tv และ Mello ก็มีคอนเทนต์ของช่อง 7 ช่อง 3 เท่านั้น ในขณะที่ LINE TV มีครบเกือบทุกคอนเทนต์

ส่วน Netflix ที่พวกเขาต้องดิ้นรนทำคอนเทนต์เยอะๆ นั้น ก็เพราะคู่แข่งของพวกเขามีทั้ง Amazon Prime, HBO, Disney , YouTubeRed และ Apple ที่กำลังสู้ในศึก TV Streaming อย่างดุเดือด

4.ถ้าไม่เวิร์ค ก็แค่ลดการลงทุน

ถ้าซีรีส์ของ LINE TV นั้นไม่เวิร์ค อย่างมากปีหน้าพวกเขาก็อาจจะระวังมากขึ้น ค่อยเป็นค่อยไป หรืออาจจะกลับไปทำหน้าที่เป็นเจ้าของแพล็ตฟอร์มอย่างเดียวก็ได้

แต่ถ้าปีหน้า Netflix ประกาศว่าจะลดงบลงทุนทำ OriginalContent ลงสัก 50% เพื่อรัดเข็มขัด หุ้นของพวกเขาจะตก และมีกระแสดราม่าจากผู้ใช้แน่ๆ เพราะที่ผ่านมา Netflix ไม่เคยกั๊กในการทำคอนเทนต์ จึงส่งผลให้แบรนด์นั้น เท่ โด่งดัง (และมีหนี้)ในเวลาอันรวดเร็ว

ฉะนั้นคงเป็นโจทย์ใหญ่ของ Netflix แล้วล่ะว่า จะทำให้งบการเงินดูดีขึ้น พร้อมกับ ทำคอนเทนต์ดีๆ ต่อเนื่อง ได้อย่างไร?

 

ในแง่ของ Market Share นั้น Netflix กับ LINE TV นั้น ไม่ได้ปะทะกันโดยตรง เพราะคนที่ลงทุนจ่ายค่าสมาชิกของ Netflix นั้น จะชื่นชอบคอนเทนต์ต่างประเทศมากกว่า ถ้าจะต้องเลิกใช้บริการของ Netflix จริง ก็น่าจะมาจาก การไม่มีเวลาดู มากกว่าที่จะเปลี่ยนมาชอบคอนเทนต์ของไทย

ในขณะที่ผู้ชม LINE TV ก็คือคนไทยทุกคน ที่เปลี่ยนจากทีวีทั่วไป มาเป็น LINE TV ไม่ว่าจะเป็น มือถือ แท็บเล็ต หรือ คอมพิวเตอร์ ..

ถ้าการลุย OriginalContent ของ LINE TV ในปี 2018 ประสบความสำเร็จ จนสามารถเพิ่มฐานผู้ใช้ และสร้างชื่อเสียงให้ LINE TV ได้ตามเป้าหมาย บอกเลยว่าปี 2019 จะเห็นการลงทุนทำ OriginalContent ของ LINE TV ที่ดุเดือดกว่านี้แน่นอน



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน