เจนเนอรัล มิลส์ กลุ่มทุนในวงการอาหารรายใหญ่ของสหรัฐฯ ขายกิจการร้านไอศกรีม ฮาเกน-ดาซส์ ในจีนให้กับ หนิงจี๋ เชนร้านชารายใหญ่ของเจ้าถิ่น

ตามรายงานระบุว่า หนิงจี๋ จะได้สิทธิ์ในการบริหารร้าน ฮาเกน-ดาซส์ แต่เพียงผู้เดียว แต่เจนเนอรัล มิลส์ จะยังคงทำหน้าที่จัดจำหน่ายไอศกรีม ฮาเกน-ดาซส์ ให้กับกลุ่มค้าปลีกและธุรกิจร้านอาหารในจีนต่อไปตามเดิม 

ส่วนมูลค่าดีลไม่ได้มีการเปิดเผยแต่คาดกันว่าดีลนี้จะปิดได้ภายในสิ้นปี 2026 นี้ 

ร้านไอศกรีมฮาเกน-ดาซส์ เป็นแบรนด์อเมริกันก่อตั้งเมื่อปี 1960 ที่ทาง เจนเนอรัล มิลส์ พามาเปิดตลาดในจีนเมื่อปี 1996 โดยสาขาแรกอยู่ที่เมืองเซี่ยงไฮ้ 

จากนั้นร้านไอศกรีมฮาเกน-ดาซส์ ก็ขยายไปตามหัวเมืองใหญ่ โดยวางตัวเป็นแบรนด์หรูจนชาวจีนเรียกกันว่า “แอร์เมสแห่งวงการไอศกรีม” 

นี่ทำให้ ฮาเกน-ดาซส์ ขึ้นเป็นเชนร้านไอศกรีมระดับท็อปในจีน โดยมี แดรี่ควีน กับ มิสเตอร์ ไวลด์แมน เป็นคู่แข่งสำคัญ 

อย่างไรก็ตาม ช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ฮาเกน-ดาซส์ เจอกับขาลง โดยลูกค้าเข้าร้านลดลงเป็นเลขสองหลัก 

ย่าหลิง เจียง นักวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคชาวจีน ให้ความเห็นว่า ที่ผ่านมา ฮาเกน-ดาซส์ วางตำแหน่งทางการตลาดเป็นสินค้าพรีเมียมราคาแพงในจีนมาโดยตลอด 

แต่กลับไม่สามารถขายสินค้าได้ตรงตามที่พูดไว้หรือขาดความเชื่อมโยงกับผู้บริโภคชาวจีนได้ ซึ่งทำให้ขายได้ยากขึ้นในยุคที่สินค้าราคาแพงเจอแรงกดดันจากปัจจัยลบด้านต่างๆ ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ในที่สุดต้องขายกิจการไป 

ซึ่งก็เป็นสถานการณ์เดียวกันกับแบรนด์เชนร้านอาหารต่างชาติอย่าง สตาร์บัคส์ และเบอร์เกอร์คิง เจอในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จนต้องหันมาตั้งบริษัทร่วมทุนกับบริษัทจีน แต่จากการที่ยอมให้ฝ่ายจีนถือหุ้นมากกว่า จึงไม่ต่างจากการขายกิจการไป

สำหรับ หนิงจี๋ ถือเป็นเชนร้านชาของจีนที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยเปิดสาขาแรกไปเมื่อปี 2021 และปัจจุบันมีร้านอยู่ทั่วจีนมากกว่า 3,000 สาขา นอกจากนี้ยังเป็นสตาร์ตอัปเนื้อหอมที่บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง ไบต์แดนซ์ บริษัทแม่ของ ทิกท็อก มาร่วมลงทุนอีกด้วย 

ในขณะที่ฝั่ง เจนเนอรัล มิลส์ ปัจจุบันมีร้านไอศกรีม ฮาเกน-ดาซส์ ที่บริหารเองอยู่ทั้งหมด 332 แห่งทั่วโลก แต่ไม่ได้ระบุแน่ชัดว่าในจำนวนนี้อยู่ในประเทศจีนกี่ร้าน ก่อนที่จะประกาศขายให้ หนิงจี๋ 

ทั้งนี้ด้วยขนาดประเทศและจำนวนประชากร จีนจึงเป็นตลาดร้านไอศกรีมใหญ่สุดในโลก แต่จากสภาพเศรษฐกิจและการหันมาใส่ใจสุขภาพของผู้บริโภค แบรนด์ที่ขายไอศกรีมราคาจับต้องได้อย่าง มี่เสว่ จึงแรงขึ้นมา 

นี่จึงไปฉุดยอดขายของกลุ่มแบรนด์ราคาแพงให้ลดลง ดังนั้น ฮาเกน-ดาซส์ ที่ก็เป็นแบรนด์ราคาแพงจึงได้รับผลกระทบมากสุด / japantoday