กับคำว่า “จะเยอะไปไหน” กำลังกลายเป็นคำถามยอดฮิตของสารพัดรายการ “ร้องเพลง” ในบ้านเรา เพราะหากสำรวจ ณ เวลานี้มีมากเกือบๆ 30 รายการเลยทีเดียว จึงไม่ต้องแปลกใจที่จะเห็นหน้าตากรรมการและคอมเมนเตเตอร์ จะหน้าซ้ำๆ วนไปวนมาอยู่หลายรายการ

แต่ก็ใช่ว่าช่องไหนที่คิดจะผลิตรายการ “ร้องเพลง” แล้วจะโกยเรตติ้งผู้ชม ที่จะมาพร้อมเม็ดเงินโฆษณามหาศาล ซึ่งนั้นกำลังคิดผิดทางเลยทีเดียว

ยิ่งในยุคนี้ที่ผู้ชมมี “ทางเลือก” มากขึ้นหากรูปแบบรายการไม่สามารถ “เอาอยู่” ก็ยากที่จะยืนระยะได้ยาว Case study ที่มีให้เห็นอย่าง The Star ที่มี Back Up ระดับยักษ์ใหญ่อย่างแกรมมี่เองยังออกมาประกาศเมื่อปลายปีที่แล้ว ว่าตำนาน The Star ที่มีอายุอยู่บนจอ 12 ปี ขอปิดตัวลงอย่างไม่มีกำหนด เหตุผลเพราะรูปแบบรายการเริ่มไม่ถูกจริตกับความต้องการของผู้ชมในยุคนี้ จากนั้นในเวลาไล่เลี่ยกันคู่แข่งอย่าง “ทรู อะคาเดมี่ แฟนเทเชีย” ก็ขอปิดบ้านตัวเองอย่างถาวร

แล้วรูปแบบไหนที่ถูกจริตให้ผู้ชมเกาะติดตามผ่านทั้งหน้าจอ TV และจอ Smartphone แน่นอนมุกเดิมๆ ที่เกือบทุกรายการจะเสิรฟ์เรื่องราว “ดราม่า” ของผู้เข้าแข่งขันคงใช้ไม่ได้ผลเหมือนอย่างในอดีตเพราะผู้ชมเริ่มจับทางได้แล้วรู้สึกเบื่อหน่ายกับคำว่า “ดราม่า” ในรายการประเภทนี้

การจะอยู่รอดและประสบความสำเร็จ คือการฉีกกรอบแนวคิดรายการร้องเพลงเดิมๆ พร้อมกับสร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัวให้ “แตกต่าง” จากรายการอื่นๆ ที่เคยมีมาก่อนหน้านี้

เพราะหาก Insight จริงๆ ผู้ชมไม่ได้รู้สึกเบื่อรายการร้องเพลง แต่โจทย์ที่ต้องทำ คือ ทำอย่างไรให้ผู้ชมสนุกและอยากติดตาม

The Mask Singer ภาค 2

แผ่วลงนิดแต่ก็ยัง แรงเวอร์

เหมือนอย่าง The Mask Singer คือตัวอย่างรายการที่ประสบความสำเร็จชนิดที่สร้าง Talk of Town ที่มีคนดูโดยเฉลี่ยถึง 5.2 ล้านครัวเรือน และช่วงพีกสุดๆ พุ่งขึ้นไปถึง 7.8 ล้านครัวเรือนเลยทีเดียว

โดย Workpoint ทุ่มเงินซื้อลิขสิทธิ์มาจากประเทศเกาหลีจำนวนมหาศาล โดยรูปแบบรายการคือการนำเอาดารา,นักร้อง มาใส่หน้ากากแต่งชุดมาสคอตต่างๆ จากนั้นก็ขึ้นเวทีร้องเพลงที่มี Production แบบจัดเต็มอลังการ พร้อมกับมีกรรมการ 7 คนที่สลับเปลี่ยนตัวตลอดเวลาเพื่อฉีกหนีความจำเจ โดยกรรมการนอกจากจะเป็นอีกหนึ่งผู้กดโหวตให้คะแนนรวมกับผู้ชมในห้องส่งแล้วนั้น ยังทำหน้าที่ สร้างความอยากรู้อยากเห็นด้วยการทายว่าใครที่อยู่ใต้หน้ากาก

จากยอดผู้ชมใน Youtube ที่เฉลี่ยแต่ละคลิป 5 ล้าน View รวมไปถึงเรตติ้ง live สดที่แตะเทปละทะลุ 1 ล้านแบบสบายๆ รวมไปถึงเรตติ้งทางทีวี ทำให้ Workpoint ขยับราคาโฆษณาต่อเนื่องโดยล่าสุดขยับจาก 380,000 บาท/นาที เป็น 420,000 บาท/นาที

แต่ “ความท้าทาย” ของ The Mask Singer ก็ไม่ต่างจากรายการอื่นเมื่อเข้าสู่ Season 2 เรตติ้งความนิยมเริ่มลดน้อยถอยลงไปหากเทียบกับ Season แรก โจทย์คือจะทำอย่างไรให้เรตติ้งความนิยมอยู่ในเส้นกราฟคงที่

กิ๊กดู๋สงครามเพลงเงินล้าน

ฮาทะลุจอ เรตติ้งไม่มีตก

ถึงช่อง 7 จะมีรายการประกวดร้องเพลง 3 รายการแต่ต้องบอกว่ารายการที่สร้างเรตติ้งสูงถึง 4.6 – 5 เป็นเบอร์หนึ่งของช่องนั้นคือ “กิ๊กดู๋สงครามเพลงเงินล้าน” โดยไฮไลท์ของรายการนี้คือช่วงเบรคแรก “ประชันเงาเสียง” ที่นำนักร้องชื่อดังมาเป็นต้นแบบ พร้อมกับแข่งขันค้นหาคนที่มีเสียงใกล้เคียงนักร้องต้นแบบมากที่สุด ส่วนคนที่แพ้ในแต่ละรอบก็จะถูกเข้าแป้งเทใส่

ต้องบอกว่า “จุดขาย” ของรายการนี้คือ 2 พิธีกรและกลุ่ม คอมเมนเตเตอร์ ที่เรียกเสียงหัวเราะจากผู้ชมได้ตลอดเวลา จนกลายเป็นรายการประกวดร้องเพลงที่เน้นความฮาและมีเสียงหัวเราะดังมากที่สุดหากเทียบกับรายการประกวดร้องเพลงอื่นๆ

ในขณะที่ช่วงสองของรายการ “แข่งขันชิงเงินล้าน” ที่แต่ะละจังหวัดจะส่งตัวแทนมาแข่งขัน แม้จะโดนกระแสว่าเป็นช่วงที่มีเรตติ้งตกต่ำ แต่อย่าลืมว่ารูปแบบที่เล่นกับอารมณ์ของคนต่างจังหวัด นั้นก็ชวนให้น่าติดตามให้ผู้ชมค่อยลุ้นและเอาใจช่วย

สูตรผสมนี้เองที่ทำให้รายการนี้สามารถยืนหยัดได้นานมากกว่า 7 ปีและยังคงรักษาเรตติ้งความนิยมของตัวเองไม่ให้ตกลงเหมือนรายการอื่นๆ

The Voice เสียงที่เริ่มเงียบลง

ด้วยจุดขายคือ Talent Show ไม่เน้นหน้าตาผู้เข้าประกวดขอแค่เสียงร้องที่ถูกใจมหาชนก็สามารถเป็น “ผู้ชนะ” ร่วมไปถึงในช่วงเปิดตัวต้องบอกว่า ด้วยรูปแบบรายการที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในเมืองไทย มีรายการที่จะมี “โค้ช” 4 คนมาคัดเลือกผู้แข่งขันมาร่วมทีมตัวเองในรอบแรก จากนั้นในรอบทที่สองก็จะเป็นเสียงโหวตจากผู้ชมทางบ้าน

ความดังตรงนี้เอง ทำให้รูปแบบรายการของ The Voice ถูกนำมาดัดแปลงแล้วนำไปใช้ในรายการประกวดร้องเพลงใหม่ๆ ที่ผุดขึ้นมาบนผังรายการของแต่ละช่อง จนทำให้รูปแบบนี้เป็นอะไรที่จำเจและเริ่มสร้างความเบื่อหน่ายให้แก่ผู้ชม

อีกทั้งหากดูผู้เข้าแข่งขันใน Season หลังๆ ต้องบอกว่าเริ่มที่จะไม่ค่อยมีใครที่สามารถเรียกความสนใจมหาชนได้เหมือน Season แรกๆ อีกทั้งการเปลี่ยนตัว “โค้ช” ใหม่เข้ามาแทนที่คนเก่านั้นดูจะไม่ค่อยถูกใจผู้ชมเท่าที่ควรจนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์

ยิ่งเมื่อ The Voice ต้องเจอคู่แข่งมากขึ้นกว่าในอดีตโดยเฉพาะช่อง workpoint ที่ใช้รายการประเภทร้องเพลงเป็นแนวรบในการโกยเรตติ้งมากถึง 10 รายการแล้วนั้น

เรตติ้งของ The Voice ก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัดจากใน Season แรกอยู่ระหว่าง 5.7 – 7.3 แต่ใน Season ล่าสุดเมื่อปีที่แล้ว 2016 อยู่ที่ 2.8 – 4.5

ศึกวันดวลเพลงเงินล้านดีสุดของแกรมมี่

ต้องบอกว่า แกรมมี่ เองก็ไม่พลาดที่จะเกาะกระแสรายการประเภทนี้ เพราะทั้งช่อง One และช่อง Gmm 25 ต่างขนรายการประกวดร้องเพลงรวมกันถึง 5 รายการ โดยรายการที่มีเรตติ้งดีที่สุด 3.65 นั้นคือ ศึกวันดวลเพลงเงินล้าน แม้จะยังไม่สามารถเทียบเท่ารายการอันดับต้นๆ ของประเทศ แต่อย่าลืมว่านี้คือรายการประกวดร้องเพลงที่ออนแอร์ ทุกวันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 18.20-19.10น. ซึ่งแน่นอนย่อมมีพื้นที่เวลาการโฆษณามากกว่ารายการเพลงระดับท้อป ที่ส่วนใหญ่ออนแอร์อาทิตย์ละ 1 ครั้ง

ส่วนรายการอื่นๆ ที่ไม่ได้เรตติ้งกระฉูดพุ่งแรง แต่ก็ยังสามารถประคองตัวไปได้ เหตุผลเพราะรายการประกวดร้องเพลง ถือเป็น Content ที่เข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน มีความบันเทิงที่ชวนติดตาม ขณะเดียวกัน แต่ละรายการก็มีฐานคนดูที่ชัดเจนว่าเจาะกลุ่มไหน อย่างเช่น ไมค์หมดหนี้,กิ๊กดู๋สงครามเพลงที่ เจาะผู้ชมต่างจังหวัด ซึ่งทำให้แบรนด์สินค้าเลือกลงโฆษณาได้ตรงกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้น

เรื่อง : ฉลองศักดิ์ สุขใจธรรม


ติดตามนิตยสาร Marketeer ฉบับดิจิทัล
อ่านได้ทั้งฉบับ อ่านได้ทุกอุปกรณ์ พกไปไหนได้ทุกที
อ่านบน meb : Marketeer