เป็นความฝันอันยาวนานของ 2 ค่ายเพลงมหาอำนาจในอดีตอย่าง GRAMMY และ RS ที่ต้องการเป็นเจ้าของสถานีโทรทัศน์สักหนึ่งช่อง จนความฝันของทั้งคู่กลายเป็นจริงเมื่อ กสทช. เปิดประมูล Digital TV ซึ่งแน่นอนทั้ง GRAMMY และ RS ไม่พลาดที่จะคว้าตั๋วใบนี้

 

TV Digital จะอยู่รอดต้องมี “เพื่อนทางการเงิน”

แต่ต้องบอกว่า “เดิมพัน” ครั้งนี้ สร้างความลำบากทางการเงินให้ทั้งคู่ เพราะเมื่อผ่านมาเกือบครบ 3 ปี GRAMMY ต้องขายธุรกิจหลายอย่างรวมไปถึงการปลดพนักงานบางส่วนเป้าหมายก็เพื่อให้สัญญาณภาพช่อง TV Digital ของตัวเองยังมีลมหายใจอยู่

แต่เท่านั้นดูจะไม่เพียงพอต่อความ “อยู่รอด” GRAMMY เองยังตัดสินใจต้องขายหุ้น 50% ของช่อง ONE ให้แก่กลุ่มปราสาททองโอสถ มูลค่ากว่า 1.9 พันล้านบาท

ไม่เว้นแม้แต่ RS ที่ถึงแม่ทัพใหญ่อย่าง “เฮียฮ้อ” จะทำธุรกิจนี้ในสไตล์ Play Safe แต่ก็ไม่พ้นที่จะต้องระดมทุนด้วยการขายหุ้น 4.85% ให้แก่ธนาคารกรุงเทพ

ช่วงเริ่มต้น Digital TV บางช่องประกาศจะขาดทุนเพียง 5 ปีจากนั้นจะมีกำไรในการทำธุรกิจ ถึงวันนี้เกือบจะ 3 ปี ก็เห็นมีบางช่องทนแรงเสียดทานไม่ไหวต้องปิดสถานีไปก็มี เพราะการทำธุรกิจ Digital TV ต้องอ่านสภาวะตลาดให้ออกและอ่านศักยภาพตัวเองว่าเรามีกำลังมากแค่ไหน?

“มีคนเคยถามว่าในอนาคตจะเหลือกี่ช่องผมเองก็ยังประเมินไม่ได้ เพราะมีบางช่องแม้จะขาดทุนก็พร้อมที่จะทำธุรกิจไปเรื่อย ๆ ส่วนในกลุ่มที่ชนะด้วย Content แล้วประสบความสำเร็จในแง่รายได้ ผมมองว่าจะมีอยู่แค่ 6 ช่อง” สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) ประเมินสถานการณ์ TV Digital ในอนาคต

ถึงอย่างไรก็ต้องยอมรับว่าในปี 2016 ที่ผ่านมาเป็นปีที่ยากลำบากของธุรกิจ TV Digital อย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นการโดน Effect จากการที่แบรนด์สินค้าเจียดงบโฆษณาไปสู่สื่อออนไลน์, สภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอยกลุ่มแบรนด์สินค้าใช้งบโฆษณาน้อยลง รวมไปถึงในช่วงปลายปีที่ผ่านมา TV ทุกช่องต่างน้อมอาลัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเสด็จสู่สวรรคาลัย ปรับผังรายการไว้ทุกข์ 1 เดือน งดรายการบันเทิงและโฆษณาสินค้าทุกประเภท

2017 ปีแห่งการ “พลิกเกม” TV Digital ทีวีดาวเทียมค่อย ๆ “จอดำ”

แต่ในปีนี้ 2017 จะเป็นปีที่ TV Digital พลิกฟื้น ด้วยเหตุผลสนับสนุนหลายข้อไม่ว่าจะเป็น กสทช.ขยายเวลาผ่อนจ่ายค่าใบอนุญาต TV Digital รวมไปถึงยังเข้ามาสนับสนุนค่าใช้จ่ายสัญญาณดาวเทียม ผลที่ตามมาคือจะทำให้บรรดา TV Digital ช่องต่าง ๆ มีเงินทุนหมุนเวียนในการทำธุรกิจมากขึ้น ส่วนข้อสุดท้ายคือการคาดการณ์ว่าในปี 2017 กลุ่มแบรนด์สินค้าจะใช้งบการตลาดมากขึ้นหากเทียบกับปี 2016 ที่ผ่านมา

และนี้เองที่ทำให้ เฮียฮ้อ มั่นใจว่าช่อง 8 ของตัวเองในปี 2017 นี้จะมีรายได้ 1,945 ล้านบาท จากรายได้ทั้งหมดของบริษัทที่คาดการณ์ไว้อยู่ที่ 3,576 ล้านบาท

“ปัจจัยสนับสนุนเยอะมากในปี 2017 เราจึงกล้าที่จะใช้เงินลงทุน Content ให้ช่อง 8 ถึง 700 ล้านบาท เป้าหมายก็เพื่อยกระดับ Rating จากปีที่แล้วมี 3.5 แสนคน/นาที ให้เปลี่ยนเป็น 5.5 แสนคน/นาที ในปีนี้”

และเมื่อคาดว่า Rating คนดูจะเพิ่มขึ้นอย่างมากมายจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ RS กล้าที่จะปรับเรตอัตราค่าโฆษณาเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 30-40% โดยรายการมวยและรายการข่าวปรับราคาเพิ่มมากที่สุดคือ 100% โดยรายการข่าวช่วงเช้าช่อง 8 ปัจจุบันใช้เวลาออนแอร์นานที่สุดในกลุ่ม TV Digital ซึ่งก็คือ 5.00 – 9.00 น. นั่นเพราะนับตั้งแต่ “สรยุทธ สุทัศนะจินดา” ถูกสังคมบีบให้ตกเก้าอี้พิธีกร “เรื่องเล่าเช้านี้” ต้องบอกว่ารายการข่าวเช้าหลายช่องต่างมี Rating ที่เพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจน

ขณะเดียวกันในการเติบโตแบบก้าวกระโดดของ TV Digital ก็ส่งผลให้กลุ่มธุรกิจทีวีดาวเทียมต้องปิดหน้าจอสูญหายไปเป็นจำนวนมาก จากในอดีตมีถึงเกือบ ๆ 300 ช่องเวลานี้ เหลือเพียงไม่ถึง 50 ช่อง ที่น่าสนใจคือ RS เองก็ยังมีทีวีดาวเทียมถึง 3 ช่อง คือ ช่อง 2, สบายดีทีวี และยู แชนแนล

“กลุ่มทีวีดาวเทียมช่อง 2 เราตั้งรายได้ไว้ 68 ล้านบาท ซึ่งช่องนี้แทบจะไม่มีต้นทุนอะไรเลยเนื่องจากเป็นการเอารายการจากช่อง 8 มารีรันใหม่หมด ส่วนช่อง สบายดีทีวี และยู แชนแนล เราตั้งเป้ารายได้ร่วมกัน 2 ช่องนี้คือ 276 ล้านบาท ซึ่งในภาพรวมธุรกิจทีวีดาวเทียมเรายังมีผลกำไรและรายได้ดี”

 

ธุรกิจเพลงยุค Digital ศิลปินต้อง “ร่วมทุน”

ส่วนสื่อวิทยุอย่างคลื่น Cool 93 ต้องบอกว่า RS เองสามารถทำได้ดีมาโดยตลอด เพราะสามารถเป็นคลื่นวิทยุที่มียอดผู้ฟังมากที่สุดอันดับ 1 นานเป็นเวลาหลายปีติดต่อกัน โดยตั้งเป้ารายได้ Cool 93 ไม่ได้แตกต่างจากปีที่ผ่านมาคือ 404 ล้านบาท

โดย “เฮียฮ้อ” บอกอย่างชัดเจนว่าคลื่นวิทยุ Cool 93 เป็นธุรกิจที่มีกำไรและอยู่ได้ด้วยตัวเอง ส่วนที่น่าจับตามองมากที่สุดนั้นคือธุรกิจ “เพลง” ซึ่งต้องบอกว่าเป็นธุรกิจที่โดนสื่อออนไลน์โจมตีอย่างหนักหน่วง นั้นเพราะพฤติกรรมผู้บริโภค เลือกที่จะฟังเพลงฟรี จึงทำให้ธุรกิจเพลงเวลานี้อยู่ในรูปแบบออกเป็นซิงเกิ้ลบนออนไลน์ผ่าน Youtube และเว็บไซต์ต่าง ๆ รวมไปถึงออนแอร์ผ่านช่องทีวีดาวเทียมของ RS

ผลที่ตามมาคือรายได้จากการขายซีดีเพลงได้สูญหายไปหมด เหลือแต่รายได้โฆษณาผ่านทางออนไลน์และโฆษณาจากช่องทางทีวีดาวเทียม โดยศิลปินจะได้รายได้มากที่สุดนั้นคือการโชว์ตัวและการแสดงคอนเสิร์ตต่าง ๆ

วิกฤตรายได้ที่หดหายไปเยอะ แต่การลงทุนต่อตัวศิลปินไม่ได้ลดน้อยไปเท่าไร แน่นอน RS เองต้องค้นหาสูตรการตลาดใหม่ ๆ เพื่อให้ธุรกิจเพลงซึ่งเปรียบเสมือน Icon ของบริษัทตัวเองให้มีตัวโน๊ตโลดแล่นในวงการเพลงต่อไป ถึงแม้ที่ผ่านมาธุรกิจเพลงของ RS จะมีผลกำไรที่ไม่น่าปลื้มเท่าไรก็ตามที

“ธุรกิจเพลงได้รับผลกระทบจากเทคโนโลยีมากที่สุด RS จำเป็นต้องมี New Model แน่นอนรายได้ธุรกิจเพลงคงจะไม่เติบโตไปมากกว่านี้ในอนาคต โดยปี 2017 เราตั้งเป้ารายได้จากธุรกิจเพลง 194 ล้านบาท”

“วิถีแห่งการอยู่รอดคือการลดต้นทุน คือต่อไปนี้เราจะเลือกลงทุน 100% ให้แก่ศิลปินบางคนเท่านั้น ที่ดูมีมูลค่าทางการตลาดสูง ส่วนศิลปินบางคนหากอยากมีผลงานอาจจะต้องควักกระเป๋าร่วมลงทุนกับ RS ซึ่งสูตรนี้จะทำให้ศิลปินมีผลงานเพลงออกมานำเสนอมากขึ้น”

หลายคนอาจสงสัยว่าสูตรการตลาดใหม่ในธุรกิจเพลงนี้จะทำให้ศิลปินมีผลงานเพลงเพิ่มขึ้นได้อย่างไร “เฮียฮ้อ” เฉลยว่า ในอดีตการที่ค่ายเพลงจะลงทุนกับศิลปินคนหนึ่งถือเป็นเรื่องที่ยากมาก แต่โมเดลใหม่ที่กล่าวไว้ข้างต้นโอกาสเปิดกว้างขึ้นเพราะเป็นการลงทุนร่วมกันระหว่างศิลปินกับค่ายเพลง การตัดสินใจลงทุนจึงง่ายกว่าในอดีต

พูดง่าย ๆ RS กำลังต้องการลดอัตราความเสี่ยงต่อการขาดทุนในธุรกิจเพลง ด้วยการหาพันธมิตรนั้นคือ “ศิลปิน” และหากเป็นไปตาม Step ทุกความคาดหมายจะทำให้มีเพลงใหม่ ๆ นำเสนอ 10-15 เพลงต่อเดือน จากเดิมในอดีตมีแค่ 4-5 เพลงต่อเดือน

 

เมื่อสื่อไม่ได้ขาย Content อย่างเดียว

ธุรกิจสุดท้ายที่ถูกจับตามองเป็นอย่างมากนั้นคือ “ธุรกิจความงาม” ภายใต้แบรนด์ “ไลฟ์สตาร์” เพราะในช่วงที่เริ่มต้นธุรกิจนี้หลายคนสงสัยว่าเหตุผลใด ผู้ผลิตสื่ออย่าง RS ถึงกระโดดเข้ามาสู่ธุรกิจความงามที่อยู่กันคนละขั้ว

มากไปกว่านั้นในช่วงเปิดตัวรุกตลาดจริงจังในช่วงกลางปีที่ผ่านมา ทุ่มงบการตลาด 200 ล้านบาท เป้าหมายก็เพื่อบิวท์บรนด์ให้คนรู้จักและยอมรับมากขึ้นโดยเลือกใช้ 3 Presenter อย่าง มาช่า วัฒนพานิช, ต่าย-เพ็ญพักตร์ ศิริกุล และเจมส์-เรืองศักดิ์ ลอยชูศักดิ์

พร้อมกับปูพรมการกระจายสินค้าอย่างครอบคลุมทั้ง โมเดิร์นเทรด, บิวตี้สโตร์ และร้านผลิตภัณฑ์ความงามครบวงจรทั่วประเทศ รวมไปถึง Call Center

“ธุรกิจความงามยังเติบโตต่อเนื่องแม้ในสภาวะเศรษฐกิจไม่ดี ทำให้ช่วงปีที่ผ่านมาเราลงทุนสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักในตลาดให้มากที่สุด โดยปีนี้เราตั้งเป้ารายได้ธุรกิจนี้อยู่ที่ 437 ล้านบาท”

 

จะเห็นว่า “เฮียฮ้อ” พยายามทุกวิถีทางที่จะให้ทุกธุรกิจของตัวเองที่อยู่ในกำมือสามารถก้าวเดินต่อไป แม้จะพบเจอกับความท้าทายอยู่ตลอดเวลา เพราะในยุคของธุรกิจ Digital มันไม่ได้ง่ายเหมือนยุค Analog ที่จะโกยกำไรเข้ากระเป๋าแบบชิลล์ ๆ

เรื่อง : ฉลองศักดิ์ สุขใจธรรม

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer