การต้องติดล็อกดาวน์ตลอดวิกฤตโควิดปี 2020 ทำให้ยอดขายลู่วิ่งไฟฟ้าพ่วงคอร์สออกกำลังกายออนไลน์ของ Peloton โตถึง 172% แต่มาปีนี้ Peloton กำลังกุมขมับ
มีเพียงไม่กี่บริษัทที่วิกฤตโควิดปี 2020 ส่งผลดี Peloton ค่ายเครื่องออกกำลังกายพร้อมแพลตฟอร์ม ‘เรียกเหงื่อ’ แบบ Streaming ที่ทำเงินผ่านโมเดล Subscribe ก็เป็นหนึ่งในนั้น เพราะเกือบปีที่ผู้คนต้องอยู่ติดบ้าน ทำให้ตลาดที่ Peloton เป็นเบอร์ใหญ่โตก้าวโดดและส่งผลสืบเนื่องให้ Peloton ได้โชคสองชั้น ยอดขายโต 172% และทำกำไรเป็นครั้งแรก
แต่ค่ายดังในตลาด ‘ฟิตติดบ้าน’ กำลังกุมขมับ ต้องเรียกเก็บลู่วิ่งราคาแพงทั่วสหรัฐฯ ครั้งใหญ่ คิดเป็นมูลค่าความเสียหายมหาศาล แล้วเรื่องนี้มีที่มาอย่างไร ข้างล่างนี้มีคำตอบ
บทเรียนราคา 5,000 ล้าน จากการฝืนคำเตือนของเบอร์ใหญ่ในตลาด ‘ฟิตติดบ้าน’
ปี 2012 John Foley อดีตประธานฝ่าย E-commerce ของ Barnes & Noble กำลังหาช่องทำธุรกิจ โดยเขาเห็นว่าแพลตฟอร์มออกกำลังกายอยู่บ้าน แต่มีบรรยากาศเหมือนอยู่ในฟิตเนสน่าจะมีแววรุ่ง
John Foley
เมื่อนำไอเดียดังกล่าวไปวางบนรูปแบบธุรกิจของ Streaming Media พร้อมจับมือกับเพื่อนอีก 4 คน Peloton ก็ออกสตาร์ท
หลายปีถัดมา Peloton ที่ขายลู่วิ่งไฟฟ้าระดับ High End ราคาหลักหมื่นบาทไปจนถึงเรือนแสน พร้อมคอร์สออกกำลังกายออนไลน์ ผ่านระบบ Streaming และเก็บค่าสมาชิก 39 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1,250 บาท) ต่อเดือนได้ต่อเนื่อง

ท่ามกลางแทรนด์การหันมาดูแลสุขภาพของคนทั่วโลก จนที่สุดปี 2019 John Foley พา Peloton ทำ IPO
ขาขึ้นแบบไม่ทันทั้งตัวของ Peloton มาถึงในปี 2020 โดยผลจากการต้องอยู่ติดบ้านของคนทั่วโลก เพราะวิกฤตโควิด ทำให้ Peloton โตแบบก้าวกระโดด

ในไตรมาส 3 ของปีนั้นยอดขายโตถึง 172% พร้อมทำกำไรได้เป็นครั้งแรก และมีคนกว่า 1 ล้านคนที่ซื้อคอร์สออกกำลังกายออนไลน์รายเดือน

ขาขึ้นของ Peloton เป็นไปทิศทางเดียวกับกลุ่มบริษัท Gaming (Nintendo) E-commerce (Amazon) แพลตฟอร์มประชุมออนไลน์ (Zoom) และ Video Streaming (Netflix) ซึ่งเรียกรวมกันว่า Stay at Home ที่มาจากการหากิจกรรมทำแก้เบื่อช่วงต้องอยู่ติดบ้านนั่นเอง
มาไตรมาสแรกปีนี้ Peloton ยังได้รับข่าวดี ด้วยตัวเลขผลประกอบการ 1,260 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 39,000 ล้านบาท) มากกว่าที่นักวิเคราะห์ประเมินไว้ ทว่าก็เกิดปัญหาขึ้น

ช่วงมีนาคมคณะกรรมการกำกับดูแลความปลอดภัยผลิตภัณฑ์ในสหรัฐฯ (CPSC) ออกมาเตือนผู้บริโภคให้ใช้ลู่วิ่งไฟฟ้ารุ่น Tread และ Tread+ ของ Peloton อย่างระมัดระวัง หลังพบว่ามี 70 คนบาดเจ็บจากการใช้ และยังมีเด็กน้อยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ 1 คน เสียชีวิตจากลู่วิ่งไฟฟ้าของ Peloton อีกด้วย
ด้าน Peloton ไม่สนคำเตือนของ CPSC โดย John Foley ในฐานะ CEO ได้ออกมาโต้กลับว่าเป็นการให้ข้อมูลคลาดเคลื่อนและชี้นำผู้บริโภค

แต่ที่สุด Peloton ก็เสียงอ่อย ตัดสินใจเรียกเก็บลู่วิ่งไฟฟ้าทั้งสองรุ่นครั้งใหญ่ มาปรับแก้ให้ปลอดภัยขึ้นและกันไม่ให้เด็กเล็กมายก ปีน หรือใช้จนเกิดอันตรายอีก
Peloton ประเมินว่าต้องใช้เวลาพักใหญ่ในการเรียกเก็บลู่วิ่งไฟฟ้าทั้ง 2 รุ่นมาปรับแก้ และจะสร้างความเสียหาย 165 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5,000 ล้านบาท) ท่ามกลางการวิเคราะห์ว่าเรื่องจะไม่มาถึงจุดนี้ หาก Peloton แก้ไขแต่เนิ่น ๆ และไม่ตอบโต้ CPSC

ส่วนจากนี้คาดว่า Peloton จะพลิกวิกฤตเป็นโอกาส หันมาให้ความสำคัญกับเรื่องความปลอดภัยของอุปกรณ์มากขึ้น โดยหากทำได้ดี นอกจากจะรักษาฐานลูกค้าเดิมไว้ได้แล้ว ยังอาจได้ลูกค้าใหม่เพิ่มมา

เพราะปัจจุบันสถานการณ์ยังไม่ปลอดภัย 100% ฟิตเนสจึงยังถือเป็นสถานที่เสี่ยงต่อการระบาด และการออกกำลังกายอยู่บ้าน แต่มีบรรยากาศและได้รับประสบการณ์ใกล้เคียงกับในฟิตเนส จึงปลอดภัยและปลอดโควิดมากกว่านั่นเอง/cnn, cnbc, wikipedia, theguardian


–
