วรวิทย์ ศิริพากย์  เจ้าของผู้ก่อตั้งแบรนด์ ปัญญ์ปุริ สกินแคร์ เครื่องหอมและผลิตภัณฑ์สปา เบอร์ต้น ๆ ของเมืองไทย

เริ่มต้นทำธุรกิจนี้เมื่อ 18 ปีก่อนในวัยประมาณ 27-28 ปี

เขาก็เหมือนคนหนุ่มรุ่นใหม่ทั่วไปที่เมื่อเห็นโอกาสทางธุรกิจก็อยากลองทำ ต้องการเป็นเถ้าแก่เองในวันที่เต็มไปด้วย “ไฟ” และ “พลัง” โดยไม่กลัวอะไรเลย

จากคนหนุ่มที่เรียนจบด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยในแคนาดาและไปทำงานด้าน Management Consultant เป็นที่ปรึกษาด้านการบริหารจัดการและวางกลยุทธ์ธุรกิจที่นิวยอร์กมานานหลายปี

เมื่อต้องกลับเมืองไทยก็มาดูว่าธุรกิจไหนที่สามารถจะแข็งแรงต่อไปในอนาคตได้ จนเมื่อมีโอกาสเข้าไปใช้สปาในเมืองไทยและพบว่าผลิตภัณฑ์สปานั้นส่วนใหญ่มีแต่แบรนด์จากต่างประเทศ  

 “ตอนนั้นก็เริ่มเห็นโอกาส มีความคิดว่าอยากเห็นเครื่องหอมแบรนด์ไทยที่ดีมีคุณภาพ ดีไซน์สวย ๆ วางไว้ในบ้าน เอาไว้อวดเพื่อนชาวต่างชาติอย่างภูมิใจว่านี่สินค้าของบ้านไอนะ เพราะเมื่อ 20 ปีก่อนแบรนด์ไทยที่อยู่ในลักชัวรีเซกเมนต์แทบจะไม่มีเลย นอกจากผ้าไหมไทยจิม ทอมป์สัน” 

วิญญาณของ Consultant ที่มีพื้นฐานทางธุรกิจอยู่บ้าง มองภาพรวมออก วิเคราะห์ธุรกิจเป็น บวกกับความหลงใหลในผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้อยู่แล้ว ทำให้ตัดสินใจทำ

“ตอนอยู่ต่างประเทศผมทำงานหนักมาก เครียดมาก ออกจากบ้าน 6 โมงเช้า กลับบ้านรถไฟใต้ดินเที่ยวสุดท้าย สิ่งที่ทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายในแต่ละวันคือได้ดูแลตัวเองจากการใช้พวกเครื่องหอมต่าง ๆ  ก็เลยมั่นใจว่าคนอื่น ๆ ที่ทำงานเยอะ ๆ น่าจะคิดเหมือนผม”

จุดต่างสำคัญของแบรนด์ปัญญ์ปุริ คือต้องสร้างอัตลักษณ์ของแบรนด์ให้ชัดเจน คุณภาพต้องได้ แพ็กเกจจิ้งต้องสวย แบรนด์สตอรี่ต้องมี

เรื่องเล่าของตัวเองที่ผ่านวิกฤตเฉียดตายวิ่งหนีตึกถล่มจากเหตุการณ์ 9/11 วินาศกรรมช็อกโลก ทำให้เขาไม่อยากจะทำงานหนัก เลยหันมาสนใจในเรื่องสุขภาพองค์รวมมากขึ้นผ่านผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ของปัญญ์ปุริ

ความท้าทายต่อมาคือจะทำให้คนไทยรู้จักและมั่นใจได้อย่างไร รวมทั้งจะอธิบายให้ห้างสรรพสินค้าต่าง ๆ ยอมให้เราไปวางสินค้าได้อย่างไร  

ปี 2547 โชคดีที่ห้างเกสรยอมให้ไปเปิดเป็นบูทเล็ก ๆ  บนชั้น 3 ใกล้บันไดเลื่อน และทางเชื่อมต่อที่จะออกไปสู่ BTS เป็นทำเลที่ดีมาก ทราฟฟิกดี เริ่มมีกลุ่มลูกค้าเล็ก ๆ ที่ยอมรับสินค้าพวกนี้ หลังจากนั้นก็ได้ไปเปิดที่ห้างเอ็มโพเรียม เซ็นทรัล และคิงเพาเวอร์ดอนเมือง ที่เป็นเหมือนเกตเวย์ให้คนต่างชาติได้รู้จักปัญญ์ปุริ

จากนั้นธุรกิจท่องเที่ยวในเมืองไทยก็โตขึ้น จำนวนนักท่องเที่ยวก็มากขึ้นเรื่อย ๆ  ธุรกิจทุกอย่างที่อาศัยกำลังซื้อจากนักท่องเที่ยวกำลังไปได้ดี

ปัญญ์ปุริก็เช่นเดียวกัน ปี 2561 ยังลงทุนทำสปา “ปัญญ์ปุริ เวลเนส” ชั้น 12 ตึกเกษร ทาวเวอร์ ที่ลงทุนเกือบ 100 ล้านบาท

และขยายสาขาอย่างต่อเนื่องตามเมืองท่องเที่ยวต่าง ๆ พร้อม ๆ กับบุกไปเปิดร้านในออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์ม TMALL ในประเทศจีน เพื่อให้ลูกค้าหลักคนจีนหาซื้อได้สะดวกขึ้น

ก่อนเกิดโควิด-19 ปัญญ์ปุริมีสาขาทั้งหมดเกือบ 40 สาขา ลูกค้ามาจากต่างชาติมากกว่า 50%  คือ จีน ญี่ปุ่น ฮ่องกง ไต้หวัน ยุโรป และกลุ่มมิดเดิลอีสต์ 

หลังโควิดรายได้ลดฮวบจนต้องทยอยปิดเหลือแค่ 29 สาขา บางสาขาที่อยู่ในคิงส์เพาเวอร์ก็ยังเปิดให้บริการไม่ได้

“สิ่งหนึ่งของการรักษาตัวให้รอดช่วงโควิด คือต้องรู้ว่าตรงไหนเราต้องหยุด ตรงไหนเราไปต่อได้ ไม่ต้องกลัวเสียหน้าต้องยอมรับความจริง อีโก้ส่วนตัว ที่เคยมีต้องฝังมันไปเลย  ต้องทำให้หายไป”

เพิ่งเข้าใจคำว่า มืดแปดด้าน

“เหตุการณ์ครั้งนี้สอนให้เรารู้ว่าคำว่ามืดแปดด้านมันมีจริง ไม่เคยเข้าใจว่ามืดจริง ๆ เป็นอย่างไร ก็ได้เข้าใจ  แต่พอตั้งสติได้ เราจะเห็นช่องเล็ก ๆ ของแสงสว่างเข้ามา มันมีทางออกเสมอ จาก 8 ด้านเลยเหลือเพียง 2-3 ด้าน”

แนวทางรับมือของปัญญ์ปุริคือ

  1. จากที่ไม่เคยสนใจออนไลน์เลยเพราะมองว่า สินค้าเป็นเครื่องหอมเป็นโปรดักส์สปา คนต้องลองต้องได้กลิ่น ออนไลน์ไม่ใช่ช่องทางขายแน่นอน ก็ต้องเปลี่ยนความคิดใหม่พยายามเข้าไปในทุกแพลตฟอร์มออนไลน์ แล้วทุกอย่างต้องเร่ง Speed เพื่อให้รายได้เข้ามาบ้าง

“เรามองลูกค้ากลุ่มหลักก่อน คือคนจีน ถ้าเขามาไม่ได้ เราต้องไปหาเขา โชคดีที่ตอนแรกเราเปิดร้านค้าที่ทีมอลล์ ที่คิดว่าเป็นแค่จุดเสริมเล็ก ๆ แต่ตอนนี้กลายเป็นช่องทางหลักในการขายของให้คนจีน”

  1. พยายามหาสินค้าใหม่ที่จะสอดคล้องกับความต้องการของลูกค้ามากที่สุด เช่น เกิดเป็นเจลแอลกอฮอล์ในแพ็กเกจจิ้งสวยงามขึ้นมา
  2. ที่ผ่านมาปัญญ์ปุริไม่เคยทำโปรโมชั่น ลดแลก แจกแถม แต่พอเกิดโควิดกฎต่าง ๆ ที่เคยมีต้องปลดออกไป คิดอย่างเดียวว่าในสถานการณ์อย่างนี้ทำอย่างไรที่เราจะไปอยู่กับคอนซูเมอร์ให้ได้  

ขายผ่านไลฟ์สดไม่เคยคิดว่าจะทำยังต้องทำ

เป็นอีกประสบการณ์หนึ่งในการปรับตัวเองเข้าหาผู้บริโภค

วรวิทย์บอกว่า ถ้าไม่ใช่วิกฤตนี้ไม่เคยคิดเลยว่าจะต้องทำ เพราะคิดว่าไลฟ์ขายของ คือขายสินค้าแบบแมส แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่เลย

เพียงแต่เขาไม่ได้ไลฟ์ขายเอง แต่ทำผ่าน “Austin Li”  Influencer ชื่อดังของจีน

“ภายใน 5-7 นาทีที่เขาไลฟ์ให้เราขายได้เป็นหลักหมื่นขวดเลยทีเดียว เรียกว่ายอดขายทั้งเดือนของเรา สู้เขาขายใน 7 นาทีไม่ได้  คือถ้าไม่มีวิกฤตนี้จะไม่รู้เลยว่าช่องทางนี้มีและทรงพลังมากจริง ๆ”

แต่สำหรับ Austin Li  แล้วไม่ใช่ทุกคนจะไปจ้างให้เขาไลฟ์ก็ได้ ปัญญ์ปุริต้องส่งใบสมัครเข้าไป ต้องผ่านวิธีคัดเลือก ซึ่งปีที่แล้วได้เข้าไปไลฟ์ประมาณ 2-3 ครั้ง ปีนี้ก็จองคิวไว้ทุกไตรมาสเหมือนกัน แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะได้กี่ครั้ง เพราะเขาจะบอกล่วงหน้าแค่ประมาณอาทิตย์เดียวเท่านั้น

ตอนนี้เราต้องช่วยตัวเองทำอย่างไรไม่ให้จมน้ำ ให้รอด แต่เมื่อรอด ขึ้นฝั่งได้แล้วก็ต้องวางแผนว่าจะเดินอย่างไรต่อให้แข็งแรงขึ้น และต้องไปให้เร็วกว่าคนอื่นด้วย จะมามึน ๆ งง ๆ หลงทางไม่ได้”

แผนการอย่างหนึ่งที่วางไว้คือ Omni channel strategy ผ่านนิวแฟลกชิปสโตร์ใหม่ที่เซ็นทรัลแอมบาสซี เป็นร้านที่จะเติมเต็มภาพออนไลน์กับออฟไลน์ ไม่ใช่ร้านที่แค่เพียงเอาสินค้ามาวางเรียง ๆ กันบนชั้น หรือจัดดิสเพลย์สวย ๆ เท่านั้น  แต่ต้องมีวิธีการดึงคนให้เข้ามามีประสบการณ์กับสินค้าในร้าน และสร้างความผูกพันกับแบรนด์ให้ได้  ซึ่งในทางออนไลน์ทำไม่ได้   

วรวิทย์มั่นใจว่า 6 เดือนหลังจากนี้หากไม่มีเซอร์ไพรส์อะไรมาอีกตัวเลขปีนี้ไม่น่าจะขาดทุน

เขายอมรับว่า วิกฤตครั้งนี้เกินความคาดหมายของทุกคน เกิดขึ้นแล้วเราหนีไม่พ้น หลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็ต้องบอกตัวเองว่า “ฉันต้องรอด” 

“ผมใช้คำนี้มาตั้งแต่ตอนเจอเหตุการณ์ 9/11 ไม่ใช่ที่ที่ฉันจะมาตาย ครั้งนี้ก็เหมือนกัน ฉันต้องรอด จะไม่ตายกับวิกฤตนี้  ถ้าเป็นหนังตอนจบพระเอกต้องไม่ตายแน่นอน ”   

แต่ยอมรับว่าในวันอาทิตย์ที่ 27 มิ.ย. นั้นตื่นขึ้นมาทราบเรื่องมาตรการรอบใหม่ เล่นเอาทรุดและรู้สึกท้อแท้ไปมากเหมือนกัน  

“คือเราหวังกันมาก ๆ ว่า 1 ก.ค. นี้จะได้เปิดสปาเรียกน้อง ๆ กลับมาเตรียมตัวกันยิ้มแย้มแจ่มใส แต่เมื่อตื่นขึ้นมาเจอมาตรการรอบใหม่ทรุดเลย แต่เราต้องรอดน่า” เขาพูดจบด้วยเสียงหัวเราะ



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน