COTTO ไม่ได้แค่ขายสุขภัณฑ์ แต่เราตั้งใจดีไซน์ความสุข” ยิ่งโดยเฉพาะ ห้องน้ำ คือพื้นที่ที่เราใช้อยู่ทุกวัน ยิ่งอยู่บ้านมากขึ้นยิ่งใช้บ่อยกว่าเดิม เราเลยอยากสร้าง Space of happiness bathroom พื้นที่แห่งความสุข ที่ไม่ใช่แค่สุขกาย แต่ยังสุขใจ ด้วยนวัตกรรม SMART & HYGIENE และที่สำคัญต้องตอบโจทย์การใช้งานของผู้อยู่อาศัยอย่างแท้จริง”

กิตติพงษ์ โพธิ์ธรานนท์ กรรมการผู้จัดการ สยามซานิทารีแวร์ จำกัด กล่าวกับ Marketeer ถึงเป้าหมายของแบรนด์อันดับ 1 ด้านผลิตภัณฑ์ก๊อกน้ำและสุขภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ที่ชื่อว่า COTTO ที่สามารถสร้าง Space of happiness Bathroom ในบ้านของทุกคนได้

“ด้วยดีไซน์ที่คิดมาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้ ที่ครอบคลุมมากขึ้นในทุก ๆด้าน ทั้งด้าน ความสะดวกสบาย สะอาดปลอดภัย คุ้มค่า ไว้วางใจ และความสวยงาม COTTO มุ่งมั่นทั้ง 5 ด้านนี้เป็นหลัก เพื่อให้ผู้ใช้งานได้ไอเทมที่ต้องการได้จริงๆ บนความคุ้มค่าที่ COTTO ตั้งใจมอบให้”

ถึงแม้ตั้งแต่ปีที่แล้วลากยาวจนมาถึงวันนี้ยังอยู่ในช่วงวิกฤตจากโควิด-19 แพร่ระบาด แต่ภาพรวมของ ตลาดสุขภัณฑ์ มูลค่า 5,000 ล้านบาท คอตโต้ครองส่วนแบ่งถึง 35% และใน ตลาดสุขภัณฑ์ประเภท SMART & HYGIENE มูลค่าราว 1,000 ล้านบาท คอตโต้ยังคงครองส่วนแบ่งมากสุดถึง 40% ยังคงเติบโต

“การที่เป็นผู้นำไม่ได้หมายความว่าจะสามารถวิ่งไปข้างหน้าได้อย่างไม่มองใคร ยิ่งช่วงที่ทุกคนเจอกับ โควิด-19 ทุกคนมีเวลาเท่ากัน ถ้ามัวแต่ไปคิดว่าจะล้มท่าไหน แพ้ท่าไหน ให้คิดกลับว่าเราจะพัฒนาตัวเองไปในด้านไหนแทนน่าจะดีกว่า เวลาที่เราคิดตรงนี้ใช้เวลาเท่ากัน ผมเลือกที่จะมองแบบนั้น”

กิตติพงษ์เล่าต่อว่าสิ่งที่เรียนรู้จากวิกฤตมีอยู่หลายเรื่อง เริ่มจากเรื่องแรกคือ ปัจจุบันแบรนด์ต้องเข้าใจผู้บริโภคมากขึ้น

Understand customer : เหนือสิ่งอื่นใด คือการเข้าใจลูกค้าอย่างถ่องแท้ ดังนั้นสินค้าและบริการ COTTO ถูกพัฒนามาจากการศึกษาผู้ใช้งานจริง (human centric design) เราให้ความสำคัญทุกขั้นตอน ตั้งแต่สำรวจ สัมภาษณ์ เก็บข้อมูล ความต้องการของลูกค้า เพื่อนำมาวิเคราะห์และนำไปพัฒนาทั้งดีไซน์และเทคโนโลยี

เพราะห้องน้ำกลายเป็นสถานที่หนึ่ง ที่ต้องใส่ใจเพิ่มขึ้นมาก เพราะเป็นพื้นที่ส่วนตัว ที่ต้องใช้ในการดูแลความสะอาดให้ตัวเอง นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นของความสะอาดของทุก ๆ คน เพื่อเป็นสินค้าที่ใคร ๆ ก็ใช้

และการจะสร้าง Space of happiness bathroom ต้อง Smart และ Hygiene นี่คือเรื่องสำคัญที่ COTTO โฟกัส  อีกทั้งเป็นผู้นำในการพัฒนานวัตกรรมใหม่ออกมาตลอด ตัวอย่างเช่น นวัตกรรมเคลือบผิวบริเวณข้างในโถสุขภัณฑ์ รวมถึงฝารองนั่งด้วยสารที่ชื่อ Ultra Clean+ ซึ่งสามารถลดการสะสมเชื้อโรคได้เองถึง 99% ภายใน 24 ชั่วโมง ผ่านมาตรฐาน JIS จากประเทศญี่ปุ่น

ยิ่งตอนนี้คือต้องเข้าใจสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปด้วย ยกตัวอย่างเช่น สินค้าประเภทลดสัมผัส (Touchless) ก๊อกน้ำเซนเซอร์ก่อนโควิดอาจเป็นแค่กิมมิก แต่ตอนนี้เปลี่ยนไปอีกแบบ ทุกคนไม่อยากจับไม่อยากสัมผัสอะไรเยอะ เทคโนโลยีตรงนี้ช่วยให้เราแค่โบกมือไม่ต้องกดไม่ต้องจับอะไรคนใช้ก็รู้สึกปลอดภัย

“เพราะ Health = New Wealth การจะทำให้ห้องน้ำเป็นพื้นที่ความสุขของบ้านได้ นั่นคือการมีสุขภาวะที่ดี สะอาด ปลอดภัย คนใช้ไร้กังวล และต้องถูกดีไซน์มาเพื่อผู้ใช้งานจริง ๆ”

นอกจากนั้น ผู้นำต้องมี Speed to Market ที่ไม่เชิงว่าเป็นเพียงแค่การแข่งขันระหว่างแบรนด์ แต่ต้องแข่งกันว่าใครตอบสนองความต้องการตลาดได้เร็วกว่าก็มักได้เปรียบมากกว่า “เมื่อก่อนโปรดักส์หนึ่งชิ้นทำงานกัน 18 เดือน ตอนนี้เหลือ 10 เดือน ด้วยความที่โลกเป็น Globalization วันนี้สินค้าตัวนี้ขายดี อีก 3-4 เดือนก็มีสินค้าที่เป็นโมเดลคล้าย ๆ กันออกมาแข่ง ที่สำคัญไม่ใช่แค่ในประเทศ นี่คือเกมระดับภูมิภาคหรือระดับโลก”

และการจะเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมต้องรู้จัก Unlearn จากแบบแผนความสำเร็จเก่า ๆ ที่เคยทำมา

“ห้ามติดกับดักความสำเร็จ เพราะโลกทุกวันนี้ต้องเรียนรู้ไปพร้อมกัน เรียนรู้แต่ตัวเองก็ไม่ได้ เหมือนเราอ่านหนังสืออยู่คนเดียว แต่ลืมดูว่าโลกไปถึงไหนแล้ว ที่สำคัญต้องเลิกคิดว่าตัวเองเก่งที่สุด เพราะคุณจะเสียโอกาสที่จะได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ”

เป้าหมายต่อไปของ COTTO

แน่นอนว่า COTTO มุ่งสู่การเป็นผู้นำด้านสินค้า Smart & Hygiene อย่างต่อเนื่อง โดยชูนวัตกรรมที่ทันสมัยของ COTTO ไม่ว่าจะเป็น Flushing Technology, Glazing Technology, Seat & Cover Technology รวมถึง Colors Technology

และถึงแม้สัดส่วนสินค้ากลุ่ม Smart & Hygiene ของ COTTO ตอนนี้คิดเป็นประมาณ 10% ของรายได้ทั้งหมด แต่กิตติพงษ์เชื่อว่านี่คือเทรนด์ของอนาคตเพียงแค่รอให้ถึงจุดที่เขาเรียกว่า “จุด Take off”

อย่างเช่น ฝาโถสุขภัณฑ์อัจฉริยะ ที่เมื่อก่อนต้องบินไปญี่ปุ่นถึงได้ลองใช้ เดี๋ยวนี้เมืองไทยในห้างก็มี หรือที่สนามบินหรือตามโรงแรมก็เริ่มใช้มากขึ้นเรื่อย ๆ จากความตื่นเต้นก็กลายเป็นความคุ้นชิน และก็ทำให้รู้สึกว่าสะดวก แถมยังลดการสัมผัสด้วย สินค้าแบบนี้ก็ถือว่าอยู่ในประเภท Smart & Hygiene และอยู่ในหมวดของ Replacement คือซื้อมาทดแทนของเก่าที่เสีย

“เมื่อก่อนสินค้าในหมวด Smart & Hygiene คิดเป็นเปอร์เซ็นต์น้อยมาก เราเติบโตมาจาก 1% จนในวันนี้ค่อย ๆ ไต่ขึ้นมาอยู่ที่ 10% ของยอดขาย ซึ่งการจะ Take off ได้ก็มีหลายปัจจัย แต่ที่สำคัญ คือการที่ทุกคนเริ่มใช้งานเยอะขึ้น ไปที่ไหนใคร ๆ ก็ใช้ ความต้องการก็จะเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด เหมือนกราฟที่พอเจอจุด Take off กราฟก็จะไต่ขึ้นแบบ Exponential”
กิตติพงษ์มองไว้ว่าอีก 5-6 ปีเราน่าจะได้เห็นเทรนด์ที่ว่าเติบโตมากกว่านี้

และ COTTO ยังมองไปที่การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการเพื่อตอบโจทย์ตลาด 5 กลุ่มมากยิ่งขึ้น นั่นก็คือ ประกอบไปด้วย ตลาด New Built ตลาด Renovate ตลาด Replacement ตลาด Fixing & Maintenance และตลาด Restoration

รวมถึงยังวางแผนที่จะขยายศูนย์บริการ Fixing Service ทั่วประเทศ เพื่อสร้างความมั่นใจและความอุ่นใจในสินค้าและบริการ ที่พร้อมให้บริการแบบเข้าถึงทุกพื้นที่ โดยมุ่งเน้นไปที่กลุ่ม Renovate, Replacement และตลาด Fixing เพื่อรองรับการขายสินค้ากลุ่ม Smart & Hygiene ที่กำลังเติบโต

“การที่ COTTO เป็นแบรนด์คนไทย เราเชื่อมั่นว่าเรารู้จักคนไทยดีที่สุดด้วยเช่นกัน ดังนั้นทุกการออกแบบจึงถูกคิดมาเพื่อคนเอเชียและคนไทยอย่างแท้จริง และจุดนี้ยังเป็นจุดสำคัญที่ทำให้ COTTO สามารถขยายออกไปในบ้านใกล้เรือนเคียง เราสามารถเป็นอาเซียนแบรนด์ได้ และการขยายออกไปนั่นหมายถึงโอกาสที่เราจะเข้าถึงคนอีกกว่า 600 ล้านคนในอาเซียน”

การดีไซน์ที่เหมือนกับเราต่อ Lego

ด้วยเทรนด์ของผู้บริโภคในยุคปัจจุบันยังนิยมเรื่องของ Customize personalization เพราะถ้าการออกแบบดีไซน์ไม่เป็นตัวเราพื้นที่ตรงนั้นก็ไม่มีทางเป็นพื้นที่แห่งความสุขที่แท้จริงได้

ซึ่งในปีนี้ COTTO เตรียมออกกลุ่มสินค้ากลุ่มก๊อกน้ำ ที่ทำให้เราเห็นอะไรสนุก ๆ มากยิ่งขึ้น และตอบโจทย์ความเป็น Customize personalization ความต้องการของลูกค้าที่ยังรักความมีดีไซน์ มีสไตล์ที่บ่งบอกความเป็นตัวเอง “SMART & HYGIENE with STYLE” โดยเปิดพื้นที่ให้ลูกค้าได้ Mix & Match สินค้า Smart ตาม Style ที่เป็นตัวเอง และทำให้พื้นที่ห้องน้ำเป็น Dream Space

และถ้าทุกอย่างเป็น Customize หมดจะต้องแลกมาด้วยเรื่องราคานั้น COTTO คิดใหม่ เพราะห้องน้ำห้องหนึ่งประกอบไปด้วยหลากหลายผลิตภัณฑ์ ดังนั้นจึงออกแบบสินค้าเราเหมือนเป็น เลโก้ มีให้เลือกหลายเเบบ แต่ทุกชิ้นต้องมีสไตล์ ทีนี้ก็ให้ลูกค้าเลือกตกแต่งตามสไตล์ที่เขาต้องการได้ด้วยตัวเองหรือให้ COTTO เป็นที่ปรึกษา

อย่างไรก็ตาม ยังมีเรื่อง “ความคุ้มค่า” ที่ทำให้ COTTO ครองใจผู้บริโภคมายาวนาน ความคุ้มค่าในที่นี้หมายถึง “ความคุ้มค่าบนคุณค่า” (Value Based Pricing) กล่าวคือ COTTO มุ่งมั่นที่จะส่งมอบสินค้าและบริการที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าในราคาที่จับต้องได้ ไม่ว่าจะเป็นสินค้ากลุ่ม Main Stream ทั่วไป และรวมถึงสินค้ากลุ่ม Smart & Hygiene ด้วยเช่นกัน

“นั่นคือที่มาของการที่สุขภัณฑ์คอตโต้ ได้รับความไว้วางใจให้เป็น “No. 1 Brand Thailand 2020-2021” ในกลุ่มสุขภัณฑ์จากผลการสำรวจทั่วประเทศ 4,500 คน ต้องขอขอบคุณลูกค้าทุกท่านมากครับ คอตโต้ยังคงมุ่งมั่นนำนวัตกรรมสรรค์สร้างความสุขพร้อมสุขอนามัยแห่งความเป็น COTTO Smart Toilet เพื่อทุกครอบครัวอย่างแท้จริง”

พื้นที่ความสุขที่ถูกขยายออกไปนอกบ้าน

โดยโครงการที่ COTTO ทำคือการร่วมมือกับพื้นที่สาธารณะต่าง ๆ เพื่อสร้าง Smart Toilet กระจายไปในพื้นต่าง ๆ เช่น แหล่งท่องเที่ยว แหล่งช้อปปิ้ง หรือในชุมชนที่ต้องการ และที่แรกที่เกิดขึ้นจริงแล้วคือที่ JJ Green 2 ประชาชื่น

“Smart Toilet ยังถูกพัฒนาควบคู่ไปกับแนวคิด Circular Economy ตั้งแต่การออกแบบ ผลิต และติดตั้ง อุปกรณ์ทุกชิ้นหากชำรุดเสียหายสามารถถอดนำไปส่งโรงงานซ่อม หรือซ่อมไม่ได้ก็สามารถเอาไปหลอมเป็นวัตถุดิบรีไซเคิลหมุนเวียน เอากลับมาประกอบใหม่ได้ ถ้าในอนาคตมี COTTO Smart Toilet สัก 1,000 แห่งเราไม่ได้สร้างแล้วปล่อยทิ้ง แต่ทุกอย่างหมุนเวียนได้ พลังงานก็ใช้แสงอาทิตย์ชาร์จแบตเตอรี่ ของเสียก็วนกลับมาเป็นปุ๋ยได้อีกด้วย และในอนาคตจะเป็นห้องน้ำที่ไร้การสัมผัสโดยสมบูรณ์” จุดประกายให้ทุกคนเห็นว่าสินค้า SMART TOILET เป็นเรื่องปกติธรรมดาในชีวิตของผู้บริโภคปัจจุบันได้

“สำหรับท่านที่สนใจสุขภัณฑ์ และก๊อกน้ำคอตโต้ Smart Toilet สามารถไปชมได้ที่ตัวแทนจำหน่าย COTTO ทั่วประเทศ หรือ เว็บไซต์ COTTOlife.com, Shopee , Lazada , JD Central , NocNoc

 



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน