ปัจจุบันคำว่า Disrupt หรือ Disruption ถูกนำมาใช้ในวงการธุรกิจ การตลาด และ Startup อย่างกว้างขวาง เนื่องจากเกิดธุรกิจที่เข้ามาทำลายธุรกิจเดิมมากมาย… ทำลายขั้นตอนที่ยุ่งยาก ทำลายปัญหาของผู้บริโภค ทำลายต้นทุน และที่น่ากลัวที่สุด.. ทำลายธุรกิจเดิมๆ ออกไปจากตลาด
Chuck Eesley (ชัค อีสลีย์) ผู้ช่วยศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ได้อธิบายไว้ว่า หากเปรียบกับมวย ธุรกิจเดิมก็คือนักมวยอาชีพที่มี การเคลื่อนที่ การหลบ การโยก การแย็บ หมัดตรง หรืออัปเปอร์คัต ทุกอย่างทำได้ดี แต่ไม่ดีที่สุด… ในขณะที่ Startup ที่กำลังเกิดใหม่เรื่อยๆ มุ่งโฟกัสไปที่อย่างเดียวเท่านั้น ฉะนั้นถ้ามีการแข่งอัปเปอร์คัตเพียงอย่างเดียว Startup ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องอัปเปอร์คัตก็จะชนะ เพราะซ้อมเรื่องนี้เพียงอย่างเดียว

ฉะนั้นโลกทุกวันนี้ไม่ใช่ ปลาใหญ่กินปลาเล็ก แต่เป็นปลาเล็กๆ หลายตัวที่จะรุมกินปลาใหญ่

โดยอายุเฉลี่ยของของบริษัทจดทะเบียนก็น้อยลงตาม โดยจากข้อมูลของ Stanford พบว่า 30 ปีหลังตั้งแต่ปี 1980 -2010 อายุเฉลี่ยลดลงจาก 55 ปี เหลือ 25 ปี เท่านั้น นี่จึงเป็นอีกข้อมูลที่ย้ำชัดถึงเทรนด์นี้ได้เป็นอย่างดี
ตัวอย่างของ Disruptive World ที่ใกล้มาก จนเราไม่รู้ตัว
หากคุณดูไปที่หน้าจอ Smartphone ของคุณตอนนี้ ก็จะเห็นว่า มี App หลายประเภทที่มีหน้าที่ทับซ้อนกัน อย่างแค่ Camera เชื่อว่าทุกคนก็ต้องมีอย่างน้อย 2-3 App และมีแอพแต่งรูปเพิ่มต่างหากด้วย นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม Facebook ถึงมีฟีเจอร์หลายอย่างใน App เดียว

บริษัทใหญ่อย่าง FedEx ขนส่งระดับโลก ก็มีคู่แข่งในทุกบริการ
ตั้งแต่ บริการรับส่งของเล็กๆ จนถึงสินค้าที่เป็นตู้คอนเทนเนอร์ จนถึง ระบบจัดการ Logistics แน่นอนสำหรับบริษัทใหญ่ที่เป็นลูกค้า FedEx มาตลอดก็อาจยังเชื่อมันใน FedEx แต่สำหรับลูกค้ารายย่อยล่ะ ถ้ามีบริการที่ถูกกว่า และมี Feedback ที่ดี ก็พร้อมจะลองเป็นธรรมดา

Fin Tech ยิ่งแล้วใหญ่
ลองดูตัวอย่างเว็บไซต์ Well Fargo ที่มีบริการทั้ง การเงิน ที่ปรึกษา ประกัน เครดิต หรือสินเชื่อ ทุกบริการมี Fin Tech Startup ที่เป็นคู่แข่งไม่น้อยกว่า 10 ราย และยังไม่รวมของต่างประเทศด้วย
พอเห็นภาพของ Disruptive World แล้วใช่ไหม..
เพราะฉะนั้นถ้าอยากเอาตัวรอดในตลาดนี้ให้ได้ นี่คือ 3 Mindsets ที่ Chuck Eesley อยากให้คุณควรท่องไว้ให้ขึ้นใจ ถ้าไม่อยากถูก DISRUPT
1.โฟกัสที่ผู้บริโภคเป็นหลัก
เวลาคุณจะทำธุรกิจอะไร คุณต้องฟังเสียงผู้บริโภคจริงๆ เพราะไม่งั้นคุณจะเจอ คำตอบ 2 แบบ 1.False Positive คือเพื่อนสนิทที่บอกว่า ไอเดียนี้สุดยอดเลย ฮิตแน่นอน และ 2.False Negative คือ ความเห็นจากโลกโซเชียลทั้งหลาย
Chuck บอกว่าธุรกิจที่ไปไม่รอดส่วนใหญ่ยังหาผู้บริโภคของที่แท้จริงของตัวเองยังไม่เจอด้วยซ้ำ
บริษัทใหญ่ๆ อย่าง Google หรือ Microsoft ก็เคยผลิตภัณฑ์ที่ พลาด มามากมาย นี่คือ Google Graveyard ที่เป็นเครื่องเตือนใจ ว่ากว่าจะมีผลิตภัณฑ์ดังๆ ที่ครองโลกขณะนี้ Google ก็เคยเจ็บมาเยอะ
2.Action Bias (Pretotyping)
“Building The Right It” ก่อน “Building It Right”
การหา The Right It นั้นทำได้โดยการ Pretotyping หรือ ทำสินค้าทดสอบ Feedback นั่นเอง โดยสาเหตุที่ต้องทำก็เพราะ ต้อง Fail Fast เจ็บตัวให้เร็ว เพราะยิ่งเวลาผ่านไปนานก็ยิ่งเหนื่อย ลงทุนเยอะ ยิ่งผ่านไปนานก็ยิ่งหยุดยาก และสุดท้ายก็ต้องล้มเหลวอยู่ดี
ยกตัวอย่างการ Pretotype ที่น่าสนใจ
-FAKE DOOR Pretotype : สร้างสินค้าจำลองขึ้นมา โดยในรูปแสดงให้เห็น รูปตุ๊กตาของ Michael Bolton ที่ไม่มีอยู่จริงขึ้นมา โดยเมื่อกด Ad ใน Google จากนั้นก็จะเข้าเว็บไซต์ปลอม แล้วก็มีปุ่มซ์้อหลอกๆ หากกดเข้าไปซื้อก็จะมีช่องให้ใส่อีเมล์ติดต่อกลับนั่นเอง
โดยทำแบบนี้แล้วได้อะไร? ได้รู้ว่าขณะนั้นคนสนใจและกด Ad เราใน Google เท่าไหร่ >> กดเข้ามาแล้วกด BUY เท่าไหร่ >> กด BUY แล้วใส่อีเมล์อีกเท่าไหร่

-YouTube Pretotype : เป็นการสร้างวิดีโอแนะนำผลิตภัณฑ์เลย ตั้งใจว่าจะสินค้าจะเป็นแบบไหนก็ทำไปก่อน จากนั้นก็ดู Feedback … เห็นอย่างนี้ Pokemon GO ก็เคยทำตอน April Fool Day ปี 2015 จากนั้นด้วยกระแสที่ล้นหลามพวกเขาก็ดำเนินการต่อให้เสร็จในปี 2016 หรือแม้แต่หนังเรื่อง Deadpool ก็ทำ Teaser ออกมาให้คนดูเล่นๆ แต่คนกลับชอบมาก ก็เลยทำหนังยาวไปเลย เป็นต้น

“พอเจอ The Right Product แล้ว การหาวิธีสร้างก็ไม่ยาก”
3.อยู่กับความไม่แน่นอนให้ได้
สิ่งที่ยากที่สุดของการทำธุรกิจในยุคนี้ก็คือ ต้อง Balance ทั้ง 4 เรื่องให้ได้ ระหว่างมองโลกในแง่ดี-ร้าย กับ ความเด็ดเดี่ยว-ความยืดหยุ่น ซึ่งมันเป็นเรื่องยากมากสำหรับคนไม่มีประสบการณ์ และทางเดียวที่จะได้มันมาก็คือ ลองผิด ลองล้มเหลว
การเร่งขั้นตอนการทำงาน เพื้อสร้างธุรกิจ หรือสินค้าที่จะอยู่รอดได้นั้น เหมือนอยู่บนความไม่แน่นอนตลอดเวลา เพราะฉะนั้น ต้องสามารถรับความเสี่ยง ความไม่แน่นอนให้ได้
ที่มา : งานสัมมนา Winning The Disruptive Game จัดโดย KBank และ SEAC
