แบรนด์ อ้วยอันโอสถ เป็นหนึ่งในการรีแบรนด์ดิ้งที่น่าศึกษาของประเทศไทย เพราะปัจจุบันอ้วยอันโอสถ มีอายุครบ 70 ปี ตลาดยาสมุนไพรไทย ก็แตะ 10,000 ล้านบาท เทรนด์รักสุขภาพก็ยังแรงต่อเนื่อง สังคมผู้สูงอายุกำลังมา จึงไม่แปลกที่จะเกิดคู่แข่งในตลาดยาสมุนไพรมากมาย ทั้งถูกกฎหมายและไม่ถูกกฎหมาย

Marketeer เคยสัมภาษณ์อ้วยอันโอสถ ถึงการ Rebrand ครั้งสำคัญไว้เมื่อปี 2557 ผ่านมา 2 ปี การปรับเปลี่ยนแบรนด์นั้นยังคงทำอย่างต่อเนื่อง แต่สิ่งที่ต้องต่อสู้ครั้งนี้แตกต่างออกไป เพราะครั้งนี้พวกเขาต้องรวมเอาความ Traditional และ Digital มาไว้ด้วยกันให้ได้

ความ Traditional มีอะไรบ้าง

1.ความรู้สึกของผู้บริโภคต่อสมุนไพร (Perception) : แค่พูดว่าสมุนไพร ผู้เขียนเองยังรู้สึกว่ามันไม่ทันสมัย ไม่แน่นอน ประสิทธิภาพสู้ยาแผนปัจจุบันไม่ได้

2.Packaging ไม่โดน : สาเหตุที่คนรุ่นใหม่ยังไม่เข้าถึงยาสมุนไพรมากนักก็เพราะบรรจุภัณฑ์ ฉลาก ที่ดูไม่ทันสมัย ดูเหมือนๆ กันไปหมด ฉะนั้น

3.บอกต่อจากรุ่นสู่รุ่น : การที่เด็กจะรู้จักอ้วยอันโอสถนั้น ส่วนใหญ่เกิดจากพ่อแม่ซื้อให้ทาน ซึ่งมันไม่เพียงพอที่จะสร้างการจดจำ


แก้ด้วย Digital

1.ใช้วิทยาศาสตร์ตอบข้อข้องใจ : ทุกผลิตภัณฑ์ของพวกเขาจะมีการ R&D และยืนยันสารสำคัญว่าในยาสมุนไพรขวดนี้ มีสารสำคัญครบสูตรจริงๆ ฉะนั้นเวลาผู้บริโภคทานยาตามฉลาก พวกเขาก็จะได้รับประโยชน์จริงๆ นอกจากนั้นมาตรฐานการผลิตของอ้วยอันโอสถก็สูงสุดเทียบเท่าการผลิตยาแผนปัจจุบันด้วย

2.ปรับเปลี่ยน Packaging : ให้ทันสมัยมากขึ้น โลโก้ใหญ่ขึ้น และจำง่ายขึ้น แต่ที่สำคัญคือค่อยๆ เปลี่ยนไม่ให้ผู้บริโภคตกใจ

3.เลือกแต้วเป็นพรีเซนเตอร์ : เอาล่ะ เข้าเรื่องสักที การเลือกแต้วนั้นช่วยให้เข้าถึงคนรุ่นใหม่มากขึ้น เพราะแต้วเป็นคนรักสุขภาพ มีความรู้ และภาพลักษณ์ดี ทำให้เข้าถึงเด็กและวัยรุ่นในกทม. เป็นส่วนใหญ่ แต่หลังจากที่ละครนาคีเริ่มออนแอร์ กระแสละครก็ดังไปทั่วประเทศเพราะภาษาที่ใช้เป็นภาษาอีสาน ดังนั้นเมื่อโฆษณาของอ้วยอันโอสถปรากฏ การจดจำก็เกิดขึ้นทันที

 

 

แต่ใช่ว่าหนทางของอ้วยอันโอสถจะโรยไปด้วยกลีบกุหลาบ เพราะปัจจุบันผู้เล่นหลายรายเข้ามาแข่งในอุตสาหกรรมนี้ เพราะสามารถตั้งราคาได้โอเวอร์ โอ้อวดได้แข่งกัน

ดังนั้นหน้าที่ของอ้วยอันโอสถก็คือ การทำให้ผู้บริโภคเข้าใจว่าสมุนไพรที่ดี ต้องมีมาตรฐานการผลิตที่ดี สรรพคุณไม่เกินจริง และ ราคาจับต้องไ