กลายเป็นข่าวสะเทือนวงการโทรคมนาคม เมื่อทรูและดีแทคตกลงควบรวมกิจการเข้าด้วยกันเป็นบริษัทใหม่ ในฐานะบริษัทเทคโนโลยี (Technology Company) ภายใต้ยุทธศาสตร์เทคโนโลยีฮับ พร้อมเสริมธุรกิจเทคโนโลยีใหม่ การสร้างดิจิทัลอีโคซิสเต็ม และกองทุนสตาร์ตอัป เพื่อสอดรับยุทธศาสตร์ประเทศไทย 4.0 ในการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านเทคโนโลยีระดับภูมิภาค

ในวันนี้ (22 พฤศจิกายน 2564) ซิคเว่ เบรคเก้ ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มเทเลนอร์ และศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ และประธานกรรมการ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ร่วมแถลงข่าวถึงการควบรวมกิจการของทรูและดีแทค

ผู้บริหารทั้งสองให้เหตุผลในการควบรวมกิจการ และปรับโครงสร้างธุรกิจในครั้งนี้ว่า
1. ในปัจจุบันบริษัทโทรคมนาคมมาถึงจุดที่เพิ่มมูลค่าให้กับธุรกิจได้น้อยมาก จากพฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วสู่การใช้งานแพลตฟอร์มดิจิทัลต่าง ๆ ที่อาศัยเพียงเครือข่ายมือถือในการเข้าถึงโลกดิจิทัล ซึ่งต่างจากในอดีตที่ธุรกิจโทรคมนาคมสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้จากบริการ Voice และ Data รวมถึงบริการเสริมต่าง ๆ ที่สามารถให้บริการอยู่บนอีโคซิสเต็มของตัวเองได้

ซึ่งเรามองว่าการแข่งในธุรกิจโทรคมนาคมในวันนี้นอกเหนือจากการแข่งขันกันเองของผู้ให้บริการมือถือผ่านบริการและแคมเปญโปรโมชั่นต่าง ๆ ยังเป็นธุรกิจที่ต้องใช้เม็ดเงินมหาศาลในการขยายเครือข่ายให้บริการและอัปเดตเทคโนโลยีเครือข่ายใหม่ ๆ ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ผู้บริโภคสามารถใช้บริการเครือข่ายได้อย่างไม่มีสะดุด โดยเฉพาะการใช้บริการ Data โมบายอินเทอร์เน็ตที่มีการเติบโตด้านการใช้งานสูงขึ้นทุกปี
2. ในอีก 20 ปีข้างหน้าการแข่งขันในธุรกิจจะเปลี่ยนไปจากเดิมจากการเข้ามาของเทคโนโลยี 5G, AI, IoT และ Cloud ที่เข้ามาสร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ไปพร้อม ๆ กัน

ซึ่งเรามองว่าทรูและดีแทคต่างมีจุดด้อยและจุดเด่นในการเดินหน้าเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี และพฤติกรรมผู้บริโภคที่แตกต่างกันไป เช่น ทรู มีจุดเด่นคือการมีเครือข่ายมือถือที่ครอบคลุมในทุก ๆ ย่าน และมีความชัดเจนในการลงทุนด้าน 5G พร้อมกับทำตลาดไปยังกลุ่มผู้บริโภคในวงกว้าง ส่วนดีแทคมีคลื่น 5G จำนวนจำกัด และเป็นคลื่นที่อยู่ในกลุ่มความถี่สูงเป็นหลัก แต่ดีแทคมีจุดเด่นในเรื่องพลังของเทเลนอร์ที่จะเข้ามาสนับสนุนด้านเทคโนโลยีต่าง ๆ พร้อมกับพลังของเครือข่ายเทเลนอร์ที่มีอยู่ทั่วโลก

จากเหตุผลดังกล่าว ทรูและดีแทคจึงต้องการควบรวมบริษัท เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยังยืนในอนาคต และพลังในการแข่งขันตลาดแย่งชิงรายได้จากผู้นำตลาดอย่างเอไอเอส

โดยบริษัทใหม่นี้ยังไม่ประกาศชื่ออย่างเป็นทางการ คาดการณ์ว่าจะเห็นความชัดเจนในไตรมาสแรกปี 2565

บริษัทใหม่นี้ทรูและดีแทคจะถือหุ้นในสัดส่วนที่เท่ากัน พร้อมนำจุดเด่นของทั้งสองบริษัทมาใช้ในการขับเคลื่อนธุรกิจ

และมีทิศทางในการทำธุรกิจในการสร้าง Ecosystem ใหม่ ๆ ที่นอกเหนือจากโทรคมนาคม เช่น การพัฒนาบริการ จากเม็ดเงินการลงทุนจากทั้งสองบริษัท ซึ่งรวมกันเป็นเม็ดเงินจะมีความแข็งแกร่งที่เพียงพอในการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน กับเอไอเอส และสร้างรายได้จากการให้บริการเพิ่มขึ้น

สิ่งนี้ถือเป็น Pain Point ที่ทรูและดีแทคต้องจับมือทำธุรกิจร่วมกัน  ซิกเว่ กล่าวว่าเมื่อรวมกันเป็นบริษัทใหม่ จะมีส่วนแบ่งตลาดด้านรายได้จากการให้บริการกว่า 40% ด้วยรายได้ 217,000 ล้านบาท และมีกำไรก่อนหักค่าใช้จ่าย 83,000 ล้านบาท

การที่ซิกเว่ นำรายได้มาเปรียบเทียบแทนส่วนแบ่งตลาดด้านผู้ใช้งาน เนื่องจากเขามองว่าประเทศไทยมีการใช้งานซิมมือถือเกิน 100%  แต่มองในมุมส่วนแบ่งตลาดผู้ใช้งานทรูและดีแทครวมกับจะมีผู้ใช้งานรวมกันในส่วนของผู้ใช้งานเครือข่ายมือถือ ทรูและดีแทคจะมีลูกค้ารวมกัน 51.3 ล้านราย แบ่งเป็น ทรู 32 ล้านราย ดีแทค 19.3 ล้านราย  ส่วนเอไอเอสมีลูกค้ามือถือ 43.7 ล้านราย

การร่วมกันเป็นบริษัทใหม่ของทรูและดีแทคจะมีทิศทางธุรกิจที่สำคัญคือ
1.
ให้ความสำคัญกับการพัฒนาซอฟต์แวร์ และธุรกิจอีคอมเมิร์ซ พร้อมเพิ่มมูลค่าให้กับธุรกิจและประเทศที่มากกว่าโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อผลักดันประเทศไทยเป็นดิจิทัลฮับ ผ่านการลงทุนด้าน AI, IoT, Digital Media Platform, Cloud Technology และ Space Technology ผ่านการทำงานร่วมกันทั้ง 2 ฝ่ายที่มากขึ้น
2.
สร้าง Ecosystem จาก Tech Startup ใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้นเพื่อต่อยอดไปยังธุรกิจผ่านการลงทุนในรูปแบบเวนเจอร์แคปปิตอล ที่ลงทุนใน Tech Startup ในไทย และ Tech Startup ที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย ด้วยงบการลงทุนรวม 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 6,570 ล้านบาท

ภายใต้การเปลี่ยนแปลงสู่บริษัทใหม่ ทรูและดีแทคจะเปลี่ยนแปลงด้วยการให้บริษัท ซิทริน โกลบอล ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง Telenor Asia และ เจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้ง เป็นผู้ทำคำเสนอซื้อหุ้นของทรูและดีแทค ในรูปแบบสมัครใจแบบมีเงื่อนไขก่อนการทำคำสั่งซื้อ

ซิทริน โกลบอล จะซื้อหุ้นทรูในราคาหุ้นละ 5.09 บาท
และซื้อหุ้นดีแทคในราคาหุ้นละ 47.76 บาท

โดยบริษัท ซิทริน โกลบอล เป็นบริษัทที่จดทะเบียนกับตลาดหลักทรัพย์ในวันที่ 9 กรกฎาคม 2564 ในรูปแบบธุรกิจสำนักงานปฏิบัติการภูมิภาค ด้วยทุนจดทะเบียน 1 แสนบาท
สถานที่ตั้งบริษัทอยู่ที่ 313 อาคาร ซี.พี. ทาวเวอร์ ถนนสีลม สีลม เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร
มีคณะกรรมการ 4 รายได้แก่
นพปฎล เดชอุดม
เมธี วินิชบุตร
ยอร์เกน คริสเตียน อาเรนซ์ รอสทรับ
ลาส์ เอริค เทลแมนน์

นอกจากที่เรากล่าวไปข้างต้นว่าบริษัทใหม่จะถือหุ้นโดยทรูและดีแทคเท่าๆ กัน ทำให้การเปลี่ยนแปลงหุ้นของทั้งสองบริษัทจะปรับเปลี่ยนเป็นหุ้นของบริษัทใหม่ดังนี้  หุ้นของทรู 1 หุ้น จะเปลี่ยนเป็น 2.40072 หุ้นของบริษัทใหม่  หุ้นของดีแทค 1 หุ้น จะเปลี่ยนเป็น 24.53775 หุ้นของบริษัทใหม่
การแปลงหุ้นนี้แปลงจากสมมุติฐานว่า หลังควบรวมเป็นบริษัทใหม่จะมีหุ้นที่ออกจำหน่ายแล้วทั้งหมด 138,208,403,204 หุ้น ในมูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท

ทั้งนี้ ในปัจจุบันผู้ถือหุ้นใหญ่ในทรู 2 อันดับแรกคือ
บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด ถือหุ้น 17.84%
CHINA MOBILE INTERNATIONAL HOLDINGS LIMITED ถือหุ้น 13.47%
ส่วนผู้ถือหุ้นใหญ่ดีแทค
TELENOR ASIA PTE LTD สัดส่วน 45.87%
บริษัท ไทย เทลโค โฮลดิ้งส์ จำกัด สัดส่วน 19.18%

เราต้องดูกันต่อไปว่าบริษัทใหม่ของทรูและดีแทคจะออกมาเป็นอย่างไร คงได้เห็นกัน ไตรมาส 1/2565


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน