เป็นเรื่องไม่ค่อยปรากฎให้เห็นกันบ่อยนัก สำหรับตลาดภาพยนตร์ มูลค่า 4,000 ล้านบาท เพราะเพียงแค่ 3 เดือนแรกของปี 2559 เมืองไทย มีค่ายหนังใหม่เพิ่มขึ้นถึง 3 ค่าย ได้แก่ GDH 559, T MOMENT และล่าสุดอย่าง CJ Major Entertainment

หนังไทยกำลังอยู่ในภาวะ “วิกฤต”

แม้จะบอกว่าเป็นค่ายหนังใหม่ แต่จริงๆแล้วก็ไม่ได้ใหม่ทีเดียว เนื่องจากผู้ก่อตั้งแต่ละค่ายต่างคลุกคลี อยู่ในวงการภาพยนตร์และมีประสบการณ์มาแล้วทั้งนั้น ดังนั้นเมื่อมีค่ายหนังใหม่ๆ แต่เก๋าประสบการณ์เกิดขึ้น สิ่งที่คนดูกำลังคาดหวัง คือ แล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับหนังไทยตั้งแต่นี้ต่อไป ?

นั่นเพราะหากมองลึกลงไปใน ตลาดภาพยนตร์ ของไทยจะพบว่าในระยะหลังๆ ส่วนแบ่งตลาดของ หนังไทยมีสัดส่วนที่ลดน้อยลงไปเรื่อย ๆ โดยในปี 2558 ตลาดภาพยนตร์ในประเทศไทยมีมูลค่าประมาณ 4,000 ล้านบาท หนังไทยมีส่วนแบ่งการตลาดเพียง 18% ขณะที่หนังต่างประเทศมีมากถึง 82% เทียบกับในอดีตยุคเฟื่องฟูหนังไทยเคยครองสัดส่วนมากถึง 30% เลยทีเดียว นั้นแสดงให้เห็นว่า “หนังบ้านเรา” กำลังอยู่ในภาวะวิกฤต

 

โจทย์ใหญ่คือต้องเร่งสร้าง “คุณภาพ” ให้หนังไทย

แม้แต่คนทำหนังเองก็ยอมรับว่า ณ วันนี้คนดูหนังไม่ค่อยให้ความเชื่อถือหนังไทยสักเท่าไหร่ เมื่อเทียบกับหนังต่างประเทศ ยิ่งต้องจ่ายในราคา 180 หรือ 200 บาทที่เท่ากัน คนดูจึงให้หนังต่างประเทศดูมีภาษีและความคุ้มค่ามากกว่า จะดูทำไมหนังไทย จึงทำให้ในปีที่ผ่านมาหนังไทยที่เข้าโรงทั้งหมด 17 เรื่อง ทะลุหนึ่งร้อยล้านเพียงแค่เรื่องเดียว คือ ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อวสานหงสา ที่มีรายได้รวม 115.11 ล้านบาท (รายได้เฉพาะในเขตกรุงเทพฯ, ปริมณฑล และ เชียงใหม่)

ที่สำคัญ หากฉายภาพพฤติกรรมของคนดูหนังเองจะพบว่า ปีที่ผ่านมาคนไทยดูหนังเฉลี่ยไม่ถึง 1 เรื่อง เมื่อดูจากยอดขายตั๋วซึ่งอยู่ที่ 40 ล้านใบ ต่อประชากรประมาณ 60 ล้านคน ซึ่งต่างต่างประเทศเกาหลี ที่ดูหนังเฉลี่ยคนละประมาณ 4 เรื่อง โดยยอดขายตั๋วซึ่งอยู่ที่ 200 ล้านใบ ต่อประชากรประมาณ 50 ล้านคน

ดังนั้นทางออกเดียวของหนังไทยในตอนนี้ คือต้องสร้างหนังให้ออกมามีคุณภาพ ถูกรสนิยมคนดู เพื่อสู้กับบรรดาหนังที่มาจากต่างประเทศไม่ว่าจะเป็นฝั่ง ฮอลลีวูดและ จีนที่กำลังมาแรง

 

G + H = “GDH 559”

ถือเป็นค่ายแรกที่ประกาศเปิดตัวก่อนใครเพื่อนสำหรับ “GDH 559” ที่เกิดจากการปิดตัวลงของ ค่ายหนังอารมณ์ดีอย่าง “GTH” ในครั้งนี้ G และ H หันมาประกาศจับมือกันโดยไม่มี T สำหรับบริษัทใหม่มีทุนจดทะเบียน 150 ล้านบาท มีสัดส่วนการถือหุ้นคือ บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) 51% บริษัท หับ โห้หิ้น บางกอก จำกัด 15% (จาก 19% ตอนเป็น GTH) และกลุ่มผู้บริหาร คนทำงาน ผู้กำกับ และนักแสดงอีก 34%

“GDH 559 ย่อมาจาก คำว่า Gross Domestic Happiness หมายถึง หน่วยที่จะวัดความสุขใจของผู้ชม และคนทำงาน ส่วนตัวเลข 559 หมายถึง ตัวเลขที่ดี ฤกษ์ดีของบริษัทที่จะเปิดในวันที่ 5 มกราคม 2559 และยังพ้องกับจำนวนผู้ถือหุ้น 59 คน” จินา โอสถศิลป์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท จีดีเอช ห้าห้าเก้า จำกัด กล่าวถึงที่มาของชื่อค่ายหนังใหม่

DNA เดิม เพิ่มเติ่มคือ ชื่อใหม่

แม้จะบอกว่าเป็นการจัดตั้งค่ายใหม่ แต่ทิศทางการทำงานของ GDH 559 ที่มีจินา โอสถศิลป์ เป็น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ เก้ง-จิระ มะลิกุล กรรมการบริการและ Head Producer ในอนาคตไม่ได้ต่างจากเดิมเท่าไหร่นัก ยังคงผลิตภาพยนตร์ ซีรีส์ รายการ โดยที่ยังคงไว้ซึ่งคาแรคเตอร์ของภาพยนตร์ในแบบฉบับของตัวเอง เนื่องจากทีมผู้กำกับเดิมจำนวน 14 คน ของ GTH ตัดสินใจอยู่กับ GDH 559 แต่จะเปลี่ยนรูปแบบของการทำงาน เป็นระบบฟรีแลนซ์ประจำ และเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้น รวมถึงนักแสดงตัวหลักๆ ก็เป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นเช่นกัน ซึ่งเป็นแนวความคิดที่ทำให้ผู้กับกับและนักแสดงรู้สึกเป็นเจ้าของบริษัทด้วยเช่นกัน

สำหรับแนวทางรุกธุรกิจหนังไทยของ GDH 559 ปี 2559 วางแผนออกภาพยนตร์ 2 เรื่อง เรื่องแรกคาดว่าจะออกฉายในเดือนสิงหาคม เป็นแนว หนังรักโรแมนติกดราม่า ได้ โต้ง – บรรจง ปิสัญธนะกูล ผู้กำกับหนัง 1,000 ล้านอย่างพี่มาก พระโขนง, และภาพยนตร์โรแมนติกคอมเมดี้ กวน มึน โฮ ประเดิมเป็นผู้กำกับเรื่องแรกของค่าย นำแสดงโดย เต๋อ ฉันทวิชช์ ธนะเสวี และมิว นิษฐา จิระยั่งยืน ส่วนเรื่องที่ 2 เป็นผลงานของโอ๋-ภาคภูมิ วงศ์ภูมิ สไตล์โรแมนติก ทิลเลอร์ คาดว่าจะออกฉายในช่วงปลายปี โดยทั้ง 2 เรื่อง มีการใช้งบลงทุนเรื่องละ 25 ล้านบาท ส่วนในปีต่อๆ ไปอาจจะมีการเพิ่มจำนวนภาพยนตร์ในแต่ละปีมากขึ้น ในปี 2560 และ 2561 อาจจะมีภาพยนตร์ปีละ 3-4 เรื่อง

สำหรับซีรี่ส์มีทั้งหมด 4 เรื่อง แบ่งเป็น ฉายในช่อง GMM 25 จำนวน 3 เรื่อง ได้แก่ ไดอารี่ ตุ๊ดซี่ส์ จากหนังสือบันทึกของตุ๊ด งบลงทุน 25 ล้านบาท, I See You พยาบาลพิเศษ..เคสพิศวง ซีรีย์ แนวโรแมนติกสยองขวัญ งบลงทุน 25 ล้านบาท และ มาลีเพื่อนรัก 2 ซีรีย์ภาคต่อมาลีเพื่อนรัก งบลงทุน 20 ล้านบาท นอกจากนี้ยังได้ทำเอ็กซ์คลูซีฟ คอนเทนท์ร่วมกับ Live TV จำนวน 1 เรื่อง คือ แก๊สโซฮัก..รักเต็มถัง ซีรีย์โรแมนติก

ส่วนบริษัทในเครือของ “หับ โห้ หิ้น” ยังอยู่ครบทั้งนาดาว บางกอก, จอกว้าง ฟิล์ม, กู้ดธิงแฮพเพ่น ยังคงอยู่ และทำหน้าที่ดูแลเรื่องมีเดีย และงานไวรัลให้กับแบรนด์ลูกค้า แต่บริษัทนี้จะเปลี่ยนโลโก้ใหม่เพื่อไม่ให้ละม้ายคล้ายกับ GTH เดิม และภาพดีทวีสุข ยังคงรับผลิตคอนเทนท์ให้กับช่องทีวี โดยเน้นไปที่ ช่อง GMM 25 และ ช่อง ONE ส่วนช่องอื่นๆ ล่าสุดได้คุยกับอัมรินทร์ ทีวี ถึงทิศทางในการทำงานร่วมกันและยังไม่มีแผนที่จะเปิดช่องเป็นของตัวเอง เพราะมองว่าเป็นคนทำคอนเทนต์ ไม่ใช่คนทำสื่อ

“GDH 559” คาดหวังว่า หากปีแรกสามารถทำกำไรได้ 50 ล้านบาท จะทำให้บริษัทสามารถเดินไปต่อได้

 

T MOMENT”คำตอบของ T ที่หายไปจาก GTH

หลังจากการเปิดตัวของ “GDH 559” ไปประมาณ 4 สัปดาห์ ความเคลื่อนไหวของ T ที่หายไปของ GTH ก็ออกมาตอบข้อสงสัยว่า T ที่หายไป ไปไหน

ในครั้งนี้ T อย่าง ไทเอ็นเตอร์เทนเมนต์ โดยวิสูตร พูลวรลักษณ์ ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของหนังไทยมาอย่างยาวนาน และเป็นเกจิในการตั้งชื่อหนังไทยให้โดนใจและมีเสนห์ดึงดูดผู้ดูได้เลือกจับมือกับพาร์ทเนอร์ใหม่อย่าง “โมโนเทคโนโลยี” ภายใต้ชื่อ “บริษัท ที โมเมนต์ จำกัด” หรือ T MOMENT มาจากชื่อย่อของทั้ง 2 บริษัท โดย T ย่อมาจากคำว่า ไท เอนเตอร์เทนเมนต์ ,Mo -โมโน เทคโนโลยี และ Ment – Entertainmemt มีความหมาย คือ ช่วงเวลาสำคัญและประทับใจ มีความสุข ด้วยทุนจดทะเบียน 200 ล้านบาท เป็นการถือหุ้นในสัดส่วน 50 : 50 ระหว่างไทเอ็นเตอร์เทนเมนต์ และโมโน เทคโนโลยี

“หลังจากปิดบริษัทเดิมก็มีการพูดคุยกับผู้ลงทุนหลายราย รวมทั้งโมโนเทคโนโลยี ที่เลือกโมโนเพราะ เห็นถึงความความรักและหลงไหลในการทำหนัง และด้วยความที่อยู่กับหนังไทยมา 30 ปี มีความรักหนังอยู่ในสายเลือด ไม่ว่าจะทำในนามค่ายไหน บริษัทไหน ก็คิดว่าจะทำกับมันให้ดีที่สุด ไม่ได้กลัวการเริ่มต้นใหม่เลย เนื่องจากเริ่มต้นมา 2 ครั้งแล้ว แล้วแต่ละครั้งก็เดิมพันสูงทุกครั้ง แล้วหนังไทยเป็นอะไรที่ยากมาก ไม่เคยกินหมูแม้แต่ครั้งเดียวกับการทำหนังไทย” วิสูตร พูลวรลักษณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทีโมเมนต์ จำกัด กล่าวถึงเหตุผลที่เลือกจับมือกับโมโนเทคโนโลยี

อีกเหตุผลหนึ่งที่จับมือกับ โมโน เทคโนโลยี เพราะเชื่อว่าโมโน เทคโนโลยี มีศักยภาพเยอะ รวมถึงมีสื่อในมือมากกว่า 10 สื่อ ซึ่งจะมาช่วยสนับสนุนได้เยอะ อีกทั้งยังทางโมโนยังมีธุรกิจในต่างประเทศที่จะช่วยปูทางเผื่อในอนาคตจะมีการส่งออกหนังไปต่างประเทศ

 

สร้างมูลค่าแบรนด์ 25-35 คือกลุ่มเป้าหมายหลัก

สำหรับปี 2559 ทิศทางในการทำภาพยนตร์ของT Moment นั้นคงไม่ได้แตกต่างจากเดิมมาก เน้นความเป็นวาไรตี้ ที่มีคุณภาพ และความสดใหม่ซึ่งเป็นแนวเดิมที่ถนัด แต่จะไม่ยึดแนวใดแนวหนึ่ง ในปีนี้อาจจะได้เห็นผลงานเพียงแค่ 1 เรื่องที่คาดว่าจะออกช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี ด้วยงบลงทุน 25-30 ล้านบาท แต่ในปีต่อๆ ไปจะตั้งเป้าให้ได้ 3-5เรื่อง/ปี โดยหนังที่ผลิตเน้นฉายในประเทศไทยและส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศด้วยจากการมองตลาดของ T Moment ที่มองว่าตลาดหนังไทยในวันนี้เป็นที่น่าจับตามองในกลุ่มประเทศ จีน เกาหลี และ 10 ประเทศใน AEC จากการปูทางไว้ของ GTH

เป้าหมายที่สำคัญที่สุดของ T Moment ในตอนนี้คือการสร้างแบรนด์ให้มีมูลค่า โดยเน้นจับกลุ่มคนอายุประมาณ 25-35 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มหลักที่ดูหนังอยู่แล้ว ตามด้วยกลุ่มอายุ 15-24 ปี เป็นกลุ่มรอง ในช่วงแรกยังไม่ได้คิดทำคอนเทนต์เพื่อป้อนช่อง MONO 29 ที่อยู่ในเครือของโมโน เทคโนโลยี โดยปัจจุบันมีจำนวนพนักงานที่น้อยกว่า GTH เดิมอยู่ประมาณ 50% ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพนักงานเดิมของ ไท เอนเตอร์เทนเมนต์ ที่ทำงานใน GTH

“ความท้าท้ายที่สุดคือการต้องหาคนใหม่ๆ โดยเฉพาะผู้กำกับและคนทำหนังมาฟอร์มทีมเพิ่มเติมจากพนักงานบางส่วนที่มาจาก GTH ต้องบริการคน 2 กลุ่มหลักคือ 1.มีประกบการณ์ในการทำหนังมาแล้ว แต่ยังมีชั่วโมงบินที่ยังไม่สูงพอ กับอีก 1 กลุ่มคือการที่กำลังเริ่มต้นในวงการนี้ คนรุ่นใหม่ที่ยังไม่มีประสบการณ์ ซึ่งต้องเริ่มตั้งแต่ให้ความรู้ ความเข้าใจใหม่ ให้เกิดความคิดและแรงผลักดันที่อยากจะทำหนังออกมาให้ได้ นี่คือความท้าทายที่อยากจะทำให้มันสำเร็จ”

 

CJ Major Entertainment” ต่อยอดธุรกิจโรงหนัง

มาถึงค่ายน้องใหม่ที่อยู่ภายใต้เครือธุรกิจโรงภาพยนตร์ยักษ์ใหญ่อย่าง บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) ที่ในครั้งนี้ได้จับมือกับ บริษัท ซีเจ อีแอนด์เอ็ม จำกัด บริษัทผู้ผลิตภาพยนตร์และจัดจำหน่ายภาพยนตร์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศเกาหลี เปิดตัว “บริษัท ซีเจ เมเจอร์ เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด” ด้วยทุนจดทะเบียน 100 ล้านบาท มีสัดส่วนผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 51 : 49

“ความร่วมมือกันในครั้งนี้จะสร้างปรากฏการณ์ใหม่ๆ ให้กับอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย และจะช่วยผลักดันให้อุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยมีการพัฒนาอย่างเป็นระบบและเติบโตแข็งแรงมากยิ่งขึ้นทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ อีกทั้งยังช่วยให้ภาพยนตร์ไทยที่สร้างออกมามีโอกาสส่งออกไปสู่ตลาดต่างประเทศทั้งในตลาดเอเชียรวมถึงประเทศจีนอีกด้วย” วิชา พูลวรลักษณ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) กล่าวเป้าหมายของค่ายเปิดค่ายหนังใหม่

สำหรับปี 2559 ได้วางแผนไว้จะสร้างภาพยนตร์ 2 เรื่อง แต่คาดว่าจะได้ฉาย 1 เรื่องภายในไตรมาส 4 ได้แก่เรื่อง “มิส แกรนนี่” (Miss Granny) เป็นการนำเอาภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในเกาหลีเมื่อปี 2014 มาทำเป็นเวอร์ชั่นไทย มีโจอี้ อารยะ สุริหาร มาเป็นผู้กำกับ ตั้งเป้ารายได้ 150 ล้านบาท ส่วนอีกโปรเจกต์เป็นภาพยนตร์แอ็กชั่น มี ต้อม ปิยะพันธุ์ ชูเพ็ชร มาเป็นผู้กำกับ ซึ่งตอนนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนพัฒนาที่ประเทศเกาหลี สำหรับแนวทางการทำหนังจะทำทุกแนวไม่ว่าจะเป็น โรแมนติก, คอมเมอดี้, วัยรุ่นและฟอร์มยักษ์ โดยมีการวางแผนสำหรับ 5 ปี คาดว่าจะทำหนังอีก 15-20 เรื่อง โดยใช้งบลงทุนเรื่องละประมาณ 50 ล้านบาท

 

จุดหมายหลักคือบุกตลาดต่างประเทศ

ที่ผ่านมา เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ มีค่ายหนังที่อยู่ในเครืออยู่แล้วไม่ว่าจะเป็น เอ็ม พิคเจอร์, เอ็มเทอร์ตี้ไนน์, ทรานฟอร์เมชัน ฟิล์ม และ ทาเลนต์วัน ดังนั้นเป้าหมายหลักของการเปิดตัว “ซีเจ เมเจอร์ เอ็นเตอร์เทนเม้นท์” จึงไม่ใช่การผลิตหนังไทยเพื่อป้อนเข้าสู่อุตสาหกรรมภาพยนต์ของเมืองไทย เมื่อดูจากเป้าหมายที่ต้องการรายได้ประมาณ 500 – 600 ล้านบาทต่อเรื่อง เมื่อนับรวมรายได้ทั้ง AEC

แต่เหตุผลหลักคือต้องการต่อยอดในการบุกต่างประเทศ นั้นเพราะ บริษัท ซีเจ อีแอนด์เอ็ม จำกัด เป็นบริษัทเอ็นเตอร์เทนเม้นท์ยักษ์ใหญ่ในเอเชีย ซึ่งทำธุรกิจสื่อบันเทิงครบวงจร อาทิ ภาพยนตร์, เพลง, เคเบิล, เกมออนไลน์ และอื่น ๆ โดยเฉพาะด้านภาพยนตร์ที่ ซีเจ อีแอนด์เอ็ม เป็นบริษัทผู้ผลิตและจัดจำหน่ายภาพยนตร์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศเกาหลี ที่ผ่านมาได้ร่วมทุนสร้างภาพยนตร์ประสบความสำเร็จมาแล้วในประเทศต่าง ๆ กว่า 10 ประเทศทั่วโลก จึงมีรากฐานที่แข็งแรงในการผลิตภาพยนตร์ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของระบบ โครงสร้าง วิธีการคิดต่าง ๆ การมอนิเตอร์ การประเมินโปรเจ็คของภาพยนตร์ต่าง ๆ

ซึ่งปัจจุบัน ซีเจ อีแอนด์เอ็ม กำลังรุกขยายตลาดไปยังต่างประเทศ โดยการเพิ่มช่องทางจัดจำหน่ายโดยตรงไปยังประเทศต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นอเมริกา, จีน, ญี่ปุ่น, เวียดนาม และอินโดนีเชีย จึงสอดคล้องคล้องกับกลยุทธ์ของ เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ ที่ต้องการขยายตลาด โดยการสร้างโรงภาพยนตร์เปิดสาขาเพิ่มทั้งในกรุงเทพฯ ต่างจังหวัด และต่างประเทศ ตั้งเป้าครบ 1,000 โรง ใน 5 ปีหรือภายในปี 2563 แบ่งเป็น โรงภาพยนตร์ในเมืองไทย 900 โรง และกลุ่มประเทศ CLMV ได้แก่ กัมพูชา, ลาว, พม่า และ เวียดนาม อีก 100 โรง จากจากปัจจุบันที่มี 92 สาขา 606 โรง อยู่ในต่างประเทศ 2 สาขา ที่ กัมพูชา 7 โรง และลาว 5 โรง รวม 12 โรง

 

4 วันสำคัญเปลี่ยนวงการหนังไทย

13 พฤศจิกายน 2558 ค่ายหนังอารมณ์ดี “จีทีเอช” ตั้งโต๊ะเปิดแถลงข่าว “ปิดตัวบริษัท” อย่างเป็นทางการ โดยให้เหตุผลว่า ฝ่ายไท เอ็นเตอร์เทนเมนต์ มีความประสงค์จะเข้าตลาดหลักทรัพย์ แต่หุ้นส่วนมองไม่ตรงกัน โดยหับโห้หิ้นเห็นว่ายังไม่พร้อม ขณะที่แกรมมี่มองเห็นข้อดีทั้งสองฝ่าย แต่ก็หาทางออกไม่ได้ จึงตัดสินใจแยกทางกัน

5 มกราคม 2559 “GDH 559” เปิดตัวอย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นการจับมือของ G = จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ และ H = หับ โห้หิ้น บางกอก โดยมีการเพิ่มกลุ่มผู้บริหาร คนทำงาน ผู้กำกับ และนักแสดง มาเป็นผู้ถือหุ้นด้วย

29 มกราคม 2559 T ตัวสุดท้ายใน GTH ก็ออกมาเคลื่อนไหว โดยไทเอ็นเตอร์เทนเมนต์ ออกมาจับมือกับพาร์ทเนอร์ใหม่อย่าง “โมโนเทคโนโลยี” ภายใต้ชื่อ “บริษัท ที โมเมนต์ จำกัด” หรือ T MOMENT

28 มีนาคม 2559 ค่ายหนังลูกครึ่งไทย – เกาหลี อย่าง “CJ Major Entertainment” ก็ได้เกิดขึ้น ซึ่งเป็นการจับมือกันระหว่าง เครือธุรกิจโรงภาพยนตร์ยักษ์ใหญ่อย่าง บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด และ บริษัท ซีเจ อีแอนด์เอ็ม จำกัด บริษัทผู้ผลิตภาพยนตร์และจัดจำหน่ายภาพยนตร์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศเกาหลี

 

 


ติดตามนิตยสาร Marketeer ฉบับดิจิทัล
อ่านได้ทั้งฉบับ อ่านได้ทุกอุปกรณ์ พกไปไหนได้ทุกที
อ่านบน meb : Marketeer