หลังประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซียสั่งให้ทหารเคลื่อนพลไปยังเขตยึดครองของกลุ่มกองกำลังแบ่งแยกดินแดนทางภาคตะวันออกของยูเครน ดูเหมือนว่าสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนก็ไม่มีทีท่าว่าจะประนีประนอมกันได้แต่อย่างใด

โดยหากเท้าความกลับไปในปี 2014 ความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับยูเครนตึงเครียดขึ้นมาหลังการสู้รบในแถบไครเมียที่จบลงด้วยการเสียชีวิตและความพ่ายแพ้ของยูเครนจนต้องยอมยกดินแดนให้รัสเซีย

เหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้ยูเครนจำเป็นต้องหันไปพึ่งมหาอำนาจทางด้านการทหาร จึงนำมาการสู่การกระชับความสัมพันธ์กับประเทศสมาชิกองค์กรสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ หรือ NATO ที่มีสหรัฐฯ เป็นพี่ใหญ่

ประเด็นที่ต้องโฟกัสก็คือ หากสงครามรัสเซีย-ยูเครนทวีความรุนแรงถึงขั้นเป็นสงคราม ผลกระทบจะไม่ใช่แค่กับประเทศกลุ่มสมาชิก NATO เท่านั้น แต่อาจกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลกที่อาจจะโดนหางเลขไปด้วย โดยเฉพาะเรื่องของราคาน้ำมัน ที่รัสเซียเองก็เป็นหนึ่งในผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่เบอร์ 1 ของโลกอยู่ ณ ขณะนี้

ปฏิเสธไม่ได้ว่าโลกเศรษฐกิจและการเงินของโลกใบนี้ถูกเชื่อมโยงเข้าไว้ด้วยกัน โดยจะเห็นได้จากตัวอย่างของผลกระทบที่เกิดขึ้นเมื่อครั้งการแพร่รระบาดของไวรัสโควิด-19 นั้นทำให้เศรษฐกิจโลกพังยับเยินจนแทบจะไปต่อไม่เป็น

มาดูกันว่า 6 ผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจการเงินของโลกใบนี้จะเป็นอย่างไรหากสงครามนั้นลุกลามบานปลายจากระดับภูมิภาคเป็นระดับทวีป

ราคาน้ำมันแพงขึ้น

ราคาน้ำมันสูงขึ้นมาเรื่อย ๆ อย่างที่เราไม่เคยเห็นมาตั้งแต่ปี 2014 เนื่องจากการบุกรัสเซียของยูเครนนั้นเป็นเหตุให้ซัปพลายน้ำมันของรัสเซียชะงัก

จากรายงานของ Rystad Energy ระบุว่า ประเทศรัสเซียนั้นสามารถผลิตน้ำมันได้กว่า 9.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน เป็นรองเบอร์ 1 โลกอย่างสหรัฐอเมริกา และยังมากกว่าอันดับ 3 อย่าง อิรัก และ แคนาดา รวมกันเสียอีก

ตอนนี้ปริมาณน้ำมันดิบที่รัสเซียผลิตได้นั้นลดลงซึ่งไม่สอดคล้องกับปริมาณความต้องการ และนักลงทุนในน้ำมันก็ได้รับสัญญาณเตือนถึงการขาดแคลนน้ำมันซึ่งมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นกรณีเกิดสงคราม

JP Morgan บริษัทหลักทรัพย์ชื่อดังของโลก ออกมาเตือนว่า หากปริมาณน้ำมันดิบที่รัสเซียผลิตถูกขัดขวางทำให้มีปริมาณลดลงไม่ว่าด้วยเหตุผลใดจากวิกฤตสงครามในครั้งนี้ ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกอาจพุ่งได้สูงถึง 120 ดอลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และในกรณีที่เหตุการณ์เลวร้ายถึงขีดสุด (กำลังการผลิตลดลงครึ่งหนึ่ง) ราคาน้ำมันดิบอาจพุ่งสูงถึง 150 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

เงินเฟ้อพุ่งเป็นประวัติการณ์

ปัญหาเงินเฟ้อนั้นสร้างปัญหาให้เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาเป็นอย่างมาก และสงคราม รัสเซีย-ยูเครน อาจทำให้สถานการณ์เงินเฟ้อยิ่งแย่ลงกว่าเดิม

แม้ว่าราคาน้ำมันจะพุ่งขึ้นสูงถึง 110 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จากสถานการณ์ความตึงเครียดการแบ่งแยกดินแดนที่มีมาอย่างยาวนาน ซึ่งจากสถานการณ์ดังกล่าวอาจทำให้อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นถึงระดับ 10% ซึ่งสูงจากปัจจุบันที่ 7.5%

ผลกระทบจากราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่สูงขึ้น ผลักดันให้ต้นทุนค่าใช้จ่ายในส่วนของอุปกรณ์ทำความร้อนและค่าไฟขยับตามขึ้นเป็นเงาตามตัว

นอกจากในภาคครัวเรือนแล้ว ในส่วนของภาคการขนส่งไม่ว่าจะเป็นทางอากาศหรือทางบก ย่อมขยับตามไปด้วย ซึ่งผู้ประกอบการธุรกิจขนส่งย่อมผลักภาระที่มาจากต้นทุนด้านพลังงานนั้นให้กับผู้บริโภคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในส่วนของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่จำเป็นต่อการอุปโภคบริโภค ปัจจุบันรัสเซียคือผู้ผลิตและส่งออกแร่โลหะรายใหญ่ของโลก ไม่ว่าจะเป็น อะลูมิเนียม และแพลเลเดียม และรัสเซียเองยังเป็นผู้ส่งออกข้าวสาลีรายใหญ่ที่สุดในโลก ในขณะที่ยูเครนเองก็เป็นผู้ส่งออกที่สำคัญในส่วนของทั้งข้าวสาลีและข้าวโพด

ซึ่งถ้าสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นก็จะส่งผลให้ราคาสินค้าที่สำคัญต่อเศรษฐกิจโลกพุ่งสูงขึ้นด้วย และประเทศที่ได้รับผลกระทบก็คงหนีไม่พ้นกลุ่มสหภาพยุโรป

ตลาดหุ้นปรับตัวลง

เป็นที่รู้กันดีว่าตลาดหุ้นนั้นมักจะมีความเซนซิทีฟต่อเหตุการณ์ความไม่แน่นอนต่าง ๆ ได้ง่าย เห็นได้จากเพียงแค่มีข่าวว่ารัสเซียยกกองกำลังประชิดพรมแดนยูเครน กลิ่นของสงครามก็ลอยมา นักลงทุนก็พากันขายหุ้นออกมาเนื่องด้วยกลัวผลกระทบจากสต๊อกน้ำมัน เงินเฟ้อ และการคว่ำบาตรของฝั่งยุโรปและอเมริกาที่มีต่อรัสเซีย

ณ ตอนนี้คงยังไม่มีใครบอกได้ว่าสงครามนี้จะสิ้นสุดลงเมื่อไหร่ แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นในระยะสั้นและระยะกลางนั้นได้ทำลายความเชื่อมั่นของนักลงทุนไปอย่างราบคาบ และแน่นอนว่าส่งผลกระทบต่อความมั่งคั่งของนักลงทุนหลาย ๆ คนที่ถือสินทรัพย์เป็นหุ้น

แต่อย่างไรก็ตาม แม้ว่าหุ้นจะปรับตัวลงแต่ก็ยังมีนักลงทุนบางส่วนที่มองว่าความขัดแย้งระดับภูมิภาคนั้นเป็นเรื่องชั่วคราวที่ไม่ได้กระทบต่อพื้นฐานของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ อย่างไรเสียหากสงครามสิ้นสุดลง หุ้นก็จะรีบาวด์กลับมาในราคาที่อาจจะสูงกว่าเดิม นี่จึงเป็นโอกาสสำหรับใครหลาย ๆ คนที่จะได้ซื้อหุ้นราคา Sale

เศรษฐกิจเติบโตช้า

ว่ากันว่าผลกระทบจากสงคราม รัสเซีย-ยูเครน นั้นได้ทำให้เศรษฐกิจของประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาเติบโตช้าลง จากการที่เงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้นและความไม่แน่นอนทางการเมืองค่อย ๆ ขยายตัวจนมีผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจสหรัฐฯ

RSM Analysis บอกว่าจากการที่ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นในระดับ 110 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลนั้นจะส่งผลให้ GDP ของสหรัฐฯ หดตัวลง 1%

ถามว่าเรื่องดังกล่าวนั้นส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงหรือไม่ ก็คงตอบได้ว่า “ไม่ขนาดนั้น” แต่ที่แน่ ๆ คือทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ จากที่จะฟื้นตัวกลับมาได้ดีหลังจากวิกฤตโรคระบาดโควิด-19 กลับต้องมีตัวฉุดรั้งให้ไม่สามารถฟื้นตัวกลับไปได้ในอัตราเร่งที่เร็วอย่างที่คาดการณ์กันไว้

ต้นทุนทางการเงินสูงขึ้น

ถ้าเงินเฟ้อพุ่งขึ้นทำจุดสูงสุดเหนือ 10% ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ FED จะตกอยู่ภายใต้ความกดดันทันทีในการที่จะควบคุมเงินเฟ้อให้อยู่ในกรอบเป้าหมาย

อีกนัยหนึ่งอาจกล่าวได้ว่าเครื่องมือในการ “กด” ให้เงินเฟ้อลดลงก็คือการ “ขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย”

และการที่ FED ขึ้นดอกเบี้ยนั่นก็หมายถึงต้นทุนในการกู้ยืมเงินนั้นสูงขึ้นด้วย และจะส่งผลกระทบต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ สินเชื่อรถยนต์ รวมไปถึงดอกเบี้ยบัตรเครดิต ซึ่งถือว่ามีความใกล้ชิดกับภาคประชาชนมากที่สุด และนั่นก็ย่อมจะส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง

อาชญากรรมไซเบอร์และการโจมตีระบบความปลอดภัยที่มากขึ้น

ประธานาธิบดี โจ ไบเดน แห่งสหรัฐฯ ได้ออกมาเตือนถึงศักยภาพของรัสเซียในการโจมตีทางไซเบอร์ว่า

“ถ้ารัสเซียโจมตีสหรัฐฯ หรือกลุ่มประเทศพันธมิตรผ่านวิธีการที่ไม่สมเหตุสมผลบางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการโจมตีทางไซเบอร์ต่อบริษัทสัญชาติอเมริกัน หรือแม้กระทั่งทำให้ระบบโครงสร้างพื้นฐานของเราเสียหาย พวกเราก็พร้อมที่จะตอบโต้ทันที”

การแฮกระบบท่อส่งก๊าซเมื่อปีที่แล้วแสดงให้เห็นว่า การโจมตีทางไซเบอร์สามารถเกิดขึ้นได้ในโลกแห่งความเป็นจริง หาใช่แต่เพียงในภาพยนตร์เท่านั้น การโจมตีในครั้งนั้นได้ทำให้หนึ่งในระบบท่อส่งก๊าซที่สำคัญที่สุดของอเมริกาต้องเป็นอัมพาต

ซึ่งพอมีเหตุการณ์ที่อเมริกาเข้าไปมีเอี่ยวในสงคราม รัสเซีย-ยูเครน ความตื่นตระหนกก็ตามมาจนทำให้เกิดเหตุการณ์ประชาชนแห่กันไปเติมก๊าซเสียจนคลังก๊าซแถบตะวันออกเฉียงใต้ของสหรัฐฯ นั้นหมดเลยทีเดียว

แต่สิ่งที่ประธาน Fed น่าจะกังวลมากที่สุดคือการโจมตีระบบการเงินของอเมริกามากกว่า ในกรณีที่ความรุนแรงนั้นลุกลามบานปลาย

ที่มา:  6 ways the Russia-Ukraine conflict could hurt your wallet – CNN



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน