รายงาน KKP Research ระบุว่าราคาข้าวไทยสูงกว่าคู่แข่ง ทำให้ส่วนแบ่งในตลาดโลกลดลง แม้ราคาสินค้าเกษตรปรับขึ้น แต่ข้าวและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จะมีต้นทุนสูงขึ้น และรายได้ของเกษตรกรในกลุ่มนี้จะลดลงด้วย

ข้าวไทยกำลังสูญเสียตลาดส่งออก เพราะราคาแพงกว่าคู่แข่ง

จากรายงานของ KKP Research ตลาดส่งออกสินค้าเกษตรของไทย ข้าวยังเป็นสินค้าเดียวที่มีส่วนแบ่งในตลาดโลกลดลงอย่างชัดเจนในระยะหลัง  มูลค่าส่งออกข้าวไทยลดลงเหลือประมาณ 14% ของมูลค่าส่งออกข้าวทั้งหมดในโลกในปัจจุบัน จากเดิมที่มีสัดส่วนส่งออกอยู่ประมาณ 25%  ในช่วงตั้งแต่ปี 2002-2010  และมีมูลค่าส่งออกลดลงจาก 70% ของมูลค่าส่งออกข้าวทั้งหมดในอาเซียนในช่วง 2002-2010 เหลือเพียง 47% ในปัจจุบัน หรือหายไปประมาณ 20%

นอกเหนือจากเวียดนามที่เป็นคู่แข่งสำคัญแล้ว เมียนมา กัมพูชา และ สปป. ลาว มีส่วนแบ่งการส่งออกข้าวเพิ่มขึ้นเช่นกัน

สาเหตุหนึ่งที่ข้าวไทยต้องสูญเสียส่วนแบ่งตลาดคือการแข่งขันทางด้านราคา เนื่องจากราคาของข้าวไทยแพงกว่าผู้ส่งออกรายสำคัญอื่น ๆ ของโลก ทั้งอินเดีย ปากีสถาน และเวียดนาม ซึ่งมีการส่งออกข้าวรวมกันประมาณครึ่งหนึ่งของการส่งออกข้าวทั่วโลกในแต่ละปี

ขณะที่คุณภาพของข้าวไทยอาจยังไม่โดดเด่นแตกต่างจากข้าวของประเทศอื่น ๆแบบขาดลอยนัก เห็นได้จากราคาข้าวขาว 5% ของไทยย้อนหลัง 5 ปีเฉลี่ยอยู่ที่ 456.8 ดอลลาร์ แต่ราคาข้าวขาว 5% ของเวียดนามและอินเดียถูกกว่า 10.6% และ 14.8% เพราะไทยมีประสิทธิภาพการผลิตที่ต่ำกว่า ทำให้ต้นทุนโดยเปรียบเทียบของการปลูกข้าวสูงขึ้นจนไม่สามารถตั้งราคาที่ต่ำกว่าได้

ข้าวไทยส่งออกน้อยลง ขายยาก ราคาแพงกว่าคู่แข่ง

เปรียบเทียบปริมาณส่งออกข้าวย้อนหลัง 4 ปี

ประเทศ 2562 2563 2564 2565
อินเดีย 9.81 14.58 20.00 18.00
เวียดนาม 6.58 6.17 6.20 6.40
ไทย 7.56 5.71 5.60 6.50

หน่วย : ล้านตัน

เปรียบเทียบราคาข้าวขาว 25% ย้อนหลัง 4 ปี

ประเทศ 2562 2563 2564 2565
อินเดีย 360.7 363.0 360.9 333.3
เวียดนาม 323.2 416.4 426.1 382.7
ไทย 410.3 482.9 449.6 429

หน่วย : ดอลลาร์   (เป็นราคาต่อตัน)

รวบรวมข้อมูลจาก:  Food and Agriculture Organization (FAO), สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย

ทั้งนี้ การที่ไทยมีประสิทธิภาพการผลิตที่ต่ำนั้นมาจากปัจจัยเชิงโครงสร้างหลักจากการใช้พื้นที่เพาะปลูกไม่เหมาะสม ประสิทธิภาพการผลิต (Productivity) จึงค่อนข้างต่ำ ทำให้แม้ต้นทุนยังไม่สูงขึ้นเกษตรกรบางกลุ่มก็ได้รับกำไรน้อยมากอยู่แล้ว  โดยเฉพาะข้าวและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ผลผลิตต่อไร่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของเอเชียในช่วง 10 ปีหลังประมาณ 32% และ 14%  เมื่อต้นทุนเพิ่มขึ้นจากปัจจัยภายนอก ชาวนาไทยจึงขาดทุนเร็วกว่าสินค้าเกษตรประเภทอื่น

ภาวะสงครามและเงินเฟ้อส่งผลต่อชาวนาโดยตรง

จากภาวะสงครามรัสเซียยูเครน สินค้าโภคภัณฑ์รวมถึงสินค้าเกษตรทั่วโลกปรับตัวเพิ่มขึ้น ทำให้ราคาสินค้าเกษตรส่วนใหญ่ปรับราคาขึ้นตาม แต่สำหรับไทย เกษตรกรกลับต้องแบกรับภาระต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นด้วยเช่นกัน และต้นทุนที่ต้องแบกรับอาจมากกว่ารายได้

จากราคาต้นทุนสินค้าเกษตรที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลโดยตรงต่อความเป็นอยู่ของเกษตรกรที่มีจำนวนมากกว่า 1 ใน 3 ของประชากรทั้งประเทศ ซ้ำเติมปัญหาหนี้ครัวเรือน ในภาคเกษตรที่อยู่ระดับสูง สะท้อนให้เห็นปัญหาเชิงโครงสร้างในภาคเกษตรมีประสิทธิภาพในการผลิตที่ต่ำ

ภาพรวมปี 2022 คาดว่ารายได้โดยรวมของเกษตรกรจะเพิ่มขึ้น  19.3% เทียบกับปีก่อน (เนื่องจากราคาสินค้าเกษตรโลกปรับตัวขึ้นตาม) จาก 810,000 ล้านบาท เป็น 970,000 ล้านบาท

แต่ต้นทุนจะเพิ่มเร็วกว่ารายได้ 23.3% เทียบกับปีก่อน จากประมาณ 530,000 ล้านบาท เป็น 660,000 ล้านบาท สาเหตุมาจากราคาปุ๋ยที่แพงขึ้น

อย่างไรก็ตาม รายงานได้ประเมินในรายละเอียดสินค้าเกษตรแต่ละประเภทว่า ข้าวและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จะเป็นสินค้าที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด สำหรับข้าวคาดว่าปุ๋ยจะเพิ่มต้นทุนการผลิตไป 22.1% จากปีก่อน และรายได้จะลดลง 4.9% (โดยเป็นผลทางด้านราคาที่ลดลง -15% เทียบกับปีก่อน ตามปริมาณผลผลิตโลกที่ยังอยู่ในระดับสูง รวมทั้งไม่ได้เป็นสินค้าทดแทนของพลังงานอย่างสินค้าเกษตรอื่น ๆ จึงไม่ได้รับอานิสงส์จากราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น ทำให้ชาวนาได้รับผลกระทบมากกว่าสินค้าเกษตรอื่น ๆ ที่ราคาปรับขึ้นตามน้ำมัน)

ขณะที่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์คาดว่าราคาปุ๋ยจะเพิ่มต้นทุน 19.7% จากปีก่อน สูงกว่ารายได้ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 8.9% (โดยเป็นผลทางด้านราคาที่เพิ่มขึ้น +6% กับปีก่อน) ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลงจาก 16.6% เหลือเพียง 8.3%

แต่ในสินค้าเกษตรอื่น ๆ เช่น ปาล์มน้ำมัน อ้อย มันสำปะหลัง และยางพารา ถึงแม้ว่าราคาปุ๋ยที่เพิ่มขึ้นจะทำให้ต้นทุนโดยรวมเพิ่ม แต่ราคาน้ำมันดึงให้ราคาของสินค้าเกษตรเหล่านี้ปรับตัวดีขึ้นใกล้เคียงหรือมากกว่า เนื่องจากเป็นสินค้าทดแทนพลังงานทำให้สามารถชดเชยต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้

ในระยะยาวต้องวางแผนรับมือวิกฤตอาหาร

KKP Research มองว่าภาคเกษตรไทยจำเป็นในการพัฒนาและลงทุน ปรับปรุงทักษะแรงงานให้เหมาะสมกับภาคเศรษฐกิจใหม่ และเพื่อรองรับความเสี่ยงโดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นความมั่นคงของอาหารที่ไทยยังจำเป็นต้องพัฒนาในระยะยาว เพราะจากข้อมูล Global Food Security Index ของ The economist พบว่า แม้ว่าไทยอยู่ในลำดับที่ 51 จากทั้งหมด 113 ประเทศ  ที่มีคะแนนในมิติราคาอาหารที่เข้าถึงได้ (Affordability) แต่มิติความพร้อมของอาหาร (Availability) คุณภาพความปลอดภัย (Quality and Safety) และมิติทรัพยากรธรรมชาติและความยืดหยุ่น (Natural Resources & Resilience) ยังทำคะแนนได้ไม่ดีนัก

 

ที่มาบทความ: KKP RESEARCH



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน