ชาวเมืองเม็กซิโกซิตีโดยเฉพาะกลุ่มรากหญ้าและบรรดาร้านค้าเก่าแก่กำลังได้รับผลกระทบจากกลุ่มผู้มาทำงานในต่างประเทศ (Expat) ชาวอเมริกัน เพราะทำให้ภูมิทัศน์ของเมืองเปลี่ยนไป และอาคารหลายแห่งถูกเปลี่ยนไปเป็นสำนักงาน เป็นที่พัก นอกจากนี้ ที่ร้ายที่สุดยังทำให้ค่าเช่าที่ ค่าครองชีพแพงขึ้นอีกด้วย

เพราะเป็นประเทศที่พรมแดนติดกัน ประชากรของสหรัฐฯ และเม็กซิโกจึงไปมาหาสู่กันเป็นเรื่องปกติ ทว่าก็มีความได้เปรียบเสียเปรียบกันอยู่ เพราะด้วยค่าเงินที่มากกว่าและเศรษฐกิจดีกว่า ชาวอเมริกันจึงไปท่องเที่ยวและอาศัยในเม็กซิโกได้ด้วยค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่า

อย่างไรก็ตาม การหลั่งไหลไปเม็กซิโกของชาวอเมริกันในปัจจุบันทำให้ชาวเม็กซิโกไม่สบายใจ โดยข้อมูลจากรัฐบาลเม็กซิโกระบุว่า มกราคมถึงพฤษภาคมปีนี้มีชาวอเมริกันเดินทางเข้าประเทศผ่านทางเครื่องบิน 5.3 ล้านคน เพิ่มขึ้นเกือบ 1 ล้านจากเมื่อปี 2019

ซึ่งชาวอเมริกันในกลุ่มนี้บางส่วนคือ Expat ทั้งที่เป็นนานแล้ว และเพิ่งมาเป็นสืบเนื่องจากสถานการณ์โควิดที่บริษัทต่าง ๆ อนุญาตให้พนักงานทำงานจากที่ไหนก็ได้

เทรนด์ดังกล่าวทำให้บรรดาธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เปลี่ยนอาคารเก่าเป็นออฟฟิศหรือร้านกาแฟ และจัดหาห้องพักในกรุง Mexico City เติบโตอย่างมาก ซึ่งลูกค้าเกือบทั้งหมดเป็นชาวอเมริกัน

Edyta Norejko ชาวโปแลนด์ที่ทำธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และรับจองห้องพักร่วมกับสามีชาวเม็กซิกัน เผยว่าปีนี้ธุรกิจโตอย่างมาก ซึ่งลูกค้าราว 70% ก็มาจากสหรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม ในทางตรงกันข้ามเทรนด์ดังกล่าวก็ทำให้ค่าครองชีพในเม็กซิโกซิตีแพงขึ้น ค่าเช่าที่แพงขึ้น จนทำให้ร้านค้าเก่าแก่มากมายสู้ค่าเช่าไม่ไหวต้องปิดตัวแล้วไปทำงานอย่างอื่นเพื่อเลี้ยงชีพในยุคที่ทั่วโลกกำลังเผชิญปัญหาข้าวยากหมากแพง

ส่วนคนระดับรากหญ้าอีกไม่น้อยก็ต้องย้ายไปทำงานในเมืองอื่นที่ค่าครองชีพต่ำกว่า

ตามรายงานของ CNN ระบุว่า ชาวเมืองเม็กซิโกซิตีบางส่วนที่ชีวิตความเป็นอยู่ได้รับผลกระทบจาก Expat ชาวอเมริกันถึงกับขึ้นป้ายไล่ แต่ก็มีอีกไม่น้อยที่กำลังพยายามปรับตัว รับทั้งคลื่น Expat และทัพนักท่องเที่ยวชาวอเมริกัน

สถานการณ์ทั้งหมดมีขึ้นท่ามกลางการรายงานว่า 5 เดือนแรกของปีนี้ เม็กซิโกทำเงินจากนักท่องเที่ยวชาวอเมริกันได้ถึง 11,500 ล้านดอลลาร์ (ราว 415,000 ล้านบาท) พร้อมนัยสำคัญที่ว่าเป็นปริมาณเม็ดเงินที่ใกล้จะแซงกรอบเวลานี้ของปี 2019 ก่อนสถานการณ์โควิดแล้ว

และผลสำรวจเมื่อไม่นานมานี้ที่ว่า Mexico ขึ้นมาเป็นประเทศที่ Expat ทั่วโลกอยากไปทำงานและใช้ชีวิตอยู่มากสุดในปี 2022 ซึ่งเหตุผลหลักมาจากค่าใช้จ่ายที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่น สวนทางกับนิวซีแลนด์ ที่ค่าครองชีพแพงค่าแรงถูก จนร่วงยาวจากอันดับ 1 เมื่อปี 2021 ลงไปอยู่อันดับเกือบรั้งท้ายในปีนี้

ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้ว่าเม็กซิโกซิตีจะเป็นสวรรค์ของ Expat ชาวอเมริกันต่อไป ซึ่งสาเหตุหลักมาจากค่าใช้จ่ายถูกกว่าสหรัฐฯ มากนั่นเอง

และทั้งฝ่ายชาวเม็กซิโกซิตีกับ Expat อเมริกันคงจะปรับตัวให้อยู่ร่วมกันได้ โดยเรื่องนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกประเทศในยุคนี้ โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่ติดกันและมีความแตกต่างทางเศรษฐกิจมาก ๆ  

หนึ่งในผู้ยืนยันแนวโน้มดังกล่าวคือ Erik Rodriguez หนุ่ม Expat ชาวอเมริกันเชื้อสายเม็กซิกัน ที่จะขออยู่ทำงานในกรุงเม็กซิโกต่อไป โดยเหตุผลไม่ใช่เพื่อกลับมาหารากเหง้าของบรรพบุรุษ

แต่มาจากค่าใช้จ่ายถูกกว่าในสหรัฐฯ เกินครึ่ง ยกตัวอย่างเช่น จากที่เคยต้องใช้เงินถึง 2,500 ดอลลาร์ (ราว 90,000 บาทต่อเดือน) เช่าห้องแบบ Studio ในซานดิเอโกเมืองใหญ่รัฐแคลิฟอร์เนีย ที่จากมา แต่ในเม็กซิโกซิตีใช้เงินเพียง 800 ดอลลาร์ (ราว 28,900 บาทต่อเดือน) เท่านั้นก็ได้ห้องอยู่แล้ว แม้ขนาดห้องจะเล็กลงไปบ้างก็ตาม/ cnn, theguardian



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน