ถกลเกียรติอึ้งไปพักใหญ่ น้ำตาเริ่มซึม เขามองขึ้นไปบนเพดานเพื่อให้น้ำตาไหลย้อนกลับ (ทีมงาน Marketeer ก็สตั๊นไปหลายวิ) ก่อนที่คุณบอยฝืนยิ้ม แล้วเล่าต่อ…

เรื่องราวของเด็กหนุ่มวัย 24 ปี ที่ได้รับโอกาสจากค่าย จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ให้เข้ามาเป็นผู้กำกับละคร จนวันนี้เขากลายเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) เจ้าของช่องวัน 31 และธุรกิจบันเทิงต่าง ๆ หลากหลายครบวงจร

โดยทำรายได้ในปีที่ผ่านมาถึง 5,438 ล้านบาท กำไร 828 ล้านบาท และสามารถครองอันดับ 3 ของเรตติ้งช่องทีวีดิจิทัล รองจากช่อง 7 เเละช่อง 3

ในขณะที่ผ่านไปแล้วถึง 9 ปี ทีวีดิจิทัลอีกหลายช่องยังขาดทุน   

แต่กว่าจะถึงจุดแห่งความสำเร็จในวันนี้ ไม่มีคำว่าง่าย และคำว่าแฮปปี้ เอนดิ้ง ก็ยังเต็มไปด้วยความท้าทายใหม่ ๆ ตลอดเวลา

ท่ามกลางภาระหน้าที่มากมายในแต่ละวัน ช่วงสายวันนั้น บอย-ถกลเกียรติ วีรวรรณ ให้เวลาสัมภาษณ์พิเศษกับ “Marketeer” อย่างเป็นกันเองด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม

จุดเปลี่ยนครั้งเเรก “เมื่อครอบครัวเข้าใจ” 

เมื่อถามถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของชีวิต เขาบอกว่าน่าจะเริ่มจากวันที่คุณพ่อ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ดร. อำนวย และคุณหญิงสมรศรี วีรวรรณ ยอมให้เขาเรียนในวิชาที่เขารัก โดยไม่ได้คิดว่านั่นคืออาชีพที่คนยุคนั้นมองว่า “เต้นกิน รำกิน

ย้อนเวลากลับไปถกลเกียรติเป็นเด็กที่คุ้นชินกับการอยู่ต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ เขาจบระดับประถมศึกษาจาก โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และไปต่อระดับมัธยมศึกษา Woodside Prioly School

“ช่วงเรียนปริญญาตรีที่ Boston College มี Major ให้เลือกเรียนเยอะแยะไปหมด เราก็ เอ๊ะ เลือกอะไรดี ไม่รู้ ยังไม่แน่ใจ งั้นก็เรียนด้านเศรษฐศาสตร์แล้วกัน ตามคุณพ่อ คือจริง ๆ รู้ตัวแล้วว่าชอบการละคร แต่สมัยนั้นถ้าเรียนการละครกลับมาทำงานอะไรได้ คนทำงานในวงการบันเทิงยังถูกเรียกว่าเป็นอาชีพ เต้นกินรำกินอยู่เลย ต่างกับยุคนี้โดยสิ้นเชิง ทีนี้พอไปเรียนเทอมหนึ่งก็รู้ตัวว่าไม่ได้ ไม่ไหว ก็เลยบอกกับคุณพ่อว่า เราอยากเรียน Communication เเละ Theatre มากกว่า เพราะว่ายังไงเรียน Economics ก็ได้เเค่เกรด D Dog 

ผมจำได้ว่าคืนหนึ่งโทรศัพท์กลับมาหาคุณพ่อที่เมืองไทย พยายามหาเหตุผลบอกว่า ดูดิ คนรุ่นบอย เรียนเศรษฐศาสตร์ เรียน Business เยอะแยะไปหมดเลย กลับมาเมืองไทยจะสู้ใครเขาได้ สู้เราเรียนในสิ่งที่เราชอบดีกว่า เช่น Communication เอย Theatre เอย เผื่อจะเป็นตัวทอป ๆ ในวงการนี้ได้ คือชักแม่น้ำทั้งห้า ไม่อยากเรียน Economics เพราะเรียนไม่ได้ พูดไปยาวเหยียดเลย คุณพ่อเงียบไปพักหนึ่ง แล้วบอกก็คิดถูกแล้ว ผมก็ Surprise มากนะ คุณพ่อบอกก็ดีแล้ว ก็คิดถูกแล้ว”

ท่านบอกเรียนอะไรก็ได้ขอให้หาเลี้ยงชีพได้ และไม่ผิดกฎหมาย แค่นี้ โอเค เราก็เลยแบบ เอาวะ คืออนาคตจะยังไงก็ไม่รู้ แต่รู้แค่ว่าเราได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก มันน่าจะดีกว่า ก็เลยเรียน

และในที่สุดก็คว้าปริญญาตรีมาได้ 2 สาขา นั่นคือด้าน Communication and Theatre ที่ Boston College ในระดับปริญญาตรี และด้าน Broadcasting ที่ Boston University ในระดับปริญญาโท 

จุดเปลี่ยนครั้งที่ 2 โอกาสจาก จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่

กลับมาเมืองไทยถกลเกียรติยอมรับว่า ยังงง ๆ จะกลับมาทำงานอะไร ตอนนั้นที่เมืองไทยทีวีเริ่มบูมขึ้นมาแล้ว มีบริษัทที่ผลิตรายการทีวีหลายแห่งก็ไปคุยมาประมาณ 3  เเห่ง

“แต่พอมาคุยกับ พี่เจือ สันติสุข จงมั่นคง ที่แกรมมี่ แล้วเราก็รู้สึกว่าโอ้โห เขาให้เกียรติเรามากเลย เขาคุยกับเราประมาณ 2 ชั่วโมงกว่า ตอนนั้นผมก็เด็ก ๆ อายุ 24 ปีเอง พี่เจือเล่าให้ฟังว่า แกรมมี่ โอเค เป็นบริษัททำเพลงก็จริง แต่มี Vision ที่จะขยายออกไปทำรายการทีวี อยากทำละคร อยากทำอะไรต่าง ๆ หลาย ๆ อย่าง เราฟังแล้วก็รู้สึกว่า น่าสนใจ 

 ในขณะเดียวกันเราก็ไม่รู้ว่าแล้วตัวเองจะทำอะไรได้ มีใบปริญญามา 2 ใบ ก็ไม่ได้แปลว่าทำอะไรเป็น คือผมรู้สึกว่าการเรียนก็คือเรียน การมาทำงานปฏิบัติ ชีวิตจริงมันอีกแบบหนึ่ง โอเค เราอาจจะเตรียมพร้อมมาดี แต่ว่ามาเจอชีวิตจริงแล้วมันอาจจะอีกแบบหนึ่งเลยก็ได้ ใครจะไปรู้ ใช่ไหม คุยกับพี่เจือ แล้วก็คุยกับพี่หง่าว ยุทธนา มุกดาสนิท ตอนนั้นพี่หง่าวก็ดูทางด้านละครของแกรมมี่ และกำลังจะเดินทางไปภาคเหนือ เพื่อถ่ายหนังเรื่องวิถีคนกล้า เขาก็บอกว่า เออ ดีแล้ว มีคนมาช่วยมาดูแล ผมบอกว่า เดี๋ยว ๆๆ  พี่จะมา Trust อะไรกับเด็กจบใหม่คนนี้ พี่เขาก็บอกว่าเห็นประวัติการเรียนแล้วน่าสนใจ มาลองดูสิ เดี๋ยวมีพี่ ๆ คอยช่วย”

เข้ามาในช่วงแรกเขามีไอเดียทำละครซิตคอม 2 เรื่อง เรื่องหนึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับพี่น้อง 3 คน อีกเรื่องหนึ่งเป็นเรื่องประมาณเป็นพี่เลี้ยงผีน่ารัก ๆ  

“ตอนนั้นผมหมายมั่นว่าอยากทำเรื่องสามพี่น้องมาก ๆ แต่ผมรู้สึกว่าถ้าเผื่อทำเป็นเรื่องแรก โดยเรายังไม่มีประสบการณ์อะไรเลย ถ้าทำได้ไม่ดีก็เสียดาย ก็เลยเลือกเอาเรื่องที่เป็น second choice มาทำก่อน แล้วก็ปรากฏว่าทางช่อง 7 คุณแดงบอกว่าเห็นช่องฉันเป็นช่องผีหรือไง ตอนนั้นละครผีก็เยอะ ก็เลยเปลี่ยนเป็นเรื่องนางฟ้าสีรุ้ง  มีพี่เปิ้ล หัทยาเล่น พี่ปั่น ไพบูลย์เกียรติ เขียวแก้ว เกด นารากร แล้วก็เต๋า สมชาย เข็มกลัด”

หลังจากนั้นในปี 2534 ก็เริ่มทำซิตคอมเรื่อง 3 หนุ่ม 3 มุม ซึ่งเป็นงานที่สร้างชื่อเสียงให้กับเขาอย่างมาก และคนยังผูกพันกับตัวละคร กบ แท่ง มอส ราวกับ 3 คนนี้เป็นพี่น้องกันในชีวิตจริงด้วย  ซิตคอมเรื่องนี้ยังสร้างต่อเนื่องนานถึง 8 ปี 

เป็นความสำเร็จที่เขาบอกว่า ในขณะที่มี 2 โปรเจกต์ในหัว แล้ว first choice ที่อยากทำจริง ๆ คือ 3 หนุ่ม 3 มุม แต่ความที่ยังไม่มีประสบการณ์เลยขอลองอีกอันหนึ่งก่อน พอรู้แล้วว่าอะไรเป็นอะไร ถึงจะมาทำเรื่องที่เราคิดว่าเป็นสิ่งที่เราอยากทำมากกว่า เลยใช้นางฟ้าสีรุ้งเป็นตัวฝึกให้รู้ก่อนว่าวงการนี้เป็นยังไง ทำงานกับคนแบบไหนยังไง ก็เรียนรู้เยอะมากจากนางฟ้าสีรุ้ง อะไรที่เป็นข้อผิดพลาดจากเรื่องนั้น ถูกเอามาปรับใช้ในการทำเรื่อง 3 หนุ่ม 3 มุม 

ปลายปีนั้นแกรมมี่ก็มีการตั้งบริษัท เอ็กแซ็กท์ จำกัด เพื่อโฟกัสละครอย่างเต็มตัว โดยถกลเกียรติได้เข้ามาเป็นผู้บริหารงานบริษัทนี้อย่างเต็มตัว และมาทำละครหลังข่าวเรื่องแรกคือ “รักในรอยแค้น”

“คราวนี้ โอ๊ย จากที่เราทำละครจบในตอนคือซิตคอม มาทำละครหลังข่าว นี่คือแบบหนักหนามาก หนักแบบ งง ว่า เอ๊ะ ตกลงมันคืออะไร จำได้เลยว่า ถ่ายจะไม่ทันเอากลับไปบ้านตอนประมาณตี 1 ตี 2 นี่คือร้องไห้ เครียด แล้วก็คิดกับตัวเองว่า เจ๊ง เจ๊งแน่ โอ้โห ตอนนั้นคือแบบเครียดหนักแบบสุด ๆ ฟีดแบ็กกลับมาบอกว่าคนดูงง  ก็ไม่รู้ล่ะ หลับหูหลับตาทำ เราก็ทำให้มันดีที่สุดในทางของเรา วัน ๆ จะถ่ายทำ ตัดต่อ ลงเสียง ถ่ายทำ ตัดต่อ ลงเสียง ไม่ได้ฟังฟีดแบ็กอะไรใด ๆ จนกระทั่งก็มีคนพูดถึง เริ่มจากพี่สาวถามว่า ตรงนี้แล้วมันจะยังไงต่อ เราก็ เฮ้ย ดูด้วยเหรอ   พี่เขียด นภาพร หงสกุล ตอนนั้นเขาเล่นเป็นแม่บ้าน เขามาเล่าว่าคนทั้งตลาดถามเขาตลอดเลยว่าตอนต่อไปจะเป็นอะไร ยังไง อยู่ดี ๆ มันก็เริ่มมีกระแส กลายเป็น Talk of the Town

ตอนที่ฉายตอนอวสาน ผมไม่ไหวแล้ว ผมไปเที่ยวยุโรป เพราะว่าเครียดมาก แต่ปรากฏว่า โทรศัพท์กลับมาที่บ้าน ที่บ้านบอกว่า รู้ไหมวันตอนอวสาน รถว่างคนไปรอดูละคร นี่คือ โอ้โห สร้างปรากฏการณ์มาก เออ ตกลงมันได้เว้ย ก็เป็นจุดเปลี่ยนที่เราต้อง Learning ไปเรื่อย ๆ

จากเจ้าพ่อซิตคอม มาเป็น เจ้าพ่อละครเวที เพราะเป็นบุคคลแรก ๆ ที่เข้ามาบุกเบิกละครเวทีในเมืองไทย

ถกลเกียรติบอกว่าเขาเป็นคนที่ชอบละครเวทีมาก ๆ แล้วก็คิดว่า สักวันหนึ่ง ยังไงก็ต้องทำละครเวทีมิวสิคัลที่เป็นภาษาไทย แต่ก็คิดว่าใครจะดู โอ๊ย แย่แน่ ขาดทุนเละแน่ ระหว่างทำทีวีไปก็พยายามสร้างชื่อเสียงกับตรงนั้น สร้างความเชื่อมั่น และก็คุยไปเรื่อย ๆ ว่าใครชอบละครเวทีบ้าง 

จนในที่สุดปี 2540 ก็ได้ทำละครเวทีเรื่อง วิมานเมือง บัลลังก์เมฆ เป็นความบันเทิงอีกรูปแบบหนึ่งที่สร้างความแปลกใหม่ให้กับคนดู หลาย ๆ คนที่มาดูตอนนั้นพูดว่ามี Entertainment แบบนี้ด้วยเหรอ เพราะมีทั้งการร้อง การแสดง เเละการเต้นไปด้วยกัน แล้วสด บางคนจะพูดว่า เอ๊ย ไม่สดหรอก เนี่ย ลิปซิงก์ ทำไมเหมือนเทปเลย  

และเมื่อมีคนนิยมละครเวทีมากขึ้น มากขึ้น จากการเช่าศูนย์วัฒนธรรมอยู่ประมาณเกือบ 10 ปี ก็เลยมาทำโรงละครของตัวเองที่ เมืองไทยรัชดาลัย

ผลงานคือเครดิต “คนสร้างงาน งานสร้างคน” 

วันหนึ่งผมมาเจอคุณแก้ว นพพร ที่เขากำลังจะทำขึ้นห้าง Esplanade เขาก็บอกว่า ดีนะถ้าให้ห้างเขามีโรงละคร  แต่พื้นที่ตรงนี้ให้เมเจอร์ไปแล้ว เพราะมันจะเป็นโรงหนัง คุณต้องไปคุยกับคุณวิชา (วิชา พูลวรลักษณ์) ที่เป็นหุ้นส่วนอยู่ใน Esplanade ด้วย ซึ่งคุณวิชาบอก บอยเอาไปเลย ไปทำให้มันเกิด คือได้มาง่าย ๆ  

“ผมคิดว่าการที่เรามีผลงานที่ดี มีเครดิตที่ดี แล้วพอเราเจอคนที่มี Vision เอาเลย ลองดิ ๆ อย่างนี้ ชีวิตผมจะเจอแบบนี้หลายครั้ง ซึ่งรู้สึกโชคดีมาก ถึงแม้เขาจะไม่เห็นตัวเลขที่ชัดเจน แต่ก็เชื่อมั่นเรา จำได้เลยตอนทำโรงละคร ทุกคนบอกว่า ไอ้นี่มันบ้า จะอยู่ได้ยังไง จะคุ้มทุนได้ยังไง คนไทยไม่ดูหรอก อะไรแบบนี้ ก็เจอมาตลอด แต่ก็ไปเจอผู้ใหญ่ใจดีหลาย ๆ ท่านที่สนับสนุน”

Steve Jobs เขาบอกว่า Life is about connecting the dots. คือชีวิตเรามันเหมือนกับเป็นการ Connect จุดแต่ละจุด ๆ แต่คุณจะไม่รู้ว่า Dot ไหนมัน Connect ต่อกันได้ จนกระทั่งคุณเห็นผลมัน แล้วคุณย้อนกลับไปแล้วถึง อ๋อ ๆ ตอนนั้นมันเป็นอย่างนี้ ตอนนี้มันเป็นอย่างนั้น ถึงได้มาอย่างนี้ 

จุดแข็งของ Exact ในตอนนั้น คือค่ายที่มีความหลากหลายในเรื่องความบันเทิง คือมีรายการโทรทัศน์ต่าง ๆ มีละครเวที มีโรงละครของตัวเอง กลายเป็นข้อได้เปรียบของคนที่มาร่วมงานด้วย ที่จะได้โอกาสทำในสิ่งที่หลากหลาย และฝึกให้คนมีความแข็งแรงมากขึ้นในสายอาชีพนี้

จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่สุดของชีวิต จุดพีกของดราม่า 

ถ้าเป็นละครช่วงเวลานี้คือจุดสำคัญในชีวิตของพระเอกที่สามารถขยี้ดราม่าเรียกเรตติ้งจากคนดูกันกระจาย

เรื่องจะเริ่มตรงจุดพลิกสำคัญของวงการทีวีไทย เมื่อต้องเข้าสู่ยุคทีวีดิจิทัลในปี 2557 จากที่เคยมีทีวี 4 ช่องหลักกลายเป็นมีช่องทีวีเพิ่มขึ้นเป็น 24 ช่อง

และเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในชีวิตของ ถกลเกียรติ เช่นกัน เมื่อค่ายแกรมมี่ไปประมูลทีวีดิจิทัลมา 2 ช่อง คือ One31 และช่อง GMM25 ซึ่งแกรมมี่มอบหมายให้เขาบริหารช่องวัน31

แต่การประสบความสำเร็จจากบริษัทชื่อดังที่ทำรายการป้อนให้ช่องต่าง ๆ มาบริหารทีวีเองมันไม่ง่าย

วัน 31 เป็นช่องใหม่จะมีทิศทางไปไหน อย่างไร ยังไม่ชัดเจน รายได้จากการโฆษณาก็ลดลง ในขณะเดียวกันแกรมมี่ก็หมดเงินไปกับการประมูลช่องไปมากมาย ดังนั้นช่วงแรกมีแต่รายการรีรันเต็มไปหมด 

“ก็มีการคุยกันว่าช่องเราไม่เกิดหรอก ถ้าเผื่อเรายังไม่ใส่ละครเข้าไป แต่โหการใส่ละครช่วงไพร์มไทม์เพื่อแข่งกับช่องอื่นต้นทุนจะสูงมากเลยนะ แล้วจะไปเอารายได้มาจากไหน ก็คิดกันหนัก ไม่ทำก็ไม่รอด ผู้ใหญ่ทางแกรมมี่ก็ถามผมว่า งั้นลงทุนด้วยกันไหม เสี่ยงด้วยกัน”

ถ้าตกลงมันคือเอาเงินเก็บก้อนใหญ่ที่สะสมมาทั้งชีวิต ทั้งเสี่ยง ทั้งกลัว แต่เขาก็เซย์เยสไป

เหตุผลของผมคือทีมผมมีคนเก่ง ๆ เยอะ ที่ทำงานแบบรู้ใจกัน ถ้าผมไม่ได้ทำตรงนี้เราจะไปอยู่เรือลำไหนที่เราเชื่อมั่นในกัปตันเรือ ฝากชีวิตกับเขาได้ เช่น ถ้าไปช่อง 3 โห ผู้จัดเขาเยอะแยะเต็มไปหมด เราจะหอบกันไปได้ยังไง ไปช่อง 7 ก็เหมือนกัน ผู้จัดก็เต็มไปหมด ถ้าเผื่อไปช่อง 8 ก็นะ RS, Grammy เขาคงไม่เอาเราหรอก Workpoint โห เขาก็มีทีมของเขาแล้ว ส่วนช่องที่เหลือด้วยความเคารพไม่ค่อยมีใครที่จะเน้นในเรื่อง Entertainment ถูกไหม 

ผมก็เลยคิดว่าผมมี 2 Choice ถ้าผมไม่เป็นกัปตันเรือเอง ผมก็ต้องบอกทุกคนว่า ขอบคุณมาก ที่ผ่านมาถือเป็นเวลาที่ดีที่อยู่ด้วยกัน แล้วก็ Say Goodbye ก็เลยคิดว่า เอาวะ ลุยต่อ และถ้าเราจะทำเราก็ต้องเป็นกัปตันเรือเอง ก็เลยตกลงเข้าไปลงทุนคนละครึ่งกับแกรมมี่

หลังจากนั้นไม่นาน โอ๊ย อยู่ดี ๆ โซเชียลมีเดียมาจากไหน ตอนประมูลช่องมาโซเชียลมีเดียยังไม่ Play a Big Part ในตรงนี้เลย แล้วก็ทุกคนก็จะบอกว่าพวกที่ประมูลช่องมา โง่แล้ว คุณไม่มีทางเกิดเลย อะไรอย่างนี้ ทั้งผมทั้งแกรมมี่ก็เลย Suffer ตายแล้ว ทำยังไงดี”

เมื่อเล่าถึงตอนนี้ ถกลเกียรติอึ้งไปพักใหญ่ น้ำตาเริ่มซึม เขามองขึ้นไปบนเพดานเพื่อให้น้ำตาไหลย้อนกลับ (ทีมงาน Marketeer ก็สตั๊นไปหลายวิ) ก่อนที่คุณบอยฝืนยิ้ม แล้วเล่าต่อว่า

ปีที่ลงทุนละครเป็นครั้งแรกขาดทุน 600 กว่าล้านบาท ปีต่อมาก็ขาดทุนประมาณ 400 ล้าน ก็คุยกัน แล้วก็บอก เฮ้ย มันจะไปยังไงต่อได้ ก็พยายามหานักลงทุนเพิ่ม”

แต่ก่อนที่ “หมอปุย” ปรมาภรณ์ ปราสาททองโอสถ บุตรสาวของนายแพทย์ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ เข้ามาซื้อหุ้นเพิ่มทุนของช่องวัน และใส่เงินเข้ามาอีก 1.9 พันล้านบาท เมื่อปี 2559 นั้น เขาบอกว่า

“เป็นช่วงที่ดิ่งที่สุดในชีวิต เข้าใจเลยว่ากินไม่ได้นอนไม่หลับเป็นอย่างไร (เป็นอีกครั้งที่เขาต้องหยุดพูด ขอทิชชูซับน้ำตาที่ซึืมออกมาอีกครั้ง)

คือตอนนั้นเราก็มีครอบครัว ชีวิตมันไม่ใช่แค่เราคนเดียวแล้ว แต่สิ่งที่ผมโชคดีก็คือ ปริม ภรรยา (กณิการ์ วีรวรรณ) และลูก ๆ เข้าใจ และคอยเป็นกำลังใจ คือผมจะมีความ Commercial Marketing หรืออะไรยังไง แต่ Financial ผมก็จะไม่ได้ดีมาก ในขณะที่ปริมเขาเคยอยู่ในสถาบันการเงินต่าง ๆ เขาก็จะคอยแนะนำว่า ลองอย่างนี้ไหม ลองอย่างนั้นไหม แต่ท้ายที่สุด มันก็คือกำลังใจ”

ถามว่า ทำไมครอบครัวของคุณหมอปุยถึงมาลงทุนตรงนี้ เห็นอะไร ทั้ง ๆ ที่ช่องยังขาดทุนอยู่ และการแข่งขันของช่องทีวีดิจิทัลในช่วงเวลานั้นยังฝุ่นตลบ

“ผมไปรับทราบมาว่าครอบครัวของหมอปราเสริฐท่านดูละครเรื่องพิษสวาทของผม เลยเชื่อว่าถ้าคนกลุ่มนี้ทำละครขึ้นมาแล้วมันได้ขนาดนี้ ถึงแม้ตอนนี้เงินจะไม่เข้า เดี๋ยวก็เข้า เป็นความเชื่อล้วน ๆ ยังไม่เห็นหรอกว่าตัวเลขมันจะมายังไง แต่เชื่อว่าเดี๋ยวมันจะมา ก็ต้องขอบคุณ ไม่รู้จะขอบคุณยังไงเลย ที่เชื่อมือ เชื่อใจเรา”

การเข้ามาของหมอปุยทำให้เขามีความคล่องตัวในการสร้างคอนเทนต์ใหม่ ๆ และสามารถลงทุนเรื่อง Production ให้ยิ่งใหญ่กว่าเดิม พร้อม ๆ กับสร้างโมเดลธุรกิจแบบครบวงจรที่สามารถสร้างรายได้จากทุกช่องทาง

“จำได้ว่าปีแรกที่ทำกำไรได้ โอ้โห ดีใจกันทั้งห้องประชุม เฮ กันหมด CFO ตอนนั้นคือเอาลอดช่องมาเลี้ยง โอ้โห มันไม่ได้มาได้ง่าย ๆ ไม่ได้มากันฟลุ้ค ๆ แต่มันเป็นสเต็ปของการทำงานที่ต้องลองผิดลองถูก ต้องเจอพายุฝน แล้วก็โชคดีที่ฟ้าสว่างหลังฝนพายุตลอด”

อย่างที่บอก เราไม่ได้ทำคนเดียว เรามีคนที่มาร่วมลงเรือไปด้วยกันกับเรา ไม่ว่าจะเป็นทีมงาน  หรือว่าคนที่มาช่วย Support เพราะเชื่อมั่นในเรา เพราะฉะนั้นเครดิตคือสำคัญมาก แต่เครดิตจะได้มาผลงานของเราคือตัวพิสูจน์ด้วย สำหรับผมชีวิตที่ผ่านมาไม่เคยได้อะไรมาง่าย ๆ คือเล่นหวยไม่เคยถูก ซื้อหวยไม่เคยถูก จับรางวัล โน่นนี่ ไม่เคยได้อะไรกับเขาเลย ชีวิตนี้ไม่เคยได้อะไรมาง่าย ๆ ต้องทำงาน ต้อง Work hard ตลอด”

คนดูทีวีน้อยลง แต่คนดูคอนเทนต์มากขึ้น คือโอกาสของ Content Creator

ลึก ๆ ลงไปเขายังมีความเชื่อว่าคนก็ยังดู Entertainment 

“ก็ต้องนั่งคิดว่า เราทำอะไรกันมา เราเป็นคนทำ Content นะ เป็นคนทำ Production เป็น Storyteller เป็น Content Creator การที่เราได้ช่องมา 1 ช่อง ถ้าเผื่อพูดถึงในสถานการณ์ของปัจจุบันการที่มันมีหลาย Distribution Channel ช่องทีวีก็ดี OTT Platform ต่าง ๆ ก็ดี Social Media ก็ดี Facebook, YouTube อะไรต่าง ๆ เราต้องแยกให้ออกว่า Content คือ Content, Distribution Channel คือ Distribution Channel เพราะฉะนั้นที่ผ่านมาเราทำ Content มาตลอด แต่วันนี้เป็นเจ้าของหนึ่งใน Distribution Channel ด้วย ก็คือช่องทีวี พอมันจับประเด็นตรงนี้ได้ เราก็เลยแบบว่า โอเค ถ้างั้น Content เรานอกเหนือจากที่ออกในช่องทีวีของเราแล้ว มันไปออกตรงไหนได้อีก พอคิดอย่างนั้นปุ๊บ ก็ทะลุ”

เพราะจากในวันที่เราทำละครแล้ว Cost มันสูงมาก แล้วโฆษณาก็ยังไม่ได้เข้ามากมาย มี OTT เกิดขึ้น ไลน์ทีวีเกิดขึ้น ไลน์มาซื้อละครเรา แล้วไปออนแอร์ดูย้อนหลัง ตอนแรกเราก็ โอ้โห มันจะฆ่า Rating ของเราไหม คนไม่ต้องดูสดแล้ว  เขาก็ดูในเวลาของเขาสิ  เเต่ก็ต้องลอง เพราะเราก็จะเสียเงินไปเยอะมาก ก็เลยขายให้ไลน์ทีวี ปรากฏว่ายอดวิวก็ดีมาก ถามว่า Rating เราตกไหม ก็ไม่ได้ตกมากมายนัก แต่มันทำให้ละครมีกระแสมากขึ้นด้วยซ้ำไป 

“ตอนนั้นผมจำได้ว่า ไปงานแล้วก็เจอช่องทีวีอื่น ๆ ก็มาถามบอก เฮ้ย คุณบอย ทำไมไปขายให้ไลน์ทีวี ดูย้อนหลังได้เร็วขนาดนั้น จะฆ่า Rating คุณเลยนะ อย่างนั้นอย่างนี้ ก็ผมไม่มีทางเลือก ผมต้องหาตังค์ ปรากฏว่ามันไม่ได้ฆ่า เพราะการดูสดกับการดูย้อนหลัง ความรู้สึกก็แตกต่างกัน ถ้าคนอยากรู้เรื่องก่อน เขาก็ดูสด แต่แน่นอน การดูสดอาจจะน้อยลงบ้าง แต่ Target group ก็คนละ  Target อะไรอย่างนี้ พอมาเรียนรู้ในเชิงของมุมธุรกิจ เราต้องรู้จักคนดู ว่าคนดูของเราคือใคร แล้วทุกวันนี้ Target นี้ ดูแบบนี้ Target นี้ ดูแบบนั้น Target นั้น ดูแบบนี้ ก็แตกต่างกัน

ปี 2561 ONEE สามารถทำกำไรได้เป็นปีแรก และทำรายได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากรายได้ 4,199 ล้านบาท ในปี 2561 เพิ่มขึ้นเป็น 5,438 บาทในปี 2564 และกำไรเพิ่มขึ้นจาก 73 ล้านบาท เป็น 828 ล้านบาท

เปลี่ยนนามสกุลเป็นมหาชน จุดเปลี่ยนที่ท้าทายครั้งล่าสุด

วันที่ 5 พฤศจิกายน 2564 ONEE (วันอี) เริ่มซื้อขายวันแรกในตลาดหลักทรัพย์ฯ

ในวันที่เราคิดว่าอยากเอาเข้าตลาดหลักทรัพย์ บางคนก็จะบอกว่า โอ๊ย ช่องทีวี IPO ไม่ได้หรอก ไม่มีใครเขาเชื่อแล้ว แต่เราก็บอกว่าเราไม่ใช่ช่องทีวี เราเป็นใคร อันนี้สำคัญมาก พอเราเข้าใจว่า เราเป็น Content Creator ทำยังไงให้เราจะมี Content Creator ที่หลากหลายเพิ่มขึ้น การ Acquired GMMTV Change GMM Studio แล้วก็ GMM Media มา ยิ่งทำให้องคาพยพของ Onee ใหญ่ขึ้น เป็น Content Creator ที่มีความหลากหลาย มี Target group ที่หลากหลายเพิ่มขึ้นเช่นกัน

เมื่อเม็ดเงินไม่ได้มาจากเรตติ้งในทีวีอย่างเดียวแล้ว แต่มาจากช่องทางอื่น ๆ อีกมากมาย เพราะฉะนั้นเราก็ต้องทำ Content ให้ได้เม็ดเงินจากตรงที่อื่น ๆ ด้วย คือกลายเป็นสิ่งที่เราต้องทำในทุกวันนี้ มันต้องมองเห็นภาพใหญ่ของทั้งอุตสาหกรรม และก็มามองในภาพเล็กของแต่ละ Content ผมว่าเป็นจุดแข็งของเราคือสามารถมองได้ทะลุและอย่างที่บอกว่าชีวิตผมบางทีมันดูไม่ make sense แต่ถ้าเผื่อคนมีความเชื่อกับเรา แล้วมาร่วมกับเรา เอ๊ย อยู่ดี ๆ มันก็ดีขึ้นมานะ”

ผ่านจุดเปลี่ยนของชีวิตมาหลายครั้ง แต่ดูเหมือนว่า ถกลเกียรติได้ตกผลึกทางความคิดแล้วว่าในอนาคต ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนไปอย่างไร แต่ Content ก็ยังเป็น King เสมอ

ความท้าทายอยู่ตรงที่เราต้องทำ Content ที่แมตช์กับคนดูซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายเราให้ได้ในทุก ๆ ช่องทางที่เขาอยู่ เเละ Nature ของ Content ในแต่ละ Distribution Channel มันก็ต่างกัน สิ่งที่ยากสำหรับคนทำคือคุณต้องทำลายความคุ้นชินของคุณ เมื่อก่อนทำแบบนี้ได้ ทำไมเดี๋ยวนี้ทำแบบนี้ไม่ได้ เพราะคนดูเปลี่ยน แต่คนดูเปลี่ยนก็ไม่ได้เป็นคนดูทั้งประเทศที่เปลี่ยน การที่ทำละคร Prime time มันคือส่วนใหญ่ของทั้งประเทศ ที่ก็ยังรับประทานข้าวไป เปิดทีวีไป ความยากคือคุณคอนโทรลคนดูไม่ได้นะ ไม่เหมือนดูหนัง เข้าไปดูเเล้วยังไงก็ต้องดู ยกเว้นหลับ

“สุดท้ายมันก็อยู่ที่ Content อยู่ที่ของ นั่นแหละผมว่า Basic มันก็แค่นั้น เพราะอย่างไรเสีย Human Needs มันเหมือนเดิมเขาดูจาก Devices ไหนต่างหากที่เปลี่ยน แต่สิ่งที่เขา Need เหมือนเดิม ถ้าเราเข้าใจตรงนี้นะ เราถึงจะทำ Content ให้มันตรง Devices ได้ แล้วถามว่าโทรทัศน์ยังอยู่ไหม ยังอยู่ เพราะยังไม่มี Devices ไหนที่ทำได้ 100% อย่างที่โทรทัศน์ทำ”

เขาให้ความเห็นทิ้งท้ายว่า

“สิ่งสำคัญมาก ๆ ทุกวันนี้ในการประสบความสำเร็จ ผมว่ารากฐานและประสบการณ์ก็สำคัญมาก เพราะว่าเราได้ ลองผิดลองถูกมามากมาย กลายเป็นรากฐานที่แข็งแรง ซึ่งมันสำคัญมาก ๆ แต่ในขณะเดียวกันมีรากฐาน มีประสบการณ์อย่างเดียวก็ไม่ได้ เพราะจะกลายเป็นยึดติดกับผลลัพธ์ เราก็ต้องเปิดใจ เพื่อได้รับรู้สิ่งใหม่ ๆ จากคนรุ่นใหม่ด้วย แต่ถ้ามีแต่สิ่งใหม่ ๆ ไอเดียใหม่ ๆ โดยที่รากฐานไม่แข็งแรง ก็ล้ม เพราะฉะนั้นมันต้อง Balance กันให้ได้”

ถ้าผู้นำเข้าใจเรื่องราวของชีวิต ความเป็นไปของอุตสาหกรรม พร้อมที่จะเปิดใจ Balance ระหว่างความคุ้นชินเดิม ๆ และสิ่งใหม่ ๆ ที่เข้ามาได้

อนาคตของ ONEE ก็น่าจะแฮปปี้เอนดิ้ง  

To be continued



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน