พายุลูกใหญ่ทั้ง 3 ลูก (ความขัดแย้งระหว่างภูมิรัฐศาสตร์ ราคาพลังงาน เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ) ได้พัดพาให้เศรษฐกิจของปี 2022 แทบพังพินาศ และเป็นตัวจุดชนวนทำให้เกิดความวุ่นวายของเศรษฐกิจโลก ปัญหาสงครามระหว่างภูมิรัฐศาสตร์ถือเป็นพายุลูกที่ใหญ่ที่สุด โลกที่นำโดยอเมริกากำลังถูกท้าทาย โดยมีรัสเซียก้าวขึ้นมาเป็นผู้ท้าชิงที่มีบทบาทต่อการเมืองระหว่างภูมิภาค ความสัมพันธ์ที่ดูยากจะประสานระหว่างจีนกับอเมริกา จะส่งให้เศรษฐกิจทั่วโลกต้องพบเจอกับภาวะถดถอยอย่างเลี่ยงไม่ได้

ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีนเองก็พยายามอย่างหนักที่จะทำให้จีนขึ้นมายืนด้วยลำแข้งของตนเองโดยลดการพึ่งพาประเทศจากชาติตะวันตกให้ได้ การแยกตัวทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศมหาอำนาจที่มีขนาดของเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลกกำลังจะกลายเป็นเรื่องจริงในไม่ช้า

สงครามในรัสเซียยูเครนนำไปสู่การขาดแคลนสินค้าโภคภัณฑ์ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์นับตั้งแต่ทศวรรษ 1970 สำหรับหลายประเทศ ผลจากความขัดแย้งส่งผลให้อุตสาหกรรมอาหารและปุ๋ยมีราคาสูงขึ้น โดยมีความตั้งใจของผู้นำรัสเซียที่อยากจะทำให้การส่งออกก๊าซกลายเป็นอาวุธทางเศรษฐกิจ ส่งผลทำให้อุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานสูงใช้การไม่ได้ในชั่วข้ามคืน รัฐบาลต้องใช้จ่ายเงินหลายพันล้านเพื่อชดเชยให้กับผู้บริโภค และกระตุ้นให้เกิดการแย่งชิงแหล่งก๊าซธรรมชาติใหม่อย่างบ้าคลั่ง

นอกจากนี้ ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตั้งแต่น้ำท่วมในปากีสถานไปจนถึงคลื่นความร้อนในยุโรป ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานเพิ่มสูงขึ้น และทำให้นักการเมืองที่ขึ้นชื่อว่าเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมที่สุดในยุโรปจำเป็นต้องกลับมาเปิดใช้งานโรงไฟฟ้าถ่านหินอีกครั้ง

โควิดมา ราคาพุ่ง

ราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นได้ทำให้หลายประเทศสูญเสียเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ทั้งยังส่งผลให้เงินเฟ้อถีบตัวสูงขึ้นอย่างรวดในช่วงต้นปี 2022 เนื่องจากรัฐบาลในหลายประเทศได้ใช้เงินอัดฉีดกระตุ้นเศรษฐกิจ และหลังจากทุกอย่างเริ่มดีขึ้นพวกเขาพบว่าปัญหาด้านอุปทานเป็นเรื่องที่น่ากังวลกว่ามาก และเมื่อราคาพลังงานและอาหารพุ่งสูงขึ้น อัตราเงินเฟ้อที่ดูเหมือนสูงขึ้นแค่ชั่วคราวก็เปลี่ยนไปเป็นปัญหาใหญ่ที่ลามไปจนเราได้เห็นเงินเฟ้อแบบตัวเลขสองหลัก

พอเกิดปัญหาที่เกี่ยวกับนโยบายการเงินก็หนีไม่พ้นที่ Fed จะต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย และทำให้ธนาคารกลางทั่วโลกต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยตามอย่างรวดเร็วและรุนแรงที่สุดในรอบกว่า 40 ปี เราอาจพูดได้ว่าปี 2022 เป็นปีที่เศรษฐกิจไม่เข้าใกล้คำว่าเสถียรภาพเลย เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อทั่วโลกยังคงอยู่ในระดับที่สูงอยู่

แล้วจะเกิดอะไรขึ้นในปีหน้า นักวิเคราะห์มองว่าทุกอย่างขึ้นอยู่กับว่าการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยใหญ่ทั้ง 3 ปัจจัย ได้แก่ ปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์ ราคาพลังงาน และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ จะเป็นไปในทิศทางไหน และจะส่งผลกระทบซึ่งกันและกันอย่างไร ขึ้นอยู่กับปัจจัย 3 อย่างนี้

ราคาพลังงานและภูมิรัฐศาสตร์

สำหรับภาพในระยะสั้น ดูเหมือนจะเป็นที่น่าวิตกกังวลอยู่ไม่น้อย เพราะหลายประเทศส่วนใหญ่ของโลกจะเข้าสู่ภาวะถดถอยในปี 2023 และในอีกหลายประเทศความอ่อนแอทางเศรษฐกิจอาจเพิ่มความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ การผสมผสานปัญหาทั้งสองอย่างเข้าด้วยกันเปรียบเสมือนยาพิษที่ถูกฉีดเข้าสู่ร่างกาย ที่อาจทำให้ตายอย่างช้า ๆ ได้

กลุ่มประเทศที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดในปีหน้าก็คือ ยุโรป แม้ว่าในส่วนของราคาพลังงานจะลดลงไปบ้าง แต่ในตอนนี้ประเทศในทวีปยุโรปกำลังจะเผชิญกับฤดูหนาวที่ยากลำบากในช่วงรอยต่อปี 2022-2023 และ 2023-2024 และมีรายงานว่าเศรษฐกิจของประเทศในทวีปยุโรปหลายแห่งเข้าสู่ภาวะถดถอยแล้ว ซึ่งนั่นทำให้ธนาคารต้องปรับอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้นเพื่อสู้กับเงินเฟ้อ และผลกระทบก็ตกอยู่กับประชาชนในด้านค่าใช้จ่ายของผู้บริโภค เพื่อทำให้คนบริโภคลดลง และส่งผลกระทบให้เกิดอัตราการว่างงานที่มากขึ้น

ความหนาวจะส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นเพราะปริมาณการบริโภคพลังงานจะเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากและเพิ่มโอกาสที่จะทำให้ฝั่งยุโรปไม่มีไฟฟ้าใช้แบบจริงจัง โดยจนถึงขณะนี้รัฐบาลยุโรปได้ปกป้องผู้บริโภคจากผลกระทบที่เลวร้ายที่สุดของราคาพลังงานด้วยการอุดหนุนและกดราคาพลังงานไม่ให้สูงเกินที่ประชาชนจะรับไหว

จนถึงขณะนี้ดูเหมือนว่าความพยายามของผู้นำรัสเซียที่จะทำลายความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของการสนับสนุนยูเครนในกลุ่มประเทศยุโรปตะวันตกด้วยการใช้พลังงานมาเป็นข้อได้เปรียบดูจะล้มเหลว ซึ่งว่ากันตามจริงถ้าเขาเอาจริงก็สามารถยกระดับให้เข้มข้นไปได้มากกว่านี้ ด้วยการตัดการส่งออกก๊าซทั้งหมด (แทนที่จะเป็นบางส่วน) หรือทำลายท่อส่งก๊าซของยุโรปเอง การค่อย ๆ เพิ่มความเข้มข้นในลักษณะนี้จะส่งผลให้เกิดการต่อต้านจากส่วนที่เหลือของโลกน้อยกว่าการใช้อาวุธนิวเคลียร์ แต่นั่นหมายความว่าสิ่งต่าง ๆ จะเลวร้ายลงมากในยุโรป

ความอ่อนแอทางเศรษฐกิจ

ความอ่อนแอทางเศรษฐกิจเป็นอีกปัจจัยที่อาจทำให้ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์แย่ลงในปีหน้า โดยเฉพาะจีน เศรษฐกิจของจีนจะเข้าสู่ปี 2023 ด้วยความอ่อนแอและการเติบโตที่ลดลง เนื่องจากความผิดพลาดด้านนโยบายการบริหารของตัวเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งความมุ่งมั่นของ สี จิ้นผิง ที่จะทำให้จีนเป็นประเทศที่ปลอดโควิด รวมไปถึงความล้มเหลวในการบริหารจัดการกับปัญหาวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ที่ลุกลามใหญ่โต

ในขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีสีก็ได้กล่าวปาฐกถาที่ดูจะมีความก้าวร้าวและชาตินิยมในประเด็นที่เกี่ยวกับไต้หวัน ในการประชุมใหญ่รอบ 5 ปีของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ในช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา สี จิ้นผิงเตือนถึง “พายุที่อันตราย” ที่กำลังรออยู่ข้างหน้า และอ้างถึง “การยั่วยุอย่างร้ายแรง” ที่เกี่ยวข้องกับการแทรกแซงจากภายนอกในไต้หวัน

เขาบอกว่าเขาไม่มีเทคโนแครตทางเศรษฐกิจ (ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่มีหน้าที่กำหนดนโยบายสาธารณะ) ที่มีประสบการณ์อยู่รอบตัวเขาอีกต่อไปแล้ว ดังนั้นหากเศรษฐกิจจีนจะเลวร้ายลงในปี 2023 ก็ไม่ใช่เรื่องเซอร์ไพรส์แต่อย่างใด

ทางด้านเศรษฐกิจของอเมริกาในปี 2023 จะแข็งแกร่งกว่าจีนและยุโรป ด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแรง และการมีพลังงานเป็นของตัวเอง การเพิ่มอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ จะทำให้เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอย แต่ด้วยตลาดแรงงานที่ยังคงแข็งแกร่งและเงินออมในครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ถัวเฉลี่ยกันแล้วคาดว่าสหรัฐฯ น่าจะได้รับผลกระทบจากการถดถอยไม่มาก แม้ว่าราคาน้ำมันที่สูงจะยิ่งทำให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นอีกและส่งผลเสียต่อรัฐบาลของ Biden แต่สหรัฐฯ ก็เป็นผู้ผลิตพลังงานรายใหญ่ ดังนั้นจึงได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงของสินค้าโภคภัณฑ์ในปีนี้

ในปีหน้าความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจของอเมริกาดูจะเป็นปัญหาสำหรับประเทศอื่นมากกว่าความอ่อนแอ ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไปอีกนานขึ้นเพื่อเอาเงินเฟ้อให้ลง ซึ่งค่าเงินดอลลาร์แข็งและทำให้ธนาคารกลางอื่น ๆ ต้องรักษามูลค่าของสกุลเงินประเทศตัวเองไว้

โดยสรุปแล้ว มีเหตุผลมากมายว่าทำไมปี 2023 จะเป็นปีที่น่ากลัวที่โลกต้องเผชิญกับการถดถอยทางเศรษฐกิจ แต่เนื่องจากทุกวิกฤตก่อให้เกิดความเป็นไปได้ใหม่ ๆ เศรษฐกิจของบางประเทศจะเจริญรุ่งเรืองท่ามกลางความมืดมน เศรษฐกิจในประเทศที่มีแหล่งน้ำมันเป็นของตนเองจะเฟื่องฟู

อย่างเช่น อินเดีย จะกลายเป็นประเทศที่แซงหน้าจีนในด้านประชากรมากที่สุดในโลกในปีหน้า และจะเป็นปีที่สดใสสำหรับอินเดียโดยได้รับแรงหนุนจากน้ำมันลดราคาของรัสเซีย การลงทุนในประเทศที่เพิ่มขึ้น และความสนใจที่เพิ่มขึ้นจากต่างชาติที่ต้องการกระจายห่วงโซ่อุปทานของตนออกจากจีน (Apple สนใจไปตั้งโรงงานผลิตชิ้นส่วนในอินเดีย) โดยรวมแล้ว ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่จะค่อนข้างดีกว่าตอนก่อนหน้าที่อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นและภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก

ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อถูกควบคุมอย่างค่อยเป็นค่อยไปและสร้างความบอบช้ำให้กับผู้คน บรรดาธนาคารกลางจะเริ่มตั้งคำถามว่าพวกเขาควรจะใช้นโยบายการขึ้นดอกเบี้ยไปอีกถึงเมื่อใด ซึ่งในตอนนี้มีเพียงไม่กี่ที่เท่านั้นที่ยังคงล็อกเงินเฟ้อเป้าหมายที่ 2% และจะมีการถกเถียงกันมากขึ้นว่านี่ยังเป็นเป้าหมายที่ถูกต้องอยู่หรือไม่

ในขณะเดียวกันภาวะขาดแคลนพลังงาน (Energy Shock) จะส่งเสริมให้มีการเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานหมุนเวียน Fatih Birol หัวหน้าสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศเรียกสิ่งนี้ว่า “จุดเปลี่ยนในประวัติศาสตร์ของพลังงาน” ที่ “จะเร่งการเปลี่ยนแปลงไปสู่พลังงานสะอาด” ในขณะเดียวกัน วิกฤตดังกล่าวจะกระตุ้นให้เกิดความสมจริงมากขึ้นเกี่ยวกับบทบาทของเชื้อเพลิงฟอสซิล และโดยเฉพาะอย่างยิ่งบทบาทของก๊าซธรรมชาติที่เป็นเชื้อเพลิงเชื่อมไปสู่อนาคตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

อ้างอิง

https://www.economist.com/the-world-ahead/2022/11/18/why-a-global-recession-is-inevitable-in-2023https://www.economist.com/the-world-ahead/2022/11/18/why-a-global-recession-is-inevitable-in-2023