Jan Koum : From Poor to Phenomenon

ความยากจนเป็นสิ่งที่ไม่พึงปรารถนาของมนุษย์ แต่บ่อยครั้งกลับเป็นแรงผลักดันชั้นดีให้คนสร้างและหาเพื่อเพิ่มต้นทุนชีวิต เช่นเดียวกับ Jan Koum ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอของ WhatsApp ซึ่งเคยมีชีวิตวัยเด็กอันแร้นแค้น แต่ปัจจุบันคือผู้สร้างปรากฏการณ์ หลังFacebook ทุ่มเงิน 19,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซื้อ Message App อายุ 5 ปีที่เขาสร้างขึ้น

Tech Billionaire คนล่าสุดเป็นชาวยูเครน เกิดเมื่อ 24 กุมภาพันธ์ 1976 ในหมู่บ้านชานกรุง Kiev เผชิญความลำเค็ญวัยเยาว์สารพัด การศึกษาในโรงเรียนโกโรโกโสซึ่งนักเรียนต้องต่อแถวยาวไปถึงลานจอดรถเพื่อเข้าห้องน้ำท่ามกลางอุณหภูมิติดลบ 20 องศา คงเป็นตัวอย่างหนึ่งที่ทำให้เราเห็นภาพความแร้นแค้น จนต้องไปตายเอาดาบหน้า อพยพมายังเมือง Mountain View รัฐ California ของสหรัฐฯ ด้วยวัย 16 ปีพร้อมแม่

ช่วงแรกใน “ดินแดนแห่งเสรีภาพ” เต็มไปด้วยขวากหนาม อาศัยอยู่ในอพาร์ทเม้นท์ 2 ห้องนอน รายได้จากการรับเลี้ยงเด็กของแม่และงานทำความสะอาดร้านขายของชำของตัวเขาก็ไม่พอยาไส้ ต้องพึ่งพาคูปองแลกอาหารของทางรัฐ แย่กว่านั้น ยังมีเรื่องชกต่อยกับเพื่อนที่โรงเรียนไม่เว้นวัน แต่แล้วแสงสว่างปลายอุโมงค์ชีวิตเริ่มปรากฏ หลังเรียนรู้และทำความเข้าใจเครือข่ายคอมพิวเตอร์ด้วยตัวเองผ่านคู่มือเก่าๆ จากร้านหนังสือมือ 2 ขณะที่อายุได้ 18 ปี จนท้ายที่สุดได้เข้ากลุ่มแฮ็กเกอร์ชื่อ w00w00 และได้ Chat กับ Graphic Designerใน Silicon Valley หลายคน รวมถึง Sean Fanning ผู้ร่วมก่อตั้ง Napster ด้วย

สานต่อเส้นทางสาย Cyber ด้วยการเข้าศึกษาในคณะ Computer Science ของ San Jose State University ระหว่างนั้นทำงานกะกลางคืนเป็นฝ่ายทดสอบระบบความปลอดภัยทางข้อมูลให้ Ernst & Young บริษัทบัญชียักษ์ใหญ่ไปด้วย ทำให้เขาได้พบกับ Brian Acton เพื่อนร่วมงานที่นั่งโต๊ะตรงกันข้ามซึ่งจะกลายเป็นเพื่อนคู่คิดซึ่งจะร่วมหัวจมท้ายปั้น WhatsApp ในอนาคต ไม่นานทั้ง 2 ก็พากันลาออกเมื่อได้งานใหม่ที่ Yahoo โดยคำสั่งของหัวหน้าให้รีบออกจากห้องเรียนเพื่อมาซ่อมเซิร์ฟเวอร์ที่เสียเพียง 2 สัปดาห์ของการทำงาน ทำให้ตัดสินใจหันหลังให้โลกการศึกษา

ความอิ่มตัวหลังทำงานกับองค์กรอินเทอร์เน็ตแห่งนี้มา 9 ปี นำมาสู่การยื่นใบลาออก เงินเก็บ 400,000 สหรัฐฯ ทำให้วิศวกรคอมพิวเตอร์ชาวยูเครเนี่ยนมีชีวิตอิสระ ได้ท่องเที่ยวไปทั่วอเมริกาใต้ ขณะเดียวกันก็ไม่ลืมส่งสมัครงานตามบริษัทต่างๆ เอาไว้ การปฏิเสธคือสิ่งที่ได้กลับมาเป็นประจำ  โดยในจำนวนบริษัทที่ไม่เปิดประตูโอกาสให้นั้นมี Facebook รวมอยู่ด้วย ทว่า iPhone ที่ซื้อมาเมื่อมกราคมปี 2009 และ App Store ที่เพิ่งตั้งไข่เป็นตัวจุดประกายให้ Koum อยากสร้าง Message App เพื่อแทน SMS ที่กำลังตกยุคและตั้งบริษัท

เครือข่ายคนเชื้อสายชาวรัสเซียใน San Jose ความมานะพยายาม เงินจากกลุ่มนักลงทุน Sequoia อาคารที่ต้องใช้ร่วมกับ Evernote และวาทะปลุกกำลังใจจาก Acton ทำให้ WhatsApp ซึ่งมีชื่อพ้องกับ What’s up คำทักทายยอดฮิตตามความชอบของ Koum เปิดตัวได้ในปลายปีนั้น ยอดผู้ใช้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในอีก 5 ปีถัดมา โดยปัจจุบันสูงถึง 465 ล้านคนต่อเดือนจน  Facebook ยื่นเงินมหาศาลซื้อกิจการของบริษัทที่มีพนักงานเพียง 55 คน โดยตามข่าวระบุว่า Koum ดีลธุรกิจมูลค่าเทียบเท่างบประมาณประเทศเกิดขึ้นในอาคารเดียวกับที่ Koum มารับคูปองอาหารแลกอาหารนั่นเอง

แม้เข้าเป็น1 ใน 8 บริษัทลูกภายใต้ชายคาของ Facebook แต่คนจริงจังอย่าง Koum ยืนยันว่าจะไม่ให้การขายโฆษณามารบกวนผู้ใช้และเดินหน้าเพิ่มช่องทางเชื่อมโยงคนทั่วโลกด้วย Free Voice Calling ในไตรมาส 2 ของปีนี้

ที่มา :forbes.com,theverge.com,dailymail.co.uk