เพราะเป็นผู้หญิงที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูง ไม่อ่อนโยน แต่งตัวจัดจ้าน แถมยังมีรอยสักทั่วร่างกาย เธอจึงเป็นผู้หญิงที่ถูกใครหลาย ๆ คนหมั่นไส้ แถมยังบอกกับเราอีกว่าผู้ใหญ่มักจะไม่ค่อยชอบเธอ เพราะดูเป็นเด็กหัวแข็งที่ไม่ค่อยจะทำตามในสิ่งที่ผู้ใหญ่บอกว่าดี

แต่ก็ด้วยความเป็นตัวของตัวเองนี่แหละ ที่ทำให้เราได้รู้จักกับ พิมพ์อร โมกขะสมิต หรือ แม้ด แห่ง CU. Fitgirl เพจที่สร้างแรงบันดาลใจ ให้ผู้หญิงหลาย ๆ คนกล้าที่จะลุกขึ้นมาเป็นตัวของตัวเองแบบ ‘โนสนโนแคร์’ เสียงนินทาของคนอื่น

ซึ่งต้องบอกก่อนว่า จริง ๆ แล้วอาชีพของแม้ดคือการเป็นเทรนเนอร์ ที่เทรนด์ให้ตั้งแต่เด็กนักศึกษา คนวัยทำงาน ยัน Celebrity ชื่อดังอย่าง นท The Star, วี วิโอเลต และแพรรี่พาย, ต่อยอดด้วยการเป็นบล็อกเกอร์ที่มียอดไลค์บนเพจกว่า 7 หมื่นไลค์, เป็นนักพูดสร้างแรงบันดาลใจ ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนี้สร้างรายได้ 6 หลักต่อเดือนให้กับตัวเองแม้จะมีอายุเพียงแค่ 24 ก็ตาม

และกับ Portfolio ชิ้นล่าสุดอย่างการเป็น Adidas Thailand Trainer และ Strenght Coach ให้ Adidas Runners Bangkok

แน่นอนว่าการจะก้าวมาอยู่จุดนี้ในวัยเพียงแค่ 24 เป็นอะไรที่ไม่ใช่เรื่องง่าย ส่วนเส้นทางการเป็นผู้หญิงแบบ madmad ที่ไม่ถูกใจผู้ใหญ่ แต่สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้หญิงอีกหลาย ๆ คนของเธอจะเป็นยังไง?

ตามมาหาคำตอบได้จากการพูดคุยด้านล่างนี้กัน 😉

 

ไม่อินกับกิจกรรมที่มหา’ลัย ขอเอาเวลามาออกกำลังกายดีกว่า

หากจะพูดถึงจุดเริ่มต้นของ CU.Fitgirl คงต้องย้อนกลับไปเมื่อ 3 ปีก่อน ช่วงที่เธอกำลังเรียนอยู่ปี 3 แม้ดบอกกับเราว่าตอนนั้นก็ยังไม่ได้มีความชอบอะไรที่ชัดเจน ใช้ชีวิตเหมือนเด็กทั่ว ๆ ไป

จนกระทั่งได้มีโอกาสออกกำลังกาย ก็เลยรู้สึกชอบ แล้วพอเป็นคนที่ชอบอะไรก็จะคลั่งกับมันมาก ทำให้เธอเริ่มศึกษาการออกกำลังอย่างจริงจัง ขนาดที่ว่าใช้เวลาอยู่ในยิมมากกว่าคลาสเรียนหนังสือ จนกลายเป็นเด็กนิเทศฯ ที่เด็กวิทย์-กีฬา รู้จักแทบจะทุกคน

ซึ่งคนส่วนใหญ่ก็จะคิดว่าการเป็นเด็กนิเทศฯ ยิ่งโดยเฉพาะกับนิเทศจุฬาแล้วจะต้องทำกิจกรรมที่คณะเยอะ ๆ เพื่อเก็บคอนเน็คชั่นจากเพื่อน จากรุ่นพี่ แต่แม้ดกลับไม่สนใจตรงนี้ เพราะเธอคิดว่ามันไม่สามารถเติมเต็มความรู้สึกในชีวิตได้เท่ากับการออกกำลังกาย

จนถึงจุดหนึ่งที่รู้สึกว่า ถ้าจะชอบออกกำลังกายขนาดนี้ งั้นก็ไปเรียนให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลยดีกว่า ซึ่งผลสุดท้ายที่ออกมาก็คือการมีลูกค้าเข้ามาเทรนด์ สร้างรายได้ให้กับตัวเธอเองแม้จะเรียนอยู่เพียงแค่ปี 3 เท่านั้น

ออกกำลังกายเยอะไป จนทำให้กลายเป็นโรค!

เพราะทุกสิ่งต้องทำอย่างพอดี กับการออกกำลังกายด้วยเช่นกัน เพราะแม้ดเองก็มีช่วงที่บ้าฟิตเนสมาก ๆ กินคลีนมาก ๆ คลั่งถึงขนาดที่นับจำนวนแคลในอาหาร จนทำให้เธอกลายเป็น Eating Disoder หรือโรคที่กินไม่หยุด กินทั้งวัน เพราะการออกกำลังกายที่สุดโต่งมากเกินไปนั่นเอง

“พอออกกำลังกายเยอะ กินเยอะ ตัวเราเลยไม่ต่างอะไรจากหมีที่ถึก ๆ หนา ๆ เราเลยรู้สึก Sad มาก ที่ผลลัพธ์มันออกมาเป็นแบบนี้

แต่เคยได้ยินไหมว่ายิ่งให้ ยิ่งได้ เราผ่านช่วงเวลา Sad Sad ตอนนั้นมาได้ก็เพราะการทำเพจ CU.Fitgirl ที่แชร์ประสบการณ์ ความรู้ในการดูแลร่างกายตัวเองที่ถูกต้อง และไม่ใช่แค่เราที่แชร์ แต่คนอื่นก็มาแชร์เรื่องราวของพวกเขาให้เรารู้เหมือนกัน” – แม้ด

ตรงนี้เองกลายเป็นจุดเริ่มต้นของเพจ CU.Fitgirl ซึ่งเธอเริ่มทำตั้งแต่ยุคแรก ๆ ที่บล็อกเกอร์ยังไม่บูมเท่านี้ ทำให้เพจของเธอเป็นอะไรที่ค่อนข้างแปลกใหม่ และไม่ใช่แค่เรื่องของการออกกำลังกาย แต่เธอยังแชร์เรื่องราวของผู้หญิงในแง่มุมแบบอินไซต์ ตั้งแต่เรื่องเมนส์มา เรื่องความเยอะของผู้หญิงที่ผู้ชายไม่เคยเข้าใจ หรือแม้กระทั่งเรื่องราวสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้หญิงด้วยกันเอง จนทำให้เธอพัฒนาจากเทรนเนอร์ กลายมาเป็นเพื่อนสาวของใครหลาย ๆ คนไปในที่สุด

เมื่อคนมา ยอดไลค์มา สปอนเซอร์ก็ตามมาด้วย

นอกจากจะเป็นเทรนเนอร์แล้ว การเป็นบล็อกเกอร์ก็เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่สร้างรายได้ให้กับแม้ดเช่นกัน และเมื่อ Marketeer ถามว่า ในยุคที่ผู้บริโภคเริ่มคิดว่าคอนเทนต์ของบล็อกเกอร์มีแต่ขายของ ขายของ และก็ขายของ แล้วแม้ดมีวิธีแก้ปัญหาตรงนี้ยังไงที่ทำให้สปอนเซอร์และคนอ่านของเธอเดินไปในทางเดียวกัน สิ่งที่แม้ตอบกลับมาก็คือ

“จริง ๆ แล้วทุกวันนี้ก็ยังไม่ได้ถือว่าเป็นบล็อกเกอร์อย่างเต็มตัว ยังยึดอาชีพเทรนเนอร์เป็นหลัก เพราะแน่นอนว่าบล็อกเกอร์อยู่ได้ด้วยสปอนเซอร์ ซึ่งเราว่าถ้าเราทำอย่างนั้นไอเดียที่เราตั้งใจจะส่งไปยังคนอ่านมันจะถูกบิดเบือนไปด้วยเงินซะหมด

แต่ถ้าถามว่าเราทำให้คนอ่านกับสปอนเซอร์เดินไปด้วยกันได้ยังไง อย่างแรกคือเราต้องลองใช้สินค้านั้นด้วยตัวเองจริง ๆ ก่อน อันนี้คือไม่ได้ตอบแบบสวย ๆ นะ แต่เราก็จะเอา Key Message หลักของแบรนด์ มาบวกกับความรู้สึกที่เราได้ทดลองใช้ว่ามันเป็นยังไง

อีกอย่างเราว่ายังไงการโฆษณามันก็ไม่มีวันตายหรอก มันอยู่มาได้ตั้งกี่ยุคกี่สมัยแล้ว เพียงแต่ว่าเราต้องรู้จักวิธีในการพูดก็เท่านั้นเอง”

ทำเองทุกอย่างในเพจ ตั้งแต่คอนเทนต์ ถ่ายภาพ ยันกราฟิก

ก็อย่างที่บอกไปนั่นแหละ ว่าแม้ดทำเป็นทุกอย่าง คนเดียวเป็นได้ทุกแผนก ซึ่งจริง ๆ แล้วก็มีจ้างคนเข้ามาช่วยทำเหมือนกันนะ แต่การที่แม้ดต้องทำเองให้เป็นทุกอย่าง ก็เพราะว่าการที่เราทำได้อย่างเดียว มันจะเป็นข้อจำกัดที่ทำให้เราต้องยอมทำตามคนอื่น แต่ถ้าเราทำเองได้ทุกอย่าง…….นั่นหมายถึงอิสระ

ซึ่งถ้าอ่านกันดี ๆ นี่ไม่ใช่แค่คำตอบในเรื่องของการทำเพจ แต่ยังได้แฝงนัยยะของความเชื่อมันในตัวเองของแม้ดเอาไว้ด้วย

พอทำเองเป็นทุกอย่าง ก็เลยคิดจะทำทุกอย่าง สุดท้ายก็ไม่รอด

บางคนไม่รู้จะทำอะไร แต่บางคน (ซึ่งรวมถึงแม้ด) อยากทำไปซะทุกอย่าง จนอาจจะลืมไปว่า ไอความอยากที่เยอะมันดันไม่สอดคล้องกับพละกำลังและเวลาที่มี ซึ่งแม้ดก็ได้ให้มุมมองกับเรื่องนี้เอาไว้ว่า

“คนเราชอบได้หลายอย่าง แต่สุดท้ายแล้วก็ต้องย้อนกลับมาดูว่าอะไรคือจุดแข็งที่สุดของเรา เราเหมาะกับอะไร เราสามารถทำอะไรออกมาได้ดีที่สุด โอเคคุณอาจจะชอบ 10 อย่าง แต่คุณก็ต้องรู้ว่าคุณเกิดมาเป็น Specialist ในเรื่องอะไรแล้วมุ่งไปจุดนั้นให้ดีที่สุดก่อน เสร็จแล้วค่อยหาเวลาไปพัฒนาสกิลด้านอื่นก็ยังไม่สายจนเกินไป”

เป็นคนไม่มี Work Life Balance

ไม่ใช่เพราะเอาแต่ทำงานจนไม่มีเวลาใช้ชีวิตส่วนตัว แต่สำหรับแม้ดมันคือ Work Is Life มากกว่า ซึ่งหมายถึงการได้ทำในสิ่งที่เธอรักทุกวัน เพราะงานที่เธอรักมันเป็นสิ่งที่สร้างประโยชน์ให้กับคนอื่น ทำให้คนอื่นได้กล้าที่จะลุกขึ้นมาเป็นตัวของตัวเอง เห็นคุณค่าในตัวเอง และรักตัวเองมากขึ้น

“ถึงตอนนี้เรามีงานในมือเยอะมาก เป็นทั้งเทรนเนอร์ที่มีลูกค้าอยู่ 10 กว่าคน เป็นบล็อกเกอร์ที่อัพเดทคอนเทนต์ในเพจแทบทุกวัน เป็นวิทยากรที่ไปพูดสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนอื่น ๆ แต่ถึงจะเยอะแค่ไหน เราก็รู้สึกอยากจะตื่นมาทำมันทุกวัน

และในเมื่อเรายังมีความสุขกับมันอยู่ทุกวัน สิ่งที่เข้ามาเติมเต็มชีวิตเราจึงไม่ใช่การพักผ่อน การไปช็อปปิ้ง แต่ก็คืองานนี่แหละ

ทีนี้แล้วจะพูดว่า Work Is Life คงไม่ผิด” -แม้ด

 



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน