ดิจิทัล เวนเจอร์สปรับทิศการลงทุนเพิ่มเงินอีก 50 ล้านเหรียญ เน้นลงทุนเองเป็นหลัก ทั้งฟินเทคและเทคโนโลยีพื้นฐานอื่นๆ พร้อมเพิ่มวงเงินเป็น 5-10 ล้านเหรียญ ตั้งเป้ามี IRR 25-30%
ดร. อารักษ์ สุธีวงศ์ รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส Chief Financial Officer and Chief Strategy Officer ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า เป็นเวลากว่า 2 ปีแล้วที่ได้ก่อตั้งดิจิทัล เวนเจอร์ส บริษัทในเครือด้านการลงทุนและการค้นคว้านวัตกรรมการเงิน หรือ เป็นคอร์ปอเรท เวนเจอร์ แคปิทัล (Corporate Venture Capital)ที่เน้นลงทุนในสตาร์ทอัพ
ใช้งบประมาณในดำเนินเนินงานก้อนแรกทั้งหมด 50 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 1,750 ล้านบาท แบ่งออกเป็น 3 รูปแบบได้แก่ 1.ลงทุนใน VC หรือ Venture Capital ที่นำเงินไปลงทุนในสตาร์ทอัพอีกต่อหนึ่ง ใช้งบไป 2 ใน 3 ส่วน, 2.ลงทุนเองในสตาร์ทอัพที่มองว่ามีศักยภาพ ใช้งบ 1 ใน 3 ส่วน และ 3.แอคเซอเลอเรทหรือโครงการบ่นเพาะสตาร์ทอัพของไทย

เหตุที่ในระยะแรกเหตุที่เงินส่วนใหญ่ถูกลงทุนใน VC เนื่องจากตอนนั้นดิจิทัล เวนเจอร์มองว่า ตัวเองยังใหม่มากในวงการสตาร์ทอัพ จึงต้องอาศัยเรียนรู้จาก VC ต่างๆที่มีความเชี่ยวชาญกว่า รวมไปถึงหาเครือข่ายที่มีอยู่ทั่วโลก ปัจจุบันมีเครือข่ายพันธมิตรกับสตาร์ทอัพ ทั่วโลกกว่า 800 ราย และเวนเจอร์แคปปิตอลในต่างประเทศอีกกว่า 60 ราย จาก 29 ประเทศทั่วโลก
“ตอนแรกเป้าหมายต้องการเรียนรู้เป็นหลัก โดยมองเรื่องของผลตอบแทนเป็นรอง แต่หลังจากที่ทำไปได้สักระยะ และเริ่มเข้าใจและมองเห็นศัพยภาพของสตาร์ทอัพบ้างแล้ว”
ความเข้าใจในการลงทุนที่มากขึ้นทำให้ต่อจากนี้ดิจิทัลเวนเจอร์สวางแผนที่จะเดินหน้าต่อพร้อมเพิ่มความเข้มข้นขึ้นอีกโดยจะเน้นเรื่องผลตอบแทนมากขึ้นจึงได้ลงเงินเพิ่มอีก 50 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 1,750 ล้านบาท ทำให้รวมทั้งหมดเป็น 100 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ถือเป็นเวนเจอร์แคปปิตอลที่มีขนาดต้น ๆ ในเมืองไทย
เม็ดเงินที่เพิ่มขึ้นมาพร้อมกับทิศทางการลงทุนที่เปลี่ยนไปโดยเม็ดเงินกว่า 70-80% จะลงทุนเอง แบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ 1.การลงทุนในเทคโนโลยีฟินแทค ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของธนาคารอยู่แล้ว, 2.เทคโนโลยีพื้นฐานที่จะต่อยอดไปยังเทคโนโลยีอื่นๆ เช่น Artificial intelligence & Machine Learning, Big Data, Blockchain, AR / VR, Clouds & Security และ Quantum Computing ส่วนที่เหลือจะใช้ลงทุนผ่าน VC
ขนาดเดียวกันขนาดของการลงทุนก็จะเพิ่มขึ้นด้วยจากเดิมที่เน้นลงทุนขนาด 1-3 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ก็เพิ่มเป็น 5-10 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพราะเชื่อว่าเมื่อลงทุนมาก ผลตอบแทนก็จะเพิ่มขึ้นตาม

โดยคาดว่าผลตอบแทนจะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 5 ปีถึงจะสามารถเก็บเกี่ยวเป็นเม็ดเงินได้ เนื่องจากส่วนใหญ่ดิจิทัล เวนเจอร์จะเน้นลงทุนใน Series A ที่ต้องใช้ระยะเวลาในการเติบโต 3-5 ปี ถึงจะได้ผลตอบแทนจากการลงทุนในรูปแบบของเงิน ทั้งนี้ได้ตั้งเป้าอัตราผลตอบแทนภายใน (Internal Rate of Return: IRR) 25-30%
ส่วนการเลือกสตาร์ทอัพที่จะลงทุนดร. อารักษ์ กล่าวว่าจะหาไปทั่วโลกไม่ได้มองเมืองไทยเป็นหลัก เนื่องจากสตาร์ทอัพในไทยส่วนใหญ่ ยังเป็นการนำโมเดลที่ประสบความสำเร็จในต่างประเทศมาทำ ซึ่งจากจะลงทุนในไทยทำไมไม่ไปลงทุนในต้นฉบับ ที่คาดว่าจะมีการเติบโตและให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า
แต่อย่างไรก็ตามถ้ามีสตาร์ทอัพรายใดที่มีต้นกำเนิดในไทยและสามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นเฉพาะที่นี่ได้ดิจิทัลเวนเจอร์สก็พร้อมจะลงทุนอย่างแน่นอน
อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline
