พฤกษาโฮลดิ้ง เปิดรายได้ 2.6 หมื่น ลบ. กำไรสุทธิ 2.2 พัน ลบ. “พอร์ตอสังหาฯ” แผนเปิดปีนี้ 30 โครงการ มูลค่า 2.9 หมื่น ลบ. คงสัดส่วนบ้านต่ำ 3 ลบ. ไม่เกิน 40% เพิ่มเซกเมนต์กลาง-บน เป็น 60% สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันมากขึ้น
คุณอุเทน โลหชิตพิทักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปี 2566 บริษัทมีรายได้ 26,132 ล้านบาท ลดลง 9% จากปีก่อน กำไรสุทธิ 2,205 ล้านบาท ลดลง 20% จากปีก่อน และปี 2567 ตั้งเป้ารายได้ทั้งกลุ่มรวม 28,000 ล้านบาท เติบโต 8%
ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ปี 2566 พฤกษาทำรายได้จากอสังหาฯ ราว 22,357 ล้านบาท มียอดขาย 18,540 ล้านบาท เปิดโครงการใหม่รวม 13 โครงการ มูลค่า 14,200 ล้านบาท
ปี 2567 ตั้งเป้ายอดขายที่ 27,000 ล้านบาท ยอดโอนที่ 25,500 ล้านบาท วางแผนเปิดโครงการใหม่ 30 โครงการ แบ่งเป็นบ้านเดี่ยว 10 โครงการ ทาวน์เฮาส์ 17 โครงการ และคอนโดมิเนียม 3 โครงการ รวมมูลค่าราว 29,000 ล้านบาท โดยมีที่อยู่อาศัยพร้อมอยู่ที่จะแปลงเป็นรายได้ รวมมูลค่ากว่า 10,000 ล้านบาท
และปี 2567 ตั้งเป้าในการ Re-Stock Landbank ด้วยงบ 10,500 ล้านบาท เพื่อมาต่อยอดการขยาย มุ่งพัฒนาที่อยู่อาศัย และคงสัดส่วนการพัฒนาสินค้าตามกลุ่มราคา รวมทั้งที่เปิดตัวใหม่ปีนี้และสต๊อกมีอยู่เดิม ให้เป็นดังนี้ ต่ำกว่า 3 ล้านบาท ไม่เกิน 40% จากปี 2562 ที่มี 70%, 3-7 ล้านบาท 30%, มากกว่า 7 ล้านบาท 30% เพื่อให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันมากขึ้น
นอกจากนั้น ปีที่ผ่านมา บริษัทยังได้รีโมเดลธุรกิจ และปรับโครงสร้างองค์กร แยกการดำเนินงานของกลุ่มธุรกิจออกมาเป็น 4 แกน กระจายความเสี่ยงจากพอร์ตอสังหาฯ
- ธุรกิจเฮลท์แคร์ ครอบคลุมบริการทางสุขภาพตั้งแต่โรงพยาบาลวิมุต และโรงพยาบาลเทพธารินทร์ มีการสร้างความร่วมมือ และการลงทุนใหม่ ๆ เช่น การลงทุนเข้าถือหุ้น 25% ในบริษัท เค.พี.เอ็น. ซีเนียร์ ฮอสปิตัล กรุ๊ป
เตรียมขยายการบริการเนอร์สซิ่งโฮม ตั้งเป้าขยาย 600 เตียงภายใน 3 ปี กลุ่มยังมีแผนลงทุน 3,500 ล้านบาท ขยายโรงพยาบาลเฉพาะทางที่สุขุมวิท ขยายเตียงที่โรงพยาบาลวิมุตเป็น 150 เตียง พร้อมเติบโตสู่เป้า 2,300 ล้านบาทในปี 2567
- ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ภายใต้การดำเนินงานของ บริษัท ซินเนอร์จี โกรท จำกัด ในเครือพฤกษา ตั้งเป้าโต 5x ในปี 2567 และหวังสร้างรายได้กว่า 1,000 ล้านบาทใน 3 ปี นำเสนอสินค้าและบริการเพื่อรองรับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ พัฒนาแพลตฟอร์มเทคโนโลยีแอปพลิเคชัน MyHaus อำนวยความสะดวกสบายให้ลูกบ้านและนิติบุคคลด้วยระบบ IOT
- กลุ่มหน่วยธุรกิจใหม่ ที่แยกออกมาเพื่อรองรับการเติบโต เปิดโอกาสการสร้างรายได้เพิ่มเติม เช่น ธุรกิจพรีคาสท์ จากความประสบความสำเร็จจากการแลกหุ้น ร่วมกับ บริษัท เจนเนอรัล เอนจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ GEL เพื่อเข้าลงทุนในหุ้นสามัญของ “อินโน พรีคาสท์” เพิ่มโอกาสในการจำหน่ายแผ่นพรีคาสท์คาร์บอนต่ำ ทำยอดคำสั่งซื้อและติดตั้ง (Backlog) ทั้งจากพฤกษาและลูกค้ารายอื่น ๆ สูงขึ้นทะลุเป้าหมายอยู่ที่ 4,500 ล้านบาท
และกลุ่มก็ได้มีการแยกหน่วยงาน ธุรกิจรับก่อสร้าง สำหรับอาคารที่พักอาศัย ออกมาเป็นบริษัทใหม่ “อินโน โฮม คอนสตรัคชั่น” ซึ่งเป็นการปรับองค์กรครั้งใหญ่เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพในการทำงาน ตั้งเป้าปี 2567 จะสร้างรายได้ 5,600 ล้านบาท จากพฤกษาและลูกค้ารายอื่นนอกจากกลุ่ม มุ่งสู่ความเป็นบริษัทรับก่อสร้างบ้านแนวราบที่ใหญ่ที่สุดในไทย
- การลงทุนเพื่อรองรับการขยายห่วงโซ่ธุรกิจ ขยายการลงทุนใน อสังหาริมทรัพย์ประเภทโลจิสติกส์ และอสังหาริมทรัพย์ที่มุ่งเน้นด้านการดูแลสุขภาพ จากประกาศความร่วมมือกับ 2 องค์กรชั้นนำจากสิงคโปร์และไต้หวัน
จัดตั้งกองทุน “CapitaLand SEA Logistics Fund” มูลค่าทรัพย์สินเป้าหมาย 25,000 ล้านบาท เพื่อพัฒนานวัตกรรมการบริหารจัดการคลังจัดเก็บและกระจายสินค้าให้บริการครอบคลุมทุกประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
และการลงทุนในกองทุน CapitalLand Wellness Fund (C-Well) มูลค่าทรัพย์สินเป้าหมาย 72,500 ล้านบาท เพื่อเพิ่มโอกาสในการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่มุ่งเน้นด้านการดูแลสุขภาพ
ธุรกิจเฮลท์แคร์ ผลการดำเนินงานปี 2566 มีรายได้รวม 1,820 ล้านบาท เติบโต 50% จากปีก่อน และปี 2567 กลุ่มวิมุตตั้งเป้ารายได้ที่ 2,300 ล้านบาท มีแผนการรีแบรนด์โรงพยาบาลเทพธารินทร์ให้เป็น “โรงพยาบาลวิมุต เทพธารินทร์” พร้อมเปิดตัวในช่วงเดือนเมษายน 2567
นอกจากนี้ ได้ร่วมมือกับ เค.พี.เอ็น. ซีเนียร์ ฮอสปิตัล กรุ๊ป ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุและเป็นโซลูชั่นในการดูแลผู้สูงอายุครบทุกมิติเพื่อขยายการรองรับสู่สังคมอายุยืน เข้าบริหารเนิร์สซิ่งโฮมของกลุ่มวิมุตในย่านบางนา แบริ่ง และวัชรพล ซึ่งมีจำนวนรวม 240 เตียง พร้อมโอกาสในการบริหารเนิร์สซิ่งโฮมอีก 5 แห่ง โดยตั้งเป้าขยายจำนวนเตียงที่ให้บริการรวม 600 เตียง ภายใน 3 ปี
พร้อมทั้งยังคงดำเนินการก่อสร้างโรงพยาบาลวิมุตแห่งใหม่ บริเวณถนนสุขุมวิท (ทองหล่อ) และย่านฝั่งธนฯ (ปิ่นเกล้า) อย่างต่อเนื่อง
–



