ปี 2567 ตลาดฟู้ดเดลิเวอรี่จะหดตัวลง 1% เหลือเพียง 86,100 ล้านบาท จากมูลค่า 87,000 ล้านบาท ในปี 2566 ส่วนปี 2565 มูลค่า 86,520 ล้านบาท อ้างอิงจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย
การหดตัวลงของตลาดฟู้ดเดลิเวอรี่ไทยส่วนหนึ่ง จากข้อมูลของศูนย์วิจัยกสิกรไทยพบว่ามาจาก
1. การลดลงของยอดลูกค้าใหม่ที่สมัครเข้ามาใช้บริการ
2. ผู้บริโภคออกมาใช้ชีวิตและรับประทานอาหารนอกบ้านมากขึ้น
3. ค่าอาหารในแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรี่ส่วนใหญ่มีราคาที่แพงขึ้น
4. แพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรี่ลดการห้ำหั่นด้านแคมเปญโปรโมชั่นเพื่อหันมาสร้างผลกำไรในการให้บริการ
ทั้งหมดนี้ทำให้เกิดการสั่งซื้อในความถี่ที่ลดลง แม้ในปีนี้ยอดเฉลี่ยการสั่งต่อออเดอร์จะเพิ่มสูงขึ้น 2.8% หรือคิดเป็นยอดสั่งซื้อเฉลี่ย 185 บาท ต่อออเดอร์ก็ตาม
เมื่อตลาดฟู้ดเดลิเวอรี่จะหดตัวลง แต่สิ่งที่น่าสนใจคือในแต่ละแฟลตฟอร์มส่วนใหญ่จะวางตัวเองเป็นซูเปอร์แอปฯ ที่มีบริการอื่น ๆ ให้บริการนอกเหนือจากการสั่งอาหาร
และบางบริการตลาดรวมมีการเติบโตอย่างน่าสนใจ เช่น ตลาด Ride-Hailing หรือบริการเรียกรถในรูปแบบต่าง ๆ ที่มีการเติบโตอย่างน่าสนใจ และในปัจจุบันมีคู่แข่งเข้ามาร่วมเล่นในธุรกิจนี้จำนวนที่มากขึ้น
จากข้อมูลของ Statista พบว่า ในแต่ละปีธุรกิจ Ride-Hailing มีมูลค่าและการเติบโตดังนี้
2565 1,070 ล้านดอลลาร์ (39,340 ล้านบาท)
2566 1,290 ล้านดอลลาร์ (47,430 ล้านบาท)
2567 1,430 ล้านดอลลาร์ (52,570 ล้านบาท)
การเติบโตของ Ride-Hailing Marketeer เชื่อว่าเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยเสริมให้ธุรกิจแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรี่ ที่มีหลากหลายบริการเติบโตด้วยเช่นกัน

เมื่อมาดูรายได้ของแต่ละแพลตฟอร์มที่รายงานกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าพบว่า ส่วนใหญ่มีผลประกอบการเติบโตในทุก ๆ ปี และบางบริษัทมีกำไรจากการทำธุรกิจที่ให้บริการในรูปแบบ ซูเปอร์แอปฯ
Grab นับเป็นบริษัทแรกๆ ในแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรี่ที่วางตัวเป็นซูเปอร์แอปฯ ที่มีทั้งบริการ ฟู้ดเดลิเวอรี่, บริการซื้อสินค้า, บริการเรียกรถ บริการส่งของ รวมถึงการจับมือกับ Klook ให้บริการจองโรงแรมและกิจกรรมท่องเที่ยว เป็นต้น
ในแต่ละปี Grab มีผลประกอบการ ดังนี้
2562 รายได้รวม 3,193.17 ล้านบาท ขาดทุน 1,650.11 ล้านบาท
2563 รายได้รวม 7,215.46 ล้านบาท ขาดทุน 284.28 ล้านบาท
2564 รายได้รวม 11,375.56 ล้านบาท ขาดทุน 325.25 ล้านบาท
2565 รายได้รวม 15,197.48 ล้านบาท กำไร 576.13 ล้านบาท
2566 รายได้รวม 15,622.43 ล้านบาท กำไร 1,308.46 ล้านบาท
LINE MAN หลังจากที่ LINE MAN ควบรวมกับวงในในปี 2563 มีการเติบโตด้านผลประกอบการ บนบริการต่าง ๆ ทั้ง ฟู้ดเดลิเวอรี่, บริการซื้อสินค้า บริการเรียกรถ และบริการส่งของ
และในแต่ละปี LINE MAN มีผลประกอบการดังนี้
2562 รายได้รวม 49.92 ล้านบาท ขาดทุน 157.25 ล้านบาท
2563 รายได้รวม 1,066.37 ล้านบาท ขาดทุน 1,114.67 ล้านบาท
2564 รายได้รวม 4,140.05 ล้านบาท ขาดทุน 2,386.52 ล้านบาท
2565 รายได้รวม 7,802.77 ล้านบาท ขาดทุน 2,730.85 ล้านบาท
2566 รายได้รวม 11,634.42 ล้านบาท ขาดทุน 253.81 ล้านบาท
Food Panda เข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทยปี 2555 และเป็นแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรี่ที่ให้บริการครบ 77 จังหวัดเป็นรายแรก
ปัจจุบัน Food Panda ให้บริการ ฟู้ดเดลิเวอรี่, ซื้อสินค้า และส่งของ มีผลประกอบการดังนี้
2562 รายได้รวม 818.16 ล้านบาท ขาดทุน 1,264.50 ล้านบาท
2563 รายได้รวม 4,375.13 ล้านบาท ขาดทุน 3,595.49 ล้านบาท
3564 รายได้รวม 6,786.57 ล้านบาท ขาดทุน 4,721.60 ล้านบาท
2565 รายได้รวม 3,628.05 ล้านบาท ขาดทุน 3,255.01 ล้านบาท
2566 รายได้รวม 3,843.30 ล้านบาท ขาดทุน 522.49 ล้านบาท
Robinhood ฟู้ดเดลิเวอรี่ที่เปิดให้บริการในช่วงโควิด-19 ที่ปัจจุบันมีให้บริการทั้งฟู้ดเดลิเวอรี่
บริการซื้อสินค้า, บริการเรียกรถ, บริการจองตั๋วเครื่องบินจองโรงแรมและกิจกรรมท่องเที่ยว
ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมามีผลประกอบการดังนี้
2563 รายได้รวม 0.08 ล้านบาท ขาดทุน 87.83 ล้านบาท
2564 รายได้รวม 15.79 ล้านบาท ขาดทุน 1,335.37 ล้านบาท
2565 รายได้รวม 538.24 ล้านบาท ขาดทุน 1,986.84 ล้านบาท
2566 รายได้รวม 724.45 ล้านบาท ขาดทุน 2,155.73 ล้านบาท
และปี 2567 เรามาดูกันต่อไปว่าบริษัทเหล่านี้จะมีผลประกอบการเป็นอย่างไร
–
