หลังจากตลาดหลักทรัพย์ปิดการซื้อขายลงในวันที่ 18 มิถุนายน 2567 NVIDIA หรือ Nvidia Corporation บริษัทผู้ผลิตชิป GPU (Graphics Processing Unit) กลายเป็นบริษัทที่มี Market Cap หรือบริษัทที่มีมูลค่ามากที่สุดของโลก แซงไมโครซอฟท์ที่เคยทำไว้ก่อนหน้าเป็นเรียบร้อย
ด้วยมูลค่าบริษัท 3.34 ล้านล้านดอลลาร์ (122.6 ล้านล้านบาท) จากมูลค่าหุ้นที่เติบโต 3.6%
ส่วนไมโครซอฟท์มีมูลค่าบริษัทที่ 3.32 ล้านล้านดอลลาร์ (121.8 ล้านล้านบาท)
การก้าวขึ้นสู่บริษัทที่มีมูลค่าสูงสุดของ NVDIA มาจากธุรกิจหลักของ NVIDIA คือผู้ผลิตชิป GPU ที่แต่เดิมใช้เป็นการ์ดจอสำหรับเล่นเกมเป็นหลัก ได้ถูกนำมาอยู่เบื้องหลังเทคโนโลยีต่าง ๆ เช่น Data Center, AI จากประสิทธิภาพของชิป GPU ที่ให้การประมวลผลด้านคำนวณที่รวดเร็วและสูง และ NVDIA ได้กลายเป็นชิป GPU ที่ได้รับความนิยมในการนำมาเป็นส่วนหนึ่งใน AI ที่เป็นส่วนประกอบในอุตสาหกรรมต่าง ๆ รวมถึง AI ใน Data Center ที่ในวันนี้กลายเป็นเทรนด์ทั่วโลก และ NVDIA ถือเป็นผู้นำในตลาด
จากข้อมูลของ Mordor Intelligence พบว่าตลาด GPU โลกในปี 2567 จะมีมูลค่า 65,270 ล้านดอลลาร์ (2.4 ล้านล้านบาท)
และเติบโตขึ้นเป็น 274,210 ล้านดอลลาร์ ในปี 2572 (10 ล้านล้านบาท)
Statista พบว่า AI Market เป็นตลาดที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องในทุก ๆ ปี
2566 มูลค่าตลาด 135,930 ล้านดอลลาร์ (5.0 ล้านล้านบาท)
2567 มูลค่าตลาด 184,040 ล้านดอลลาร์ (6.7 ล้านล้านบาท)
2568 มูลค่าตลาด 234,720 ล้านดอลลาร์ (8.6 ล้านล้านบาท)
2569 มูลค่าตลาด 320,140 ล้านดอลลาร์ (11.7 ล้านล้านบาท)
2570 มูลค่าตลาด 415,610 ล้านดอลลาร์ (15.2 ล้านล้านบาท)
2571 มูลค่าตลาด 529,230 ล้านดอลลาร์ (19.4 ล้านล้านบาท)
2572 มูลค่าตลาด 667,740 ล้านดอลลาร์ (24.5 ล้านล้านบาท)
และจากข้อมูลของ Precedence Research พบว่ามูลค่า Data Center โลก มีการเติบโตขึ้นทุกปี
2566 มูลค่าตลาด 87,410 ล้านดอลลาร์ (3.2 ล้านล้านบาท)
2567 มูลค่าตลาด 105,530 ล้านดอลลาร์ (3.9 ล้านล้านบาท)
2568 มูลค่าตลาด 127,400 ล้านดอลลาร์ (4.7 ล้านล้านบาท)
2569 มูลค่าตลาด 153,810 ล้านดอลลาร์ (5.6 ล้านล้านบาท)
2570 มูลค่าตลาด 185,700 ล้านดอลลาร์ (6.8 ล้านล้านบาท)
2571 มูลค่าตลาด 224,190 ล้านดอลลาร์ (8.2 ล้านล้านบาท)
2572 มูลค่าตลาด 279,670 ล้านดอลลาร์ (10.3 ล้านล้านบาท)
ส่วน NVIDIA เป็นบริษัทที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะปี 2567 ที่มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด และมีรายได้ส่วนใหญ่มาจากธุรกิจ Data Center
จากปีปฏิทิน 2567 ของ NVIDIA (กุมภาพันธ์ 2566-มกราคม 2567) พบว่า NVIDIA มีรายได้ 60,922 ล้านดอลลาร์ 2.2 ล้านล้านบาท) เติบโต 126% จากปี 2566
มีกำไรจากการดำเนินงาน (Operating Income) มากถึง 39,760 ล้านดอลลาร์ (1.5 ล้านล้านบาท) เติบโต 681% และกำไรสุทธิ 29,760 ล้านดอลลาร์ (1.1 ล้านล้านบาท) เติบโต 581%
โดยรายได้ของ NVIDIA มาจาก Market Platform หลัก ได้แก่
Data Center 47,525 ล้านดอลลาร์ (1.7 ล้านล้านบาท) เติบโต 217%
Gaming 10,447 ล้านดอลลาร์ (3.8 แสนล้านบาท) เติบโต 15%
Professional Visualization 1,553 ล้านดอลลาร์ (5.7 หมื่นล้านบาท) เติบโต 1%
Automotive 1,091 ล้านดอลลาร์ (4.0 หมื่นล้านบาท) เติบโต 21%

และใน Q1/2568 NVIDIA มีรายได้ 26,044 ล้านดอลลาร์ (5.9 แสนล้านบาท) เติบโต 262% จาก Q1/2567
Operating Income 16,909 ล้านดอลลาร์ (6.2 แสนล้านบาท) เติบโต 690% กำไรสุทธิ (Net Income 14,881 ล้านดอลลาร์ (5.5 แสนล้านบาท) เติบโต 628%
มาจาก Market Platform
Data Center 22,563 ล้านดอลลาร์ (8.3 แสนล้านบาท) เติบโต 427% จาก Q1/2567
Gaming 2,547 ล้านดอลลาร์ (9.3 หมื่นล้านบาท) เติบโต 18%
Professional Visualization 427 ล้านดอลลาร์ (1.6 หมื่นล้านบาท) เติบโต 45%
Automotive 329 ล้านดอลลาร์ (1.2 หมื่นล้านบาท) เติบโต 11%
และในประเทศไทย NVIDIA มีรายได้จดในนามบริษัท เอ็นวิเดีย (ประเทศไทย) จำกัด ดังนี้
2565 รายได้รวม 29.60 ล้านบาท กำไร 2.10 ล้านบาท
2566 รายได้รวม 69.43 ล้านบาท กำไร 3.74 ล้านบาท
2567 รายได้รวม 89.62 ล้านบาท กำไร 6.52 ล้านบาท
Marketeer FYI
สำหรับ NVIDIA คือบริษัทผลิตชิป GPU จากประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ก่อตั้งในปี 2536 โดย Jen-Hsun Huang ชาวไต้หวันที่เกิดในสหรัฐอเมริกา ร่วมกับเพื่อนอีก 2 คน ได้แก่ Chris Malachowsky และ Curtis Priem ด้วยเงินตั้งต้น 40,000 ดอลลาร์ เพื่อ GPU เป็นการ์ดจอมาแข่งขันกับบริษัท 3Dfx จากการมองเห็นโอกาสการเติบโตของคอมพิวเตอร์ที่แสดงภาพ 3 มิติ และเกม 3 มิติ
โดย NVIDIA มาจากคำว่า Next Version และภาษาลาติน Invidia ที่แปลว่าอิจฉา
ก่อนที่ NVIDIA ยังอยู่เวลาดีไซน์สินค้า ได้มี SEQUOIA นักลงทุนที่สนใจเข้ามาลงทุนเริ่มต้น 20 ล้านดอลลาร์
และมีชิป GPU ที่ชื่อว่า NV1 หรือการ์ดจอตัวแรกออกมาจำหน่ายในปี 2538 บนความสามารถการ์ดจอที่รองรับการทำงานทั้ง 2มิติ และ 3 มิติ และมีระบบเสียงหรือ Sound Card อยู่ในตัว รองรับจอยสติ๊กของเครื่อง Sega เพื่อคาดหวังว่าจะเข้าถึงคนเล่นเกมผ่านคอมพิวเตอร์
แต่ NV1 ไม่ได้ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร และ NVIDIA เจอวิกฤตด้านการเงินอย่างเห็นได้ชัด
จนเวลาผ่านไปเกม 3 มิติเริ่มกลายเป็นตลาดที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง และ NVIDIA กลับเติบโตอีกครั้งจากการเปิดตัวชิป GPU ที่ชื่อว่า RIVA128 ลงเล่นในตลาดเกม และพัฒนาความสามารถอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการจับมือกับโซนี่เพื่อเป็นชิป GPU ในเครื่อง Play Station3
และต่อยอดไปยังแพลตฟอร์มอื่น ๆ ตามเทรนด์ของตลาด เช่น ชิปในมือถือ และอื่น ๆ รวมถึง AI และ Data Center ในปัจจุบัน
–
