ถ้าพูดถึงบรรยากาศร้านอาหารช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ต้องบอกตรงๆ ว่า “ท้าทายมาก” เพราะคนส่วนใหญ่เริ่มประหยัด คิดแล้วคิดอีกก่อนจะจ่าย ทั้งต้นทุนของสด ค่าแรง และค่าขนส่งก็ขึ้นราคาต่อเนื่อง

แต่คำว่าคนชะลอการใช้จ่ายทำอะไร 3 เจ้าใหญ่ในวงการอย่าง MAGURO, M (MK Group) และ ZEN Group ไม่ได้ เพราะผลงานไตรมาส 2 และครึ่งปีแรกที่ออกมา เห็นได้ชัดๆ ว่า ยิ่งคนประหยัด ยิ่งต้องงัดไม้เด็ด ทั้งเร่งเปิดสาขาใหม่ นำเข้าร้านดังจากเมืองนอก หรือจัดโปรโมชั่นบุฟเฟต์สุดคุ้มมาสู้

ผลงานครึ่งปีแรกและไตรมาส 2 ของ MAGURO

สำหรับ MAGURO ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 มีรายได้รวม 1,139 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 32% และมีกำไรสุทธิ 74 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ส่วนผลงานเฉพาะไตรมาส 2 ทำรายได้ไป 578 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 29% และมีกำไรสุทธิ 40 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23% จากปีก่อนหน้า

จักรกฤติ สายสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ MAGURO อธิบายว่า รายได้ที่เพิ่มขึ้นมาจากการเปิดสาขาใหม่เป็นหลัก

โดยบริษัทเปิดสาขาเพิ่มขึ้น 13 สาขาภายในหนึ่งปี ทำให้มีสาขารวม 58 สาขา การเพิ่มสาขานี้ช่วยชดเชยยอดขายจากสาขาเดิม (SSSG) ที่ลดลงไปประมาณ 6% เนื่องจากผู้บริโภคระมัดระวังเรื่องการใช้จ่ายมากขึ้น

แผนเปิดแบรนด์ใหม่ช่วงครึ่งปีหลัง

ในช่วงครึ่งปีหลัง MAGURO มีแผนเปิดตัวและรับรู้รายได้จากร้านใหม่หลายแบรนด์ ได้แก่

  • ร้านซูชิสายพาน Kaiten Sushi Ginza Onodera จากญี่ปุ่น เปิดที่เซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 7 ตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคม รองรับลูกค้าได้ประมาณ 30,000 คนต่อเดือน
  • ร้านอาหารอีสานชื่อ “หลาย” (Laii) ซึ่งเป็นแบรนด์ที่บริษัทพัฒนาขึ้นเอง มีกำหนดเปิดวันที่ 1 กันยายน ที่ Nirvana Porch กรุงเทพกรีฑา
  • ร้านขนมทอด “Age.3” (อาเกะซัง) จากกินซ่า ประเทศญี่ปุ่น มีกำหนดเปิดที่ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค ในเดือนตุลาคม

นอกจากนี้ ยังร่วมมือกับ YOTEI วางขายเครื่องดื่ม “Yotei Light Ume” ราคา 69 บาทในร้าน เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าวัยรุ่นและช่วยเพิ่มยอดสั่งซื้อต่อโต๊ะ โดยผู้บริหารคาดว่าการขยายสาขาและแบรนด์ใหม่เหล่านี้ จะช่วยให้รายได้ในครึ่งปีหลังยังคงเติบโตต่อไปได้

ภาพรวมผลประกอบการครึ่งแรกของปี 2569 และไตรมาส 2 ของ M 

ฤทธิ์ ธีระโกเมน ประธานกรรมการ และ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ M และบริษัทย่อย ทำรายได้จากการขายและบริการในงวด 6 เดือนแรกของปี 2569 รวมอยู่ที่ 8,243 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า

สำหรับผลประกอบการเฉพาะไตรมาส 2 ปี 2569 บริษัทมีรายได้จากการขายและบริการอยู่ที่ 4,196 ล้านบาท เติบโต 10.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า

พร้อมกันนี้ ที่ประชุมบริษัทได้มีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลให้แก่ผู้ถือหุ้นในอัตรา 0.40 บาทต่อหุ้น

ปัจจัยหลักที่ช่วยดันรายได้ให้เติบโต มาจากการขยายสาขาอย่างต่อเนื่องของแบรนด์น้องใหม่ “โบนัสสุกี้” ควบคู่ไปกับการทำโปรโมชั่น “เอ็มเค บุฟเฟต์” ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภค

แม้ว่าในภาพรวม ธุรกิจร้านอาหารจะยังคงเผชิญแรงกดดันรอบด้านจากต้นทุนการดำเนินงานที่อยู่ในระดับสูง ทั้งราคาวัตถุดิบ ค่าใช้จ่ายพนักงาน ค่าขนส่ง และวัสดุสิ้นเปลือง รวมถึงการแข่งขันในตลาดที่รุนแรง

แต่อัตรากำไรสุทธิในไตรมาส 2 ก็ยังสามารถปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า จากผลของการบริหารจัดการต้นทุนภายในอย่างต่อเนื่อง

“โบนัสสุกี้” หัวหอกสำคัญบุกตลาดบุฟเฟต์ราคาประหยัด

“โบนัสสุกี้” ซึ่งเริ่มเปิดตัวและดำเนินธุรกิจมาตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี 2568 ได้กลายมาเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนรายได้ของเอ็มเค กรุ๊ป อย่างชัดเจน

ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 โบนัสสุกี้สามารถทำรายได้คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 12% ของพอร์ตธุรกิจรวมทั้งหมด

ปัจจุบันแบรนด์โบนัสสุกี้ขยายสาขาไปแล้วรวม 39 สาขา และบริษัทยังคงมีแผนเดินหน้าเปิดสาขาเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการในตลาดบุฟเฟต์ราคาประหยัดที่ยังมีช่องว่างให้เติบโต และสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้อย่างหลากหลาย

ทิศทางไตรมาส 3 เน้นโปรโมชั่นความคุ้มค่า และปรับโฉมแหลมเจริญ

สำหรับแผนงานในไตรมาส 3 บริษัทเตรียมใช้กิจกรรมทางการตลาดของแบรนด์หลักอย่าง เอ็มเค เรสเตอรองต์ เป็นตัวดึงดูดลูกค้าเข้าร้าน

โดยชูแคมเปญราคาประหยัดอย่าง “เอ็มเค บุฟเฟต์ คุ้มเกินคุ้ม 299 บาท” เพื่อเน้นสร้างความคุ้มค่าและกระตุ้นให้ลูกค้ากลับมาใช้บริการบ่อยขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีการเปิดตัวระบบเหมาจ่ายรายเดือน “เอ็มเค ซับสคริปชัน” ในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม ซึ่งเกิดเป็นกระแสบนโซเชียลมีเดีย และเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่นำมาใช้เพื่อรักษาฐานลูกค้าประจำ

ในส่วนของแบรนด์อื่นๆ บริษัทยังอยู่ระหว่างขั้นตอนการพลิกโฉม “แหลมเจริญ” เพื่อวางแนวทางธุรกิจในระยะยาว โดยมีเป้าหมายในการจัดพอร์ตแบรนด์ให้ชัดเจน เพื่อตอบโจทย์กลุ่มผู้บริโภคที่แตกต่างกันได้อย่างครอบคลุมและมีคุณภาพมากขึ้น

ภาพรวมผลประกอบการ ZEN Group ครึ่งแรกของปี 2569

บริษัท เซ็น คอร์ปอเรชั่น กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ZEN รายงานผลการดำเนินงานงวด 6 เดือนแรกของปี 2569 มีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นใหญ่ 24.56 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.9% เมื่อเทียบกับ 23.41 ล้านบาท ในช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 0.08 บาท

ส่วนผลงานเฉพาะไตรมาส 2 ปี 2569 บริษัทมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 8.90 ล้านบาท ลดลง 16.5% จาก 10.66 ล้านบาท ในไตรมาส 2 ของปีก่อนหน้า คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 0.03 บาท

ปัจจุบัน ZEN Group มีสัดส่วนรายได้หลักมาจากธุรกิจร้านอาหารกว่า 70% โดยมีแบรนด์ในเครือทั้งหมด 11 แบรนด์ รวมกว่า 284 สาขา แบ่งเป็นสาขาที่บริษัทลงทุนเอง 158 สาขา และสาขาแฟรนไชส์ 126 สาขา ทั้งในไทยและต่างประเทศ

ศิรุวัฒน์ ชัชวาลย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มธุรกิจแฟรนไชส์ ZEN เคยให้ข้อมูลแผนธุรกิจในปี 2569 จะเดินหน้าดัน 3 แบรนด์ไทย-อีสาน ได้แก่ ตำมั่ว, ลาวญวน และเขียง เป็นหัวหอกหลักในการขับเคลื่อนยอดขายทั้งในประเทศและต่างประเทศ

เนื่องจากเมนูหลักอย่างส้มตำและผัดกะเพราเป็นอาหารยอดนิยมของคนไทย และทั้ง 3 แบรนด์มีผลงานยอดขายเติบโตต่อเนื่อง จึงเตรียมรีเฟรชภาพลักษณ์และขยายสาขาเพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่

แผนขยายสาขา 3 แบรนด์หลักสู่เป้าหมายสิ้นปี 2569

-ตำมั่ว เพิ่มลูกเล่นเมนูใหม่และสเตชันย่าง สาขาแรกที่บิ๊กซี พระราม 4 พร้อมเตรียมเปิดสาขาใหม่เพิ่ม ทำให้สิ้นปี 2569 จะมีสาขารวม 65 สาขาทั่วประเทศ (จากเดิม 64 สาขา) โดยเน้นเจาะกลุ่มลูกค้าครอบครัวและคนทำงาน

-ลาวญวน ชูคอนเซ็ปต์อาหารสุขภาพลุ่มน้ำโขง เตรียมขยายสาขาไปต่างประเทศนำร่องที่นครหลวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว โดยตั้งเป้าเปิดเพิ่ม 2 สาขา (ไทย 1 สาขา, สปป.ลาว 1 สาขา) ดันสาขารวมแตะ 43 สาขา (ไทย 41 สาขา, ต่างประเทศ 2 สาขา)

-เขียง ยกระดับสตรีทฟู้ดไทยเจาะกลุ่มวัยทำงานและนักศึกษาที่ต้องการมื้อเร่งด่วน หลังเปิดในทำเลสำคัญอย่างสนามบินสุวรรณภูมิและเกษรวิลเลจ โดยปี 2569 ตั้งเป้าเปิดเพิ่ม 5 สาขา (ไทย 4 สาขา, สปป.ลาว 1 สาขา) รวมเป็น 51 สาขา พร้อมวางแผนขยายสู่ตลาดต่างประเทศอย่างลาว ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย