ความต้องการบริโภคกาแฟในไทยยังคงเพิ่มสูงต่อเนื่อง ปริมาณการบริโภคกาแฟของคนไทยอยู่ที่ 340 แก้วต่อคนต่อปี
ตลาดกาแฟสำเร็จรูปในไทยมูลค่า 30,000 กว่าล้านบาท แบ่งออกเป็นเซกเมนต์ 3 in 1 ตามด้วยกาแฟพร้อมดื่มหรือ RTD และผงพร้อมชง
ในไตรมาสแรกปี 2567 ตลาดกาแฟสำเร็จรูปมูลค่ารวม 5,700 ล้านบาท เติบโต 5% เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกของปีก่อน
ในส่วนของตลาดกาแฟพร้อมดื่มในไตรมาสแรกของปีอยู่ที่ 3,800 ล้านบาท เติบโต 10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่ยังคงเติบโตต่อเนื่องจากการที่ผู้บริโภคชงเครื่องดื่มรับประทานเอง ซึ่งได้ทั้งความสะดวกรวดเร็วและราคาประหยัด
ตลาดกาแฟสำเร็จรูปส่วนใหญ่เป็นตลาดในบ้านที่ผู้บริโภคซื้อมาชงเอง ด้วยสภาพเศรษฐกิจที่ต้องใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง ทำให้กาแฟในกลุ่มแมสเป็นตัวเลือกของผู้บริโภค แม้จะมีเทรนด์นิยมดื่มกาแฟที่ละเมียดละไม คนมีความรู้เกี่ยวกับเมล็ดกาแฟ ดื่ม Drip Coffee แต่ไม่ได้กระทบต่อตลาดกาแฟพร้อมดื่มนัก ช่วยกระตุ้นการบริโภคกาแฟในภาพรวมให้เพิ่มขึ้น
คุณโจโจ้ เดลา ครูซ ผู้อำนวยการบริหารธุรกิจผลิตภัณฑ์กาแฟและครีมเทียม บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด กล่าวว่า ภาพรวมของตลาดกาแฟสำเร็จรูปไทยปีที่ผ่านมามูลค่า 30,000 กว่าล้านบาท อัตราการเติบโต 3-5% ขณะที่ในปี 2567 คาดว่าจะเติบโตกว่าปีที่ผ่านมาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ส่วนแบ่งทางการตลาดในกลุ่ม RTD เนสกาแฟยังคงเป็นเบอร์หนึ่งที่ครองแชร์อยู่เกินกว่าครึ่ง คิดเป็นการบริโภคเนสกาแฟ 250 แก้วต่อวินาที
อย่างไรก็ดี การบริโภคกาแฟเย็นเติบโตอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้น 47% โดยเฉพาะกลุ่ม Young Generation ที่การดื่มกาแฟกลายเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ ซึ่งคนกลุ่มนี้หันมาดื่มกาแฟเย็นเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะแบล็คคอฟฟี่ได้รับความนิยมอย่างมาก เนสกาแฟจึงเตรียมแตกไลน์โปรดักส์ใหม่ในกลุ่มกาแฟเย็นในช่วงครึ่งปีหลังนี้ อาจมาในรูปแบบ Cold Coffee ประเภท RTD หรือกาแฟผง
ในขณะที่ตลาดกาแฟในประเทศไทยเติบโต แต่ปริมาณผลผลิตเมล็ดกาแฟในประเทศกลับลดลง เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการหันไปปลูกพืชเศรษฐกิจอย่างอื่น จึงต้องนำเข้าเมล็ดกาแฟจากต่างประเทศเข้ามาเพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการ แต่ผลผลิตเมล็ดกาแฟในระดับโลกก็มีปริมาณลดลงเช่นกัน คาดการณ์ว่าผลผลิตเมล็ดกาแฟทั่วโลกอาจลดลงถึง 50% ภายในปี 2593
เนสกาแฟจึงเข้าไปช่วยสนับสนุนอุตสาหกรรม ขับเคลื่อนการเกษตรเชิงฟื้นฟู เพื่อสร้างระบบนิเวศในห่วงโซ่ให้ยั่งยืน ผลักดันการเติบโตของอุตสาหกรรมกาแฟไทยให้มั่นใจว่าจะมีผลผลิตเมล็ดกาแฟในระยะยาวที่เพียงพอ
เสริมแกร่งธุรกิจด้วย “กลยุทธ์ NES”
มุ่งเน้นที่ 3 ด้านหลัก ได้แก่
N : NESCAFÉ Brand การพัฒนาเนสกาแฟให้เป็นแบรนด์ที่สร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคนสร้างการเปลี่ยนแปลงที่มีคุณค่า ด้วยการเปิดตัวแคมเปญ “Make Your World” เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ช่วยพลิกโฉมแบรนด์จากการเป็นเครื่องดื่มประจำวันมาเป็นเครื่องดื่มสร้างแรงบันดาลใจ
E : Experience มอบประสบการณ์ผ่านนวัตกรรมและผลิตภัณฑ์ที่ปรับสูตรใหม่ เช่น เปิดตัวกาแฟกระป๋องพร้อมดื่มระดับพรีเมียม เนสกาแฟ โกลด์ อเมริกาโน่ และลาเต้ รวมทั้งเนสกาแฟกระป๋องพร้อมดื่ม ฮันนีเลมอน และวางแผนเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อการบริโภคทั้งในบ้านและนอกบ้าน
และ S : Sustainability การให้ความสำคัญกับความยั่งยืนเป็นหัวใจสำคัญของแบรนด์ โดยจะมุ่งพัฒนาการปลูกกาแฟอย่างยั่งยืน ผ่านการเกษตรเชิงฟื้นฟูภายใต้โครงการ “เนสกาแฟ แพลน 2030” ช่วยให้เกษตรกรรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เพิ่มผลผลิตและคุณภาพของเมล็ดกาแฟ โดยได้พัฒนาต้นกล้ากาแฟพันธุ์ดีมอบให้กับเกษตรกรมาแล้ว 4 ล้านต้น และรับซื้อเมล็ดกาแฟโรบัสต้าโดยตรงจากเกษตรกรไทยในราคาอิงจากราคาตลาดโลก
รวมไปถึงการผนึกความร่วมมือกับองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมนี ประจำประเทศไทย หรือ GIZ ในการจัดทำหลักสูตร Farmer Business School ส่งเสริมเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟให้มีแนวคิดของผู้ประกอบการเกษตรกรรม
–


