ใคร ๆ ก็เป็น Influencer ได้ ทำให้เกิด Influencer ในไทยกว่า 2 ล้านราย และ Influencer ในกลุ่ม Micro และ Nano มีการเติบโตสูงสุด
การเติบโตนี้มาจากผู้บริโภคทั่วไปต้องการหารายได้จากการเป็น Affluent Influencer แปะลิงก์ หรือตะกร้าสินค้าให้ผู้สนใจกดสั่งซื้อสินค้าจากช่องทางขายที่ Influencer นั้น ๆ นำเสนอ ตลอดจนคนรุ่นใหม่ต้องการอวด Content ในรูปแบบของตัวเองสร้างการรับรู้ในวงกว้างมากขึ้น
ประกอบกับในปัจจุบัน จากข้อมูลของ Partipost แพลตฟอร์ม Influencer Marketing พบว่าผู้บริโภค 64% เชื่อ Content จากผู้ใช้ หรือ UGC (User Generated Content) มากกว่าแบรนด์
82% ชอบเนื้อหาที่จริงใจ เป็นธรรมชาติ เข้าถึงง่าย มากกว่าเนื้อหาที่เขียนบทไว้ และส่งผลกับการตัดสินใจซื้อสินค้าหรือบริการ
และ 65% ของแบรนด์ใช้หลากหลายแพลตฟอร์มเพิ่มประสิทธิภาพของแคมเปญ

จนในปัจจุบัน ภวัต เรืองเดชวรชัย ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มีเดีย อินเทลลิเจนซ์ กรุ๊ป จำกัด หรือ MI Group มองว่า ตลาด Influencer ในวันนี้ยังอยู่ในขาขึ้น จากผู้บริโภคที่เชื่อผู้บริโภคด้วยกันมากกว่าเชื่อแบรนด์เป็นผู้บอกเพียงฝั่งเดียว
ทำให้วันนี้แบรนด์ใช้งบประมาณไปกับ Influencer เฉลี่ยในสัดส่วน 20-30% ของงบประมาณทั้งหมดของแคมเปญ 1 แคมเปญ
และส่วนใหญ่เอเยนซี่โฆษณาจะนิยมใช้แพลตฟอร์ม Influencer Marketing เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการติดต่อ Influencer ที่เป็น Micro และ Nano ที่มีจำนวนมากในประเทศไทย
และข้อมูลจาก Partipost ยังพบว่าแบรนด์นิยมลงโฆษณากับ Influencer ในกลุ่มของ
อาหาร เครื่องดื่ม 39.0%
ความงาม แฟชั่น 17.4%
อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ 10.6%
ส่วน Influencer ไทยนิยมสร้าง Content 3 อันดับแรก ได้แก่
ความงามและแฟชั่น
ศิลปะ และความบันเทิง
อาหาร และเครื่องดื่ม

สิ่งเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดการแข่งขันในธุรกิจแพลตฟอร์ม Influencer Marketing ที่ในวันนี้มีมากกว่า 10 บริษัทในประเทศไทย เพื่อสร้างรายได้จากการนำเสนอ Influencer แนะนำสินค้า บริการ รวมถึงอื่น ๆ ที่แบรนด์ต้องการสร้างกระแสให้เกิดขึ้น
โดยการแข่งขันของแพลตฟอร์ม Influencer Marketing ในวันนี้แต่ละแบรนด์จะแข่งขันกันสร้างจุดเด่นของตัวเอง เพื่อดึงดูดลูกค้าเข้ามาใช้บริการ
สำหรับ Partipost เป็นหนึ่งในแพลตฟอร์ม Influencer Marketing ที่ก่อตั้งจากประเทศสิงคโปร์ และขยายตลาดไปยังประเทศอื่น ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงไทย
ในตลาดประเทศไทย Partipost เข้ามาทำตลาดอย่างไม่เป็นทางการเมื่อเดือนมิถุนายน 2566 เพื่อศึกษาตลาด และ Influencer ในประเทศไทย ก่อนที่จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 7 สิงหาคม 2567
การเข้ามาทำตลาดของ Partipost โจนาธาน เอ้ก ประธานกรรมการบริหารและผู้ก่อตั้ง Partipost เชื่อมั่นว่าแพลตฟอร์ม Partipost จะสามารถดึงดูด Influencer เข้ามาอยู่ในเครือข่ายมากถึง 100,000 คน จากปัจจุบันที่มีอยู่ 3,000 คน
และ Partipost สร้างการเติบโตในประเทศไทยผ่านกลยุทธ์ 4 ประการ ได้แก่
1. จุดแข็งของเครือข่าย Influencer และลูกค้าที่มีอยู่ 8 ประเทศ ได้แก่ สิงคโปร์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ ไต้หวัน ฮ่องกง และไทย
2. เริ่มต้นสร้างตลาดจากกลุ่มท่องเที่ยว ผ่านการจับมือกับพาร์ตเนอร์ แพลตฟอร์มท่องเที่ยว Klook เพื่อสร้างการรับรู้และเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภค
ซึ่งในกลุ่มท่องเที่ยว กนกกุล ช้างพันธ์ รองผู้อำนวยการด้านการตลาด บริษัท คลูก เทคโนโลยี (ประเทศไทย) ให้ข้อมูลว่าพฤติกรรมผู้บริโภคในกลุ่มท่องเที่ยววันนี้มองโซเชียลมีเดียเป็นสื่อที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจท่องเที่ยว โดยนักท่องเที่ยว 90% ตัดสินใจท่องเที่ยวจาก Online Voice หรือ Influencer ที่นำเสนอ Content ที่จริงใจ จนเกิดความเชื่อถือ
ประกอบกับนักท่องเที่ยวไทย 96% แชร์ประสบการณ์การท่องเที่ยวผ่านโซเชียลมีเดีย และเชื่อว่า Influencer สายท่องเที่ยวจะเป็นกลุ่มที่ทรงอิทธิพลมากขึ้นเรื่อย ๆ ในกิจกรรมการท่องเที่ยวต่าง ๆ

3. เจาะกลุ่มนักศึกษา จากการมองเห็นโอกาสจากกลุ่มนี้เป็น Trend Setter ในด้านต่าง ๆ ที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในอนาคต และเป็นกลุ่มที่มีความเข้าใจในดิจิทัลเป็นอย่างดี
4. เข้าถึงแบรนด์ลูกค้าผ่านทีมขายที่ตั้งขึ้นเฉพาะเพื่อเข้าไปทำความรู้จักกับลูกค้าแบรนด์ต่าง ๆ ในรูปแบบ One on One พร้อมกับจับมือกับพาร์ตเนอร์เอเยนซี่ในวงการโฆษณา เพื่อให้พาร์ตเนอร์นำแพลตฟอร์ม Partipost นำเสนอกับลูกค้า
อย่างไรก็ดี ในวันนี้การแข่งขันของ Influencer Marketing ไทยมีความปราบเซียนในเรื่องของจำนวน ความคิดสร้างสรรค์ในการนำเสนอที่ Advance แต่ตลาด Influencer ยังไม่มีวันที่จะอิ่มตัว และยังปรับเปลี่ยนรูปแบบนำเสนอไปยังมิติต่าง ๆ ที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัย
–
