เหล็กจีน ล้นตลาด และกำลังค่อย ๆ บดขยี้อุตสาหกรรมเหล็กโลก (วิเคราะห์)
ในแต่ละปี จีนผลิตเหล็กได้มากพอ ๆ กับที่ทุกประเทศในโลกผลิตได้รวมกัน เหล็กปริมาณมหาศาลกว่า 1 พันล้านตันต่อปีถูกผลิตและส่งเข้าไปในตลาด มีความเข้าใจกันว่าปริมาณเหล็กเหล่านี้วนเวียนอยู่ในเฉพาะประเทศจีนเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ในระยะหลังมานี้การส่งออกเหล็กของจีนพุ่งสูงขึ้นแตะระดับ 90 ล้านตันในปี 2023 เพิ่มขึ้น 35% จากปี 2022 ตัวเลข 90 ล้านตันอาจจะดูน้อยนิดเมื่อเทียบกับ 1 พันล้านตัน แต่รู้หรือไม่ว่าปริมาณนี้มากกว่าที่อเมริกาหรือญี่ปุ่นผลิต (เหล็ก) ได้ในหนึ่งปีเสียอีก และก็มากเพียงพอที่จะสร้างสะพานโกลเดนเกตได้เป็นพัน ๆ แห่ง
ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา อุตสาหกรรมเหล็กของจีนได้เติบโตอย่างรวดเร็วและก้าวขึ้นมาเป็นผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ที่สุดของโลก ต้องพูดว่าการขยายตัวอย่างรวดเร็วนี้ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจภายในประเทศจีนเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่ออุตสาหกรรมเหล็กทั่วโลก ปัจจุบันจีนกำลังเผชิญกับปัญหากำลังการผลิตเหล็กล้นตลาด ซึ่งกำลังส่งผลกระทบต่อตลาดเหล็กโลกอย่างหนัก บทความนี้จะพาทุกคนไปวิเคราะห์สาเหตุ ผลกระทบ และแนวโน้มในอนาคตของวงการเหล็กจีน
การเติบโตของอุตสาหกรรมเหล็กจีน
จีนเติบโตอย่างรวดเร็วในฐานะผู้ผลิตเหล็กชั้นนำของโลก มีที่มาเริ่มต้นในช่วงต้นทศวรรษปี 2000 ขับเคลื่อนโดยการลงทุนมหาศาลในโครงสร้างพื้นฐานและอสังหาริมทรัพย์ การเติบโตนี้ถึงจุดสูงสุดในราวปี 2014 หลังจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่สำคัญซึ่งนำมาใช้เพื่อตอบสนองต่อวิกฤตการณ์ทางการเงินระดับโลกในปี 2008-2009 มาตรการดังกล่าวเน้นไปที่โครงสร้างพื้นฐานและการก่อสร้างอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งส่งผลให้มีการเพิ่มกำลังการผลิตอย่างมากในอุตสาหกรรมเหล็ก
อย่างไรก็ตาม ในปี 2014 ความต้องการเหล็กเริ่มอ่อนตัวลงเนื่องจากตลาดอสังหาริมทรัพย์ชะลอตัว เผยให้เห็นสัญญาณแรกของกำลังการผลิตส่วนเกินในอุตสาหกรรมหนัก เช่น เหล็กและอะลูมิเนียม
สถานการณ์เลวร้ายลงอีก โดยในระหว่างปี 2014 กับ 2016 เมื่ออัตราการใช้กำลังการผลิตภาคอุตสาหกรรมของจีนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยลดลงสู่ระดับต่ำสุดในประวัติศาสตร์เนื่องจากการผลิตเกินอย่างต่อเนื่องและความต้องการที่ลดลง ในช่วงเวลาดังกล่าว คาดว่าจีนมีกำลังการผลิตเหล็กส่วนเกินประมาณ 328 ล้านตัน และรัฐบาลจีนเองก็รู้ว่ามีปัญหานี้และริเริ่มนโยบายที่มุ่งลดกำลังการผลิตส่วนเกิน รวมถึงการปิดโรงงานที่ล้าสมัยและจำกัดการเพิ่มกำลังการผลิตใหม่
ปี 2023 อุตสาหกรรมเหล็กของจีนต้องเผชิญกับความท้าทายที่เกี่ยวข้องกับกำลังการผลิตส่วนเกินอีกครั้ง เมื่อปัญหาใหญ่ระดับที่สะเทือนวงการเหล็กไหลมารวมกัน อันได้แก่ ภาวะตกต่ำของตลาดอสังหาริมทรัพย์ การใช้จ่ายโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาลที่ลดลง และการผลิตที่เพิ่มขึ้น ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับกำลังการผลิตส่วนเกินอีกครั้ง
การเพิ่มกำลังการผลิตเหล็กในจีนโดยไม่มีความต้องการมารองรับไม่ส่งผลดีต่อใครเลยในอุตสาหกรรม: South China Morning Post
ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ราคาเหล็กร่วงลงนับตั้งแต่ปี 2021 ทำให้บริษัทผู้นำในอุตสาหกรรมเหล็กออกมาเรียกร้องให้ลดกำลังการผลิตเพื่อจัดการกับปัญหาการขาดทุน แม้ว่ารัฐบาลจะพยายามควบคุมผลผลิตและส่งเสริมการพัฒนาที่มีคุณภาพสูง แต่โรงงานขนาดเล็กมักจะเริ่มการผลิตใหม่เมื่อเห็นโอกาสที่ทำกำไรได้ ทำให้ปัญหากำลังการผลิตส่วนเกินรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ
สถิติการเติบโต
เป็นเรื่องที่น่าสนใจว่าจุดเริ่มต้นของการผลิตจนเกินความต้องการของอุตสาหกรรมเหล็กของจีนมีจุดเริ่มต้นในปี 1993 เมื่อพวกเขากลายเป็นประเทศที่ผลิตเหล็กได้มากกว่าเจ้าตลาดเดิมอย่างสหรัฐฯ และถัดมาอีก 3 ปี คือในปี 1996 พวกเขาส่งออกเหล็กแซงประเทศญี่ปุ่น โดยตัวเลขในชาร์ตด้านล่างนี้แสดงให้เห็นถึงการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของอุตสาหกรรมเหล็กจีน
สถิติจำนวนการผลิตเหล็กของจีนเมื่อเทียบกับประเทศอุตสาหกรรมอื่น ๆ: Visual Capitalist
ช่วงเวลาสำคัญอย่างในปี 1993 และ 1996 ที่เริ่มเห็นสัญญาณการผลิตเหล็กเกินความต้องการมีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย อาทิ
การปฏิรูปของรัฐบาลในขณะนั้น รัฐบาลของ เติ้ง เสี่ยวผิง เริ่มปฏิรูปเศรษฐกิจในปี 1978 โดยได้เปลี่ยนเศรษฐกิจของจีนจากระบบที่วางแผนจากส่วนกลางเป็นระบบที่เน้นตลาดมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลให้มีการลงทุนเพิ่มขึ้นในหลายภาคส่วน รวมถึงอุตสาหกรรมหนัก อย่างการผลิตเหล็ก ในช่วงต้นทศวรรษ 1990 การปฏิรูปเหล่านี้ได้เริ่มก่อให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งกระตุ้นความต้องการเหล็กในการก่อสร้างและการผลิต
นอกจากนี้ การลงทุนในอุตสาหกรรมเหล็กที่เพิ่มขึ้นก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง โดยตลอดช่วงปลายทศวรรษ 1980 และต้นทศวรรษ 1990 จีนได้ลงทุนอย่างหนักในการขยายกำลังการผลิตเหล็ก ไม่ว่าจะเป็น การปรับปรุงโรงงานที่มีอยู่ให้ทันสมัยและสร้างโรงงานใหม่ ซึ่งช่วยเพิ่มผลผลิตได้อย่างมาก ส่งผลให้ในช่วงต้นทศวรรษ 1990 ผลผลิตเหล็กดิบของจีนอยู่ที่ประมาณ 100 ล้านตันต่อปี
ปัจจัยต่อมาคือเรื่องการขยายตัวของเมืองและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เพิ่มขึ้น การขยายตัวของเมืองและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาดังกล่าวทำให้ความต้องการเหล็กในประเทศพุ่งสูงขึ้น รัฐบาลจีนให้ความสำคัญกับโครงการโครงสร้างพื้นฐานซึ่งต้องใช้เหล็กจำนวนมากในการก่อสร้าง การบริโภคภายในประเทศช่วยผลักดันระดับการผลิตของจีนให้สูงกว่าสหรัฐฯ ซึ่งกำลังประสบภาวะชะงักงันในอุตสาหกรรมเหล็ก
ปัจจัยสุดท้าย เมื่อดีมานด์ในประเทศลดลง การสนับสนุนและการอุดหนุนจากรัฐบาลในการส่งออกมากขึ้น ทำให้ซัปพลายส่วนเกินเริ่มไหลออกนอกประเทศ โดยรัฐบาลจีนให้การสนับสนุนอุตสาหกรรมเหล็กอย่างมากผ่านการอุดหนุนและนโยบายที่เอื้ออำนวย ช่วยให้ผู้ผลิตสามารถรักษาราคาให้ต่ำได้ ซึ่งทำให้ผู้ผลิตเหล็กในจีนสามารถส่งออกผลิตภัณฑ์ของตนได้อย่างมีการแข่งขันในตลาดโลก ส่งผลให้การส่งออกเพิ่มขึ้นแซงหน้าญี่ปุ่นในปี 2539
ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเหล็กโลก
กำลังการผลิตเหล็กส่วนเกินของจีนส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อห่วงโซ่อุปทานโลก โดยส่งผลกระทบต่อประเทศและอุตสาหกรรมต่าง ๆ มากน้อยแตกต่างกันออกไปตามแต่ว่าในประเทศนั้น ๆ มีผู้ผลิตอยู่ในประเทศมากน้อยเพียงใด ประเทศไหนที่ผลิตและส่งออกเหล็กเป็นจำนวนมากแม้ว่าจะรองจากจีน ย่อมได้รับผลกระทบมากตามไปด้วย โดย 10 อันดับประเทศที่ผลิตและส่งออกเหล็กมากที่สุดในโลกปี 2023 ประกอบด้วย
1. จีน: 1,019.1 ล้านตัน
2. อินเดีย: 140.2 ล้านตัน
3. ญี่ปุ่น: 87.0 ล้านตัน
4. สหรัฐอเมริกา: 80.7 ล้านตัน
5. รัสเซีย: 75.8 ล้านตัน
6. เกาหลีใต้: 66.7 ล้านตัน
7. เยอรมนี: 35.4 ล้านตัน
8. ตุรกี: 33.7 ล้านตัน
9. บราซิล: 31.9 ล้านตัน
10. อิหร่าน: 31.1 ล้านตัน
ส่วนผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อซัปพลายเหล็กโลก ได้แก่
- ราคาเหล็กถูกบิดเบือน
การผลิตเหล็กส่วนเกินของจีนส่งผลให้ราคาเหล็กทั่วโลกลดลงแบบไม่เป็นไปตามกลไกการตลาด เนื่องจากเหล็กส่วนเกินถูกส่งออกในอัตราที่ลดลง การทุ่มราคานี้ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเหล็กในประเทศอื่น ๆ ทำให้ผู้ผลิตเหล็กประเทศอื่น ๆแข่งกับผู้ผลิตจากจีนได้ยาก
- ความตึงเครียดด้านการค้า
การไหลเข้าของเหล็กราคาถูกของจีนส่งผลให้เกิดความตึงเครียดด้านการค้าทั่วโลกเพิ่มขึ้น ทำให้ประเทศต่าง ๆ กำหนดภาษีศุลกากรและมาตรการต่อต้านการทุ่มตลาด ตัวอย่างเช่น สหรัฐฯ เสนอให้เพิ่มภาษีศุลกากรสำหรับการนำเข้าเหล็กของจีนเป็นสามเท่า
3. ผู้คนในอุตสาหกรรมตกงาน
วิกฤตในอุตสาหกรรมเหล็กที่เกิดจากกำลังการผลิตส่วนเกินส่งผลให้มีการสูญเสียงานจำนวนมากในประเทศที่ต้องพึ่งพาการผลิตเหล็กในประเทศ ในสหรัฐฯ มีการสูญเสียงานในภาคส่วนเหล็กมากกว่า 13,000 อันเนื่องมาจากการปิดโรงงาน
4. เกิดการเปลี่ยนไปใช้วัสดุทดแทนเหล็ก
ประเทศต่าง ๆ ที่เผชิญกับแรงกดดันจากเหล็กราคาถูกของจีนอาจเปลี่ยนการลงทุนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตของตนเองหรือสำรวจวัสดุทางเลือก ซึ่งส่งผลกระทบต่อโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐานระดับโลก
จีนกับมาตรการรับมือเหล็กล้นตลาด
เนื่องจากเศรษฐกิจของจีนกำลังประสบปัญหาตกต่ำ ทำให้ผู้ผลิตเหล็กจึงต้องขายเหล็กไปยังต่างประเทศในราคาถูก สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้ผลิตเหล็กที่อยู่ในประเทศปลายทางการส่งออก เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา Nippon Steel ผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่นได้เรียกร้องให้รัฐบาลตั้งกำแพงภาษีต่อต้านการทุ่มตลาดสำหรับสินค้าที่นำเข้าจากจีน
โดยในไตรมาสที่ 2 ของปี Nippon Steel มีกำไรสุทธิลดลง 11% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ด้าน ArcelorMittal ซึ่งเป็นผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ของยุโรปได้รับผลกระทบหนักไม่แพ้กันแถมหนักกว่าด้วยซ้ำ โดยกำไรสุทธิของบริษัทลดลงถึง 73% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันกับปีที่ผ่านมา
Genuino Christino ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของ ArcelorMittal กล่าวว่า “เราต้องการการแข่งขันที่เป็นธรรม และเรารู้ว่าการแข่งขันกับจีนนั้นไม่เป็นธรรม” ข้อเรียกร้องดังกล่าวมักจะส่งตรงไปถึงรัฐบาลผู้มีอำนจ โดยปกติแล้วการผลิตเหล็กมักถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของการแบกรับภาระทางอุตสาหกรรมของประเทศ และแม้ว่าภาวะล้นตลาดจะทำให้ผู้บริโภคได้ประโยชน์จากราคาเหล็กที่ถูกลง แต่บรรดานักการเมืองกลับกังวลเกี่ยวกับผลกระทบในแง่การปิดโรงงานและตามมาด้วยการตกงานของผู้คนจำนวนมาก
เพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์เศรษฐกิจภายในประเทศที่เลวร้ายลงและสภาพแวดล้อมการค้าในต่างประเทศที่ย่ำแย่ลง รัฐบาลจีนได้ดำเนินการบางอย่างเพื่อกระตุ้นอุปสงค์และลดอุปทาน (เพิ่มความต้องการและลดการผลิต) โดยเสนอแรงจูงใจให้ธุรกิจและครัวเรือนชาวจีนเปลี่ยนเครื่องจักรและอุปกรณ์เก่าเป็นเครื่องใหม่ ในขณะที่รัฐบาลระงับการอนุมัติโรงงานเหล็กที่ขออนุญาตตั้งใหม่ แต่หากไม่มีการปฏิรูปที่เข้มแข็งกว่านี้ ก็ยากที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงมากนัก
ซึ่งทำให้ผู้ผลิตเหล็กของจีนแทบไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องหาลูกค้ารายใหม่ต่อไป Wood Mackenzie คาดการณ์ว่าการส่งออกเหล็กของจีนจะสูงถึง 103 ล้านตันในปีนี้ ผู้ผลิตบางรายยังสร้างฐานการผลิตใหม่ด้วยความหวังที่จะรักษาการเข้าถึงตลาดต่างประเทศไว้ ในเดือนกรกฎาคม China Baowu Steel ผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ที่สุดในโลกได้เพิ่มการลงทุนในโรงงานในซาอุดีอาระเบียเป็นสองเท่า Tsingshan Group ซึ่งเป็นบริษัทโลหะและเหมืองแร่ของจีนได้เริ่มเดินสายการผลิตที่โรงงานเหล็กในซิมบับเว ซึ่งอาจทำให้ภาวะล้นตลาดทั่วโลกเลวร้ายลงไปอีก
นอกจากนี้ ทางออกของผู้ผลิตเหล็กรายอื่น ๆ ของจีนก็กำลังเปลี่ยนจากภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ซบเซามาผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแทน และใช่แล้วผู้ผลิตเหล่านี้ก็กำลังมองหาตลาดต่างประเทศเพื่อชดเชยความต้องการภายในประเทศที่ซบเซาเช่นกัน เจมส์ แคมป์เบลล์จาก CRU Group ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษา กล่าวว่า “เหล็กจะมีที่ยืนเสมอ” ไม่ว่านักการเมืองทั่วโลกจะชอบหรือไม่ก็ตาม
และสุดท้ายคนที่ช่วยอุตสาหกรรมเหล็กจีนก็คือรัฐบาลจีนเอง พวกเขาตระหนักดีถึงปัญหาการผลิตเหล็กล้นตลาดจึงได้ออกมาตรการต่าง ๆ เพื่อแก้ไขปัญหา ไม่ว่าจะเป็น
- การลดกำลังการผลิต
รัฐบาลจีนได้กำหนดเป้าหมายในการลดกำลังการผลิตเหล็กลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีการออกนโยบายและมาตรการต่าง ๆ เพื่อบังคับให้โรงงานที่ไม่มีประสิทธิภาพหรือสร้างมลพิษสูงต้องปิดตัวลง
- การส่งเสริมการควบรวมกิจการ
รัฐบาลสนับสนุนให้เกิดการควบรวมกิจการระหว่างผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ เพื่อลดการแข่งขันที่รุนแรงและเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต
- การปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม
มีการส่งเสริมให้ผู้ผลิตเหล็กหันมาเน้นการผลิตผลิตภัณฑ์เหล็กที่มีมูลค่าสูงขึ้น และลดการผลิตเหล็กพื้นฐานที่มีอุปทานล้นตลาด
- การควบคุมการส่งออก
รัฐบาลจีนได้ออกมาตรการควบคุมการส่งออกเหล็ก เพื่อลดแรงกดดันต่อตลาดโลกและลดความขัดแย้งทางการค้ากับประเทศคู่ค้า
- การส่งเสริมการใช้เหล็กภายในประเทศ
มีการออกนโยบายกระตุ้นการใช้เหล็กภายในประเทศ เช่น การลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐานใหม่ ๆ เพื่อดูดซับกำลังการผลิตส่วนเกิน
มาตรการตอบโต้เหล็กจีน
การตอบโต้มาตรการทุ่มตลาดของอุตสาหกรรมเหล็กจีนไม่ได้จำกัดอยู่แค่ประเทศโลกที่ 1 เท่านั้นปัจจุบัน การส่งออกเหล็กของจีนส่วนใหญ่มุ่งไปที่ประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนถึง 9 ใน 10 ของปริมาณการส่งออกทั้งหมด
ประเทศที่จีนส่งออกเหล็กไปมากที่สุดในโลกปี 2023: The Economist
โดยจุดหมายปลายทางต่างประเทศที่ส่งออกเหล็กมากที่สุดในปี 2023 ได้แก่ เวียดนาม เกาหลีใต้ ไทย ฟิลิปินส์ และตุรกี ซึ่งแตกต่างจากประเทศร่ำรวย ความต้องการเหล็กเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากในพื้นที่ทางใต้ของโลกส่วนใหญ่ ตัวอย่างเช่น การบริโภคเหล็กของอินเดียคาดว่าจะเติบโตขึ้น 8% ในปีนี้ เนื่องจากการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานที่เฟื่องฟูและรัฐบาลที่ต้องการสร้างโครงสร้างพื้นฐานให้ทันสมัย
ตามข้อมูลของ World Steel Association โครงการ Belt and Road Initiative (BRI) โครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานระดับโลกของจีน ช่วยให้ผู้ผลิตเหล็กขยายการเข้าถึงทั่วโลกได้ โดยบริษัทก่อสร้างของจีนที่รับหน้าที่สร้างท่าเรือและวางระบบรางรถไฟในประเทศยากจนส่วนใหญ่ ใช้ เหล็กที่มาจากจีนทั้งสิ้น
ด้านประเทศแถบตะวันตกเองก็เคยประสบกับปัญหาการส่งออกเหล็กของจีนที่พุ่งสูงขึ้นมาแล้วหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นในปี 2008 และ 2015 เหตุการณ์เหล่านี้ส่งผลให้มีการเพิ่มอุปสรรคทางการค้าและกำแพงทางด้านภาษีที่รุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ ระหว่างปี 2008 ถึง 2018 สหรัฐอเมริกา อังกฤษ แคนาดา และสหภาพยุโรปได้นำมาตรการทางการค้ามากกว่า 500 ฉบับ ที่ส่งผลกระทบต่อการนำเข้าเหล็กจากจีนมาใช้อย่างเข้มงวด
สหรัฐฯ ตั้งกำแพงภาษีสำหรับการนำเข้าเหล็กจากจีนสูงถึง 25% ซึ่งเป็นต้นทุนที่สูงมากหากผู้ผลิตในประเทศตัดสินใจใช้ เหล็กจีน: BBC
การผลิตเหล็กล้นตลาดของจีนได้ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่ออุตสาหกรรมเหล็กทั่วโลก ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งในด้านราคา โครงสร้างอุตสาหกรรม และความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างประเทศ แม้ว่าจะมีความพยายามในการแก้ไขปัญหาจากทั้งรัฐบาลจีนและประเทศต่าง ๆ แต่ผลกระทบยังคงดำเนินต่อไปเพราะถึงแม้รัฐบาลจีนจะลงมากำกับดูแลในเรื่องนี้ แต่เชื่อเถอะว่า ปริมาณเหล็กที่ถูกผลิตออกมานับพันล้านตันไม่ใช่เรื่องที่จะจัดการให้สมประโยชน์ทุกฝ่ายได้ง่ายในเร็ววัน
ท้ายที่สุด การแก้ไขปัญหาการผลิตเหล็กล้นตลาดของจีนและผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเหล็กโลกจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือในระดับนานาชาติ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจ การพัฒนาอย่างยั่งยืน และการรักษาสิ่งแวดล้อม อันจะนำไปสู่อุตสาหกรรมเหล็กที่มีเสถียรภาพและสามารถตอบสนองความต้องการของโลกในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เรื่อง: ณัฐศกรณ์ แสงลับ
อ้างอิง
Why Global Steel Surpluses Warrant U.S. Section 232 Import Measures
https://link.springer.com/referenceworkentry/10.1007/978-3-662-47493-8_80
–
Website : Marketeeronline.co /
