GWM International ประกาศลงทุนในไทยเพิ่มเท่าตัว มูลค่าสะสมแตะ 2.3 หมื่นลบ. ภายใน 3 ปีข้างหน้า ดันโรงงานที่จังหวัดระยองเป็นฮับส่งออกพวงมาลัยขวาโลก ลุยเปิดตัวรถยนต์ใหม่ในไทย ปี 2025 อย่างน้อย 4 รุ่น กลุ่มเอสยูวีมาครบทั้งรุ่นไฟฟ้าและดีเซล เดินหน้าผนึกซัพพลายเออร์-พาร์ทเนอร์ บริหารจัดการต้นทุน หลีกเลี่ยงสงครามราคา หวังรัฐบาลเข้ามาช่วยยุติ

ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในไทย จากการที่ค่ายข้ามชาติ โดยเฉพาะจีน ซึ่งเข้ามาเปิดตลาดในไทยต่อเนื่องช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ทั้งการทำแบรนด์ของตนเอง และการจัดตั้งโรงงานรับจ้างผลิต (OEM)

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ตลาดต่างประเทศ (GWM International) หน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นเพื่อกำกับ ดูแล และบริหารธุรกิจในตลาดต่างประเทศทั่วโลก เดินหน้าปรับตัวด้วยการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ มุ่งเน้นการบริหารงานแบบรวมศูนย์เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน

วุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ / ปาร์คเกอร์ ฉี / เจมส์ หยาง / ไมเคิล ฉง   

GWM International ได้จัดงานแถลงข่าวทิศทางธุรกิจและแผนงานสำหรับในประเทศไทย โดยมีผู้บริหารร่วมให้ข้อมูลสื่อมวลชนดังนี้ ปาร์คเกอร์ ฉี ประธาน และ เจมส์ หยาง รองประธาน GWM International ร่วมกับ วุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ รองประธาน และ ไมเคิล ฉง กรรมการผู้จัดการ เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย)

สถานการณ์ตลาดรถยนต์ในไทยอยู่ในภาวะที่มีความท้าทายสูง เดือนกันยายน 2024 ยอดขายรถยนต์อยู่ที่ประมาณ 39,000 คัน ลดลงเมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันปีก่อนประมาณ 38% ซึ่งต่ำมากในรอบหลายปี

เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) และทุกค่ายต่างมีตัวเลขยอดขายลดลงประมาณ 20% ส่วนของบริษัทคาดการณ์ยอดขายปี 2024 อยู่ที่ 9,000-10,000 คัน ลดลงจากปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 12,000 คัน

HAVAL H6 HEV

GWM TANK 300

อย่างไรก็ตาม ปี 2025 บริษัทเชื่อมั่นว่ายอดขายจะกลับมาฟื้นตัวเป็น 20,000 คัน หลังเตรียมเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ในปีดังกล่าวอย่างน้อย 4 รุ่น ดังนี้ HAVAL H6 HEV, HAVAL H6 PHEV (ไมเนอร์เชนจ์), GWM TANK 300 และ GWM TANK 500 รุ่นเครื่องยนต์ดีเซล ตลอดจนรถกระบะ GWM Poer Sahar Hev และรถยนต์พลังงานใหม่ (New Energy)

ภายในงานมอเตอร์เอ็กซ์โปปลายปีนี้ บริษัทเตรียมนำนวัตกรรมใหม่มาจัดแสดงถึง 2 รุ่น ตอบสนองความต้องการของลูกค้ากลุ่ม SUV ในไทย ที่มีจำนวนเพิ่มสูงขึ้น

ประเด็น One Price Policy บริษัทชี้แจงว่ายังคงเป็นนโยบายหลัก ซึ่งบริษัทนับเป็นผู้บุกเบิกนโยบายราคาเดียวมาตั้งแต่แรก แต่การอยู่ในสงครามราคาที่รุนแรง ทำให้บริษัทอาจต้องมีการทบทวนและปรับราคาใหม่ในบางรุ่นที่จำหน่ายอยู่ ให้ยังสามารถแข่งขันได้

บริษัทยืนยันว่าการทำสงครามราคาตอนนี้ เป็นเพียงการช่วยเพิ่มมาร์เก็ตแชร์ระยะสั้น ไม่ตอบโจทย์การส่งเสริมการดำเนินธุรกิจในอุตสาหกรรมระยะยาว และบริษัทอยากให้รัฐบาลเข้ามามีส่วนร่วมในการยุติหลังจากนี้

โดยปัจจุบันบริษัทมุ่งมั่นทำงานกับพาร์ทเนอร์และซัพพลายเออร์ต่อเนื่อง เพื่อบริหารจัดการต้นทุนให้ดีที่สุด หลีกเลี่ยงการให้ส่วนลดหรือแคมเปญแบบที่ผ่านมา ซึ่งยอมรับว่าทำให้ลูกค้าที่ซื้อรถไปแล้วเกิดการเสียความรู้สึกไปบ้าง

บริษัทดำเนินธุรกิจในประเทศไทยก้าวเข้าสู่ปีที่ 4 ตลอด 3 ปีที่ผ่านมาบริษัทลงทุนในไทยไปแล้วกว่า 12,000 ล้านบาท โดยบริษัทจะขยายการลงทุนเพิ่ม รวมเป็นมูลค่าการลงทุนสะสมทั้งสิ้น ขยับไปอยู่ที่กว่า 23,000 ล้านบาท ภายใน 3 ปีข้างหน้า สร้างความเชื่อมั่นในการทำธุรกิจให้ลูกค้าในประเทศไทยระยะยาว

โรงงานประกอบรถยนต์ที่จังหวัดระยอง ปัจจุบันมีการผลิตจำนวน 5 รุ่น และจะมี GWM Poer Sahar Hev เพิ่มเข้ามาเป็นรุ่นที่ 6 บริษัทวางตำแหน่งโรงงานให้เป็นศูนย์กลางส่งออกรถยนต์พวงมาลัยขวาของโลก ตอนนี้มีส่งออกไปเวียดนาม, อินโดนีเซีย และตลาดที่อยู่ในแผนส่งออกต่อไป จะมี มาเลเซีย, ออสเตรเลีย

พาร์ทเนอร์ สโตร์ ปัจจุบันบริษัทมีครอบคลุมทั่วประเทศ 70 แห่ง นอกเหนือไปจากนั้น ยังเดินหน้าร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ในฐานะ Authorized Fleet Partner ทั่วประเทศ เพื่อเดินหน้าขยายธุรกิจฟลีทและรถยนต์ใช้แล้วภายใต้ GWM Certified Pre-Owned (CPO) ให้ครอบคลุมทุกกลุ่มลูกค้าองค์กร ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน บริษัทรถเช่า ลูกค้าองค์กรขนาดใหญ่ ลูกค้าธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (SME) และการเข้าร่วมประมูลของหน่วยงานภาครัฐ

Great Wall Motors International ยังตั้งเป้ายอดจำหน่ายรถยนต์ในต่างประเทศไว้ที่ 1 ล้านคัน ภายในปี 2030 โดยในช่วงเดือนมกราคมถึงกันยายน 2024 สามารถทำยอดขายในตลาดต่างประเทศได้แล้ว 316,000 คัน เติบโตจากช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 22.17%