สำหรับหลายคน ชื่อ “SoftBank” อาจจะฟังดูไม่ค่อยจะมีความญี่ปุ่นสักเท่าไร ไม่เหมือนกับชื่ออย่าง Sony, Panasonic, Toyota, Honda หรือแม้แต่ Hitachi ที่แค่ได้ยินก็รู้สึกถึงกลิ่นอายความเป็นญี่ปุ่นอย่างชัดเจน ในทางกลับกัน ชื่ออย่าง SoftBank กลับให้ความรู้สึกเหมือนบริษัทไอทีจากฝั่งตะวันตก หรือแม้แต่ธนาคารเสียมากกว่า

ถ้าคุณเคยได้ยินชื่อ SoftBank แล้วนึกว่าเป็น “ธนาคาร” ที่ไหนสักแห่งหนึ่ง คุณไม่ได้คิดไปเอง คำว่า “Bank” ในชื่อบริษัทนี้ทำให้หลายคนเข้าใจผิดว่าเกี่ยวข้องกับบริการทางการเงิน แต่ความจริงแล้ว SoftBank ไม่ใช่ธนาคาร และแทบไม่มีธุรกิจด้านธนาคารเป็นแกนหลักเลยด้วยซ้ำ

สิ่งที่ SoftBank เป็นจริง ๆ คือ กลุ่มบริษัทเทคโนโลยีและการลงทุนระดับโลก ที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนนวัตกรรม ตั้งแต่ AI, หุ่นยนต์, ไปจนถึงสตาร์ตอัประดับยูนิคอร์นที่หลายคนใช้งานอยู่ทุกวันโดยไม่รู้ตัว

ในบทความนี้ เราจะพาคุณไปทำความรู้จักกับ SoftBank ให้ลึกขึ้น ว่าพวกเขาคือใคร มาจากไหน กำลังทำอะไรอยู่ และทำไมบริษัทที่ “ชื่อเหมือนธนาคาร” แห่งนี้ ถึงกลายเป็นหนึ่งในผู้เล่นสำคัญที่สุดของโลกเทคโนโลยี

จุดเริ่มต้นของ SoftBank

ย้อนกลับไปในปี 1981 ช่วงเวลาที่คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (Personal Computer : PC) ยังถือเป็นของใหม่ในสังคมญี่ปุ่น  เวลานั้นชายหนุ่มวัย 24 ปีที่ชื่อว่า Masayoshi Son (มาซาโยชิ ซน) ได้ก่อตั้งบริษัทเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในกรุงโตเกียวขึ้นมา โดยใช้ชื่อว่า “SoftBank” ซึ่งในตอนนั้นยังไม่มีใครคาดคิดเลยว่า ชื่อแปลกหูนี้จะกลายเป็นหนึ่งในบริษัทยักษ์ใหญ่ของโลกในอนาคต

 

Masayoshi Son ประธานและซีอีโอของ SoftBank : Forbes

 

Masayoshi Son ไม่ใช่ชาวญี่ปุ่นโดยกำเนิด เขาเป็นลูกหลานผู้อพยพชาวเกาหลีใต้ที่เติบโตในสังคมญี่ปุ่น ซึ่งในยุคนั้นคนเชื้อสายเกาหลีมักถูกมองเป็น “คนนอก” ทำให้เขาต้องเผชิญกับการกีดกันทางเชื้อชาติ การดูแคลน และระบบสังคมที่ไม่เปิดรับ แต่สิ่งที่ทำให้เขาแตกต่าง คือ “ความเชื่อมั่นในตัวเองอย่างแรงกล้า” กับความหลงใหลในเทคโนโลยีล้ำสมัย เขาเดินทางไปศึกษาต่อที่ University of California, Berkeley ประเทศสหรัฐอเมริกา และเริ่มเรียนรู้โลกของไมโครชิปและซอฟต์แวร์ด้วยตัวเอง ก่อนจะกลับมาญี่ปุ่นพร้อมความตั้งใจจะปฏิวัติตลาดเทคโนโลยีบ้านเกิด

SoftBank ในยุคเริ่มต้นไม่ได้เป็นอะไรที่หรูหราหรือเท่เกินตัว มันเป็นแค่บริษัทจัดจำหน่าย นิตยสารซอฟต์แวร์และคอมพิวเตอร์” ภายใต้ชื่อ SoftBank Publishing แต่ถึงจะเล็ก ซนกลับมองเห็น “คลื่นใหญ่” ที่กำลังจะมา เขาเชื่อว่าซอฟต์แวร์และคอมพิวเตอร์จะกลายเป็นสิ่งที่เปลี่ยนโลกและเขาต้องการให้บริษัทของเขาเป็น “คลังกลาง” สำหรับส่งต่อซอฟต์แวร์คุณภาพให้คนญี่ปุ่นนั่นคือที่มาของชื่อ “SoftBank” คำว่า “Soft” มาจาก software และ “Bank” ในที่นี้ไม่ได้แปลว่า “ธนาคาร” แต่หมายถึง “คลังรวบรวม” หรือ “ศูนย์กลางความรู้”

ในยุคแรกของการทำธุรกิจ SoftBank ประตูบานแรกของพวกเขาคือ นิตยสารเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ : SoftBank

ด้วยแนวคิดที่ไม่เหมือนใคร บวกกับความกล้าลงมือเร็ว ซนทำให้ SoftBank เติบโตจากบริษัทสื่อสิ่งพิมพ์ธรรมดา ๆ กลายเป็นหนึ่งในผู้จัดจำหน่ายซอฟต์แวร์รายใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น แต่เขาไม่หยุดอยู่แค่นั้น เพราะสิ่งที่เขาสนใจไม่ใช่แค่การขายซอฟต์แวร์  แต่คือการสร้างระบบนิเวศของเทคโนโลยีขึ้นมาในประเทศที่ยังเพิ่งเริ่มต้นสัมผัสคำว่า “ดิจิทัล”

จุดเปลี่ยน อินเทอร์เน็ต และการจับมือกับ Yahoo!

ช่วงกลางยุค 90 คือยุคที่อินเทอร์เน็ตเริ่มกลายเป็นคำที่คนทั่วโลกเริ่มพูดถึงแม้ญี่ปุ่นจะยังตามหลังสหรัฐอเมริกาอยู่หลายช่วงตัวในเรื่องการใช้งานออนไลน์ แต่ Masayoshi Son กลับมองเห็นโอกาสก่อนใคร เขาเชื่อว่า “ใครควบคุมโครงสร้างพื้นฐานของอินเทอร์เน็ตได้ก่อน คนนั้นจะกลายเป็นผู้นำแห่งยุคดิจิทัล

ในปี 1996 เขาจึงตัดสินใจครั้งใหญ่ด้วยการบินไปที่สหรัฐฯ เพื่อเจรจากับบริษัทเล็ก ๆ ที่เพิ่งตั้งขึ้นมาไม่กี่ปี นั่นคือ Yahoo! Inc. ในตอนนั้น Yahoo! เป็นเพียงเว็บไดเร็กทอรีที่รวมลิงก์เว็บไซต์ต่าง ๆ และเพิ่งเริ่มสร้างชื่อในหมู่ผู้ใช้ชาวอเมริกันแต่ซนกลับเห็นว่า Yahoo! จะกลายเป็น “ประตูแห่งโลกออนไลน์” และจะมีบทบาทสำคัญในอนาคต

เขาไม่ลังเลที่จะลงทุน และขอเป็นพันธมิตรร่วมกันตั้งบริษัทใหม่ในญี่ปุ่น ภายใต้ชื่อ Yahoo! Japan ซนให้เงินลงทุนเริ่มต้นกว่า 2 พันล้านเยน (4 ร้อยกว่าล้านบาท) และ SoftBank ถือหุ้นใหญ่ ผลลัพธ์ที่ได้คือ Yahoo! Japan กลายเป็นหนึ่งในเว็บที่ประสบความสำเร็จที่สุดในประวัติศาสตร์อินเทอร์เน็ตญี่ปุ่น ภายในเวลาไม่กี่ปี Yahoo! Japan ไม่เพียงเป็นเว็บไซต์ยอดนิยมอันดับ 1 แต่ยังขยายไปสู่บริการต่าง ๆ ทั้งข่าวสาร อีเมล การประมูลสินค้า และอีคอมเมิร์ซ

นี่คือช่วงเวลาที่ทำให้ชื่อ “SoftBank” เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นในระดับมหาชน ไม่ใช่แค่ในฐานะตัวแทนจำหน่ายซอฟต์แวร์อีกต่อไป แต่คือ “ผู้บุกเบิกวงการอินเทอร์เน็ตของญี่ปุ่น” ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ Masayoshi Son ไม่ใช่แค่ลงทุนเพื่อหวังผลตอบแทนระยะสั้น

Yahoo Japan เปิดตัวในเดือนมกราคมปี 1996 : SoftBank

แต่เขาเชื่อในศักยภาพของแพลตฟอร์มดิจิทัล และสร้างระบบนิเวศที่ Yahoo! Japan กลายเป็นหัวใจของอินเทอร์เน็ตในประเทศ สิ่งนี้สร้างรายได้มหาศาลให้กับ SoftBank และวางรากฐานสำคัญสำหรับการขยายเข้าสู่โลกของ “บริษัทโฮลดิ้งด้านเทคโนโลยี” ในเวลาต่อมา

Yahoo! Japan กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่ทำให้ SoftBank ไม่ใช่แค่บริษัทเทคโนโลยีระดับประเทศ แต่เริ่มขยับเข้าสู่ระดับ “ระดับภูมิภาค” และ “ระดับโลก” อย่างเงียบ ๆ

จากบริษัทเทคโนโลยี สู่กลุ่มทุนระดับโลก

หลังจากประสบความสำเร็จในโลกอินเทอร์เน็ตญี่ปุ่นผ่าน Yahoo! Japan แล้วSoftBank ก็เริ่มขยับบทบาทจาก “ผู้ให้บริการเทคโนโลยี” ไปสู่สิ่งที่ใหญ่กว่านั้น นั่นก็คือการปรับเปลี่ยนแนวทางการดำเนินธุรกิจไปเป็น “ผู้ลงทุนระดับโลก”

ในช่วงต้นยุค 2000 Masayoshi Son เริ่มแสดงให้โลกเห็นว่า เขาไม่ได้ต้องการเป็นแค่เจ้าของบริษัทเทคโนโลยีอีกต่อไปแต่ต้องการเป็นผู้ถือ “อำนาจควบคุม” ในระบบเศรษฐกิจใหม่ที่กำลังก่อตัวขึ้นจากพลังของอินเทอร์เน็ตวิธีคิดของเขาชัดเจน: ไม่ต้องเป็นเจ้าของทั้งหมด แต่ต้องถือหุ้นในอนาคตของโลก

หนึ่งในการตัดสินใจที่ “เปลี่ยนโชคชะตา” ของ SoftBank คือการลงทุนในบริษัทอีคอมเมิร์ซเล็ก ๆ ของจีนในปี 2000 บริษัทที่ชื่อว่า Alibaba ในเวลานั้น Alibaba ยังไม่มีใครรู้จักในระดับสากล เป็นแค่สตาร์ตอัปในห้องเล็ก ๆ ที่เมืองหางโจว แต่ Son เห็นบางอย่างในตัวของผู้ก่อตั้งอย่าง Jack Ma

แจ็ก หม่า และ มาซาโยชิ จับมือเป็นพันธมิตรกัน เมื่อครั้งที่ SoftBank ลงทุนใน Alibaba : SoftBank

โดยไม่ลังเล เขาเทเงินลงทุนประมาณ 20 ล้านดอลลาร์ (ราว 2 พันล้านเยนในขณะนั้น) ให้ Alibaba ซึ่งกลายเป็นการตัดสินใจที่คุ้มค่าที่สุดในชีวิตของเขา เพราะว่าในอีก 15 ปีต่อมา มูลค่าหุ้นของ SoftBank ใน Alibaba พุ่งสูงถึง 6 หมื่นล้านดอลลาร์ ถือเป็นหนึ่งในการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของวงการเทคโนโลยี

หลังจากนั้น SoftBank เริ่มเร่งเครื่องในฐานะ “กลุ่มทุน” เต็มตัว และในปี 2006 บริษัทเข้าซื้อกิจการของ Vodafone Japan ซึ่งเป็นผู้ให้บริการมือถือในญี่ปุ่น แล้วรีแบรนด์ใหม่เป็น SoftBank Mobile นี่คือการเข้าสู่ธุรกิจโทรคมนาคมอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งต่อมาจะกลายเป็นหนึ่งในแหล่งรายได้หลักของบริษัท

จากนั้นในปี 2013 SoftBank ทำการเทกโอเวอร์ Sprint Corporation ซึ่งเป็นโอเปอเรเตอร์มือถือรายใหญ่อันดับ 3 ของสหรัฐฯ นี่เป็นการเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการ แม้ดีลนี้จะมีความท้าทายสูง และสุดท้ายต้องขายกิจการ Sprint ทิ้งไปในปี 2020 หลังควบรวมกับ T-Mobile แต่มันก็แสดงให้เห็นถึงความทะเยอทะยานของซน และความกล้าในการ “คิดการใหญ่ระดับโลก

ในปี 2014 SoftBank ได้สร้างความฮือฮาในวงการเทคโนโลยีด้วยการเปิดตัวหุ่นยนต์ตัวหนึ่งที่ไม่เหมือนใครในเวลานั้น นั่นคือ “Pepper” หุ่นยนต์ที่ถูกออกแบบมาเพื่อ “เข้าใจอารมณ์มนุษย์”
ไม่ใช่แค่ยกของหรือทำงานหนัก แต่มีเป้าหมายเพื่อ “สร้างปฏิสัมพันธ์ที่เป็นมิตร”

Pepper หุ่นยนต์คล้ายมนุษย์ตัวแรกของโลกที่สามารถจดจำใบหน้าและอารมณ์ของมนุษย์ได้ : SoftBank

Pepper คือหุ่นยนต์ที่ SoftBank พัฒนาร่วมกับ Aldebaran Robotics บริษัทสัญชาติฝรั่งเศสที่ SoftBank เข้าซื้อกิจการในปี 2012 และต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น SoftBank Robotics ซึ่งกลายเป็นหน่วยงานหลัก ในการพัฒนาหุ่นยนต์ของกลุ่มบริษัท

ในปี 2016 SoftBank ทำให้โลกต้องจับตามองบริษัทโฮลดิ้งจากญี่ปุ่นรายนี้อีกครั้ง ด้วยการประกาศซื้อกิจการของ ARM Holdings บริษัทอังกฤษที่ออกแบบชิปเซตที่ใช้กันทั่วโลกดีลนี้มีมูลค่าสูงถึง 32,000 ล้านดอลลาร์ และตอกย้ำว่า SoftBank ต้องการวางรากฐานในระดับ “โครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีโลก” ไม่ใช่แค่เล่นอยู่ในด่านหน้าของตลาดอีกต่อไป

ปี 2016 SoftBank เข้าซื้อ ARM Holdings บริษัทออกแบบ Chip ของสหราชอาณาจักร : SoftBank

ทั้งหมดนี้คือภาพของ SoftBank ที่ไม่ใช่แค่ “บริษัทญี่ปุ่น” อีกต่อไป แต่คือ บริษัทระดับโลกที่ถือหุ้นในอนาคตของโลกดิจิทัล และเบื้องหลังทั้งหมด คือชายคนเดิม Masayoshi Son ผู้ไม่เคยหยุดเชื่อในอนาคต

โครงสร้างธุรกิจของ SoftBank Group

ถ้ามองจากภายนอก SoftBank อาจดูเหมือนบริษัทเดียวที่ทำหลายอย่าง แต่ในความจริงแล้ว SoftBank มีโครงสร้างการบริหารแบบ Holding Company อย่างชัดเจน หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ “บริษัทแม่ที่ถือหุ้นในบริษัทลูกหลายแห่ง” โดยไม่จำเป็นต้องลงมือไปทำธุรกิจเอง

ที่เรารู้จักกันในชื่อเต็มว่า SoftBank Group Corp. (SBG) คือบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นโตเกียว ซึ่งทำหน้าที่เป็น “บริษัทแม่” ที่ถือหุ้นในหลายธุรกิจหลักที่กระจายอยู่ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ทั้งในญี่ปุ่นและต่างประเทศ

การจัดโครงสร้างของ SoftBank โดยหลักแล้วแบ่งออกเป็น 3 แกนสำคัญ ได้แก่ ธุรกิจโทรคมนาคมภายในประเทศ, ธุรกิจการลงทุนระดับโลก และธุรกิจเทคโนโลยีขั้นสูงที่วางรากฐานสู่อนาคต

1. กลุ่มธุรกิจโทรคมนาคม SoftBank Corp.

 

Business Wire

นี่คือธุรกิจที่คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่คุ้นเคย เพราะ SoftBank Corp. เป็นผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ, อินเทอร์เน็ตบ้าน, ระบบคลาวด์ และโซลูชันสำหรับองค์กรในญี่ปุ่น บริษัทลูกนี้จดทะเบียนในตลาดหุ้นแยกต่างหาก และมีรายได้ที่ค่อนข้างมั่นคงจากผู้ใช้งานในประเทศนับสิบล้านราย

แม้จะดูธรรมดากว่าธุรกิจ AI หรือการลงทุนระดับโลก แต่ SoftBank Corp. กลับเป็น “เสาหลัก” ที่สร้างกระแสเงินสดจำนวนมหาศาลให้กับบริษัทแม่ ในปี 2023 เพียงปีเดียว SoftBank Corp. สร้างรายได้กว่า 5 ล้านล้านเยน (ประมาณ 1.1 ล้านล้านบาท) และทำกำไรได้ต่อเนื่องหลายปี

2. กลุ่มธุรกิจการลงทุน Vision Fund กองทุนที่ใหญ่ที่สุดในโลก

WSJ

นี่คือแกนธุรกิจสำคัญที่ทำให้ SoftBank เป็นข่าวใหญ่ระดับโลกอยู่บ่อย ๆ SoftBank Group บริหารกองทุนลงทุนในสตาร์ตอัปและเทคโนโลยีขั้นสูงภายใต้ชื่อ Vision Fund ซึ่งมีอยู่ 2 กองหลักคือ VF1 และ VF2 โดย VF1 ก่อตั้งขึ้นในปี 2017 ด้วยขนาดกองทุนที่ใหญ่ที่สุดในโลก (กว่า 100,000 ล้านดอลลาร์)

ภายหลังยังมีการจัดตั้งกองทุนอื่นเพิ่มเติม เช่น LatAm Fund ที่โฟกัสตลาดลาตินอเมริกา, SB Opportunity Fund ที่ลงทุนในผู้ประกอบการกลุ่มคนผิวสีในสหรัฐฯ และกองทุนรุ่นต่ออย่าง SVF Global และ SVF II ซึ่งเน้นเทคโนโลยีล้ำสมัยเช่นเดิม

Vision Fund มีบทบาทเป็นเหมือน “แขนขวาเชิงกลยุทธ์” ที่ช่วยให้ SoftBank เข้าไปถือหุ้นในบริษัทที่มีแนวโน้มเปลี่ยนโลก เช่น Uber, ARM, DoorDash, Grab, Coupang, WeWork, OpenAI และอีกหลายสิบบริษัททั่วโลก อย่างไรก็ตาม ผลประกอบการของ Vision Fund นั้นค่อนข้างมีความผันผวนสูง จากเดิมที่เคยทำกำไรระดับแสนล้านเยน ในช่วงปี 2022–2023 กลับมีการขาดทุนหนักจนกลายเป็นประเด็นในสื่อทั่วโลก

หากเล่าย้อนไปในช่วงต้นยุค 2000 คือบทที่ SoftBank เริ่มเข้าสู่เวทีโลก ช่วงหลังปี 2016 ก็คือจุดที่ Masayoshi Son เปลี่ยนบทบาทของตัวเองจากนักธุรกิจธรรมดา กลายเป็น “นักลงทุนในอนาคตของมนุษยชาติ”

ในปี 2017 เขาประกาศก่อตั้งกองทุนชื่อ Vision Fund ด้วยเม็ดเงินลงทุนรวมมูลค่ามหาศาลกว่า 100,000 ล้านดอลลาร์ ใช่ครับ  หนึ่งแสนล้าน! ซึ่งทำให้ Vision Fund กลายเป็น กองทุน Venture Capital ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก

แหล่งทุนไม่ได้มาจาก SoftBank เพียงลำพัง Son ได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรระดับประเทศอย่าง Public Investment Fund ของซาอุดีอาระเบีย, Mubadala ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, และกลุ่มทุนข้ามชาติอีกหลายราย ทุกคนต่างเชื่อใน “เรดาร์ของซน” ที่มักเห็นโอกาสก่อนคนอื่นเสมอ

กองทุนนี้มีเป้าหมายชัดเจน คือ ลงทุนในบริษัทเทคโนโลยีที่จะเปลี่ยนโลกภายใน 10-20 ปีข้างหน้า และภายในเวลาไม่นาน Vision Fund ได้เข้าไปถือหุ้นในสตาร์ตอัปชั้นนำมากมายที่คุณน่าจะคุ้นชื่อกันดี ไม่ว่าจะเป็น

  • Uber บริการเรียกรถที่เปลี่ยนพฤติกรรมคนทั่วโลก
  • WeWork พื้นที่ทำงานร่วมที่เคยถูกมองว่าเป็นอนาคตของรูปแบบการทำงาน
  • Coupang ยักษ์อีคอมเมิร์ซเกาหลีใต้ที่โตแบบพุ่งทะยาน
  • Grab, OYO, DoorDash, ARM (ต่อยอด) และอีกนับสิบบริษัท

ช่วงแรก SoftBank ดูเหมือนจะ “มาถูกทาง” ผลตอบแทนจากการลงทุนในบางบริษัทพุ่งกระฉูด รายได้ไตรมาสบางช่วงทะยานอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน Masayoshi Son เองก็พูดออกสื่อหลายครั้งว่า เขากำลัง “เดิมพันกับอนาคตของมนุษยชาติ” และเขาไม่ได้พูดเล่น แต่…อนาคตก็ไม่ได้สวยหรูเสมอไป เพราะความเสี่ยงที่มากับการ “คิดใหญ่” ก็มีขนาดมหึมาตามไปด้วย

ตัวอย่างที่ชัดที่สุด คือกรณีของ WeWork บริษัทที่ Vision Fund ทุ่มเงินไปมหาศาล หวังให้กลายเป็นผู้นำในอนาคตของการทำงาน แต่ปรากฏว่าเบื้องหลังธุรกิจกลับเต็มไปด้วยการบริหารที่ไม่โปร่งใส ซีอีโอมีพฤติกรรมแปลกประหลาด และโมเดลธุรกิจที่เปราะบางกว่าที่คิด สุดท้าย WeWork ต้องล้ม IPO และขาดทุนย่อยยับซนออกมายอมรับว่า นี่คือ “การตัดสินใจที่ผิด” ครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตนักลงทุนของเขา

ยังไม่พอ ปี 2022-2023 กลายเป็นช่วงวิกฤต หุ้นเทคโนโลยีทั่วโลกดิ่งลง หลายบริษัทที่ Vision Fund ลงทุนไว้เริ่มมีปัญหา SoftBank ต้องบันทึกตัวเลขขาดทุนกว่า 3.8 พันล้านดอลลาร์ ในไตรมาสเดียว ทำเอาสื่อหลายเจ้าเริ่มตั้งคำถามว่า Vision Fund กำลังจะ “ไปไม่รอด” หรือเปล่า?

แต่ Masayoshi Son ก็ยังเป็น Masayoshi Son แม้จะเจ็บหนัก แต่เขายังเชื่อในสิ่งที่ตัวเองทำอยู่
เขาบอกว่า “ตอนนี้อาจเป็นช่วงพักฟื้น…แต่ฉันยังไม่หมดไฟ”

3. กลุ่มเทคโนโลยีขั้นสูง ARM และ AI Infrastructure

ARM Holdings บริษัทด้านเทคโนโลยีซึ่งเชี่ยวชาญในการออกแบบ “สถาปัตยกรรมชิป” : Business Wire

SoftBank ยังถือครองบริษัทเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น ARM Holdings ซึ่งเป็นผู้พัฒนาสถาปัตยกรรมชิปที่ใช้ในสมาร์ตโฟนและอุปกรณ์ IoT ทั่วโลก ARM ถือเป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่สำคัญของ SoftBank และมีบทบาทยิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ในยุคที่ AI กลายเป็นหัวใจของทุกอย่าง

แม้ SoftBank จะนำ ARM เข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้น NASDAQ ในปี 2023 แต่บริษัทยังถือหุ้นใหญ่เกิน 90% และยังมีแผนจะใช้ ARM เป็นศูนย์กลางของโครงสร้างพื้นฐาน AI ในอนาคต

นอกจากนี้ SoftBank ยังประกาศโครงการระดับเมกะโปรเจกต์อย่าง Stargate Project ซึ่งเป็นการลงทุนในศูนย์ข้อมูล AI ขนาดยักษ์ ร่วมกับ OpenAI, Oracle และ NVIDIA โครงการนี้แสดงให้เห็นว่า SoftBank ไม่ได้เป็นแค่ “นักลงทุน” อีกต่อไป แต่เริ่มเป็น “ผู้สร้างระบบนิเวศ AI” อย่างจริงจัง

แนวทางการดำเนินธุรกิจของ SoftBank

ตั้งแต่เริ่มต้น SoftBank ไม่เคยเป็นบริษัทที่ “เล่นตามเกมตลาด” แต่เลือกจะ “สร้างเกมใหม่” ด้วยแนวคิดการลงทุนที่ดุดันและไม่กลัวความเสี่ยง

แนวทางของ SoftBank วางอยู่บนหลักการที่ชัดเจน 3 ข้อ ได้แก่

1. ใช้กลยุทธ์ “ลงทุนเชิงรุก” (Aggressive Investment)
SoftBank ไม่ได้ลงทุนแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่เลือกจะ “ใส่หนัก” ในธุรกิจที่เชื่อว่าจะเป็นอนาคตของโลกไม่ว่าจะเป็น Uber, WeWork, ARM, Grab, DoorDash หรือ ByteDance บริษัทมักลงทุนด้วยวงเงินที่สูงกว่ากลุ่มทุนทั่วไปหลายเท่าตัว และคาดหวังผลตอบแทนในระดับเปลี่ยนอุตสาหกรรม

2. ใช้โครงสร้างแบบ Holding Company เพื่อกระจายความเสี่ยง
SoftBank Group Corp. เป็นบริษัทแม่ที่ถือหุ้นในบริษัทลูกหลายกลุ่มทำให้สามารถบริหารพอร์ตการลงทุนได้หลากหลาย และแยกผลกระทบทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพบริษัทที่ทำกำไรมั่นคง เช่น SoftBank Corp. ในญี่ปุ่น ก็จะช่วยถ่วงดุลความเสี่ยงจากพอร์ตการลงทุนระดับโลกอย่าง Vision Fund

3. เน้นสร้าง Ecosystem มากกว่าการควบคุมแบบเบ็ดเสร็จ
SoftBank มองว่าโลกเทคโนโลยีจะเติบโตได้ดีเมื่อบริษัทต่าง ๆ เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายการลงทุนของ SoftBank จึงมักกระจายไปยังบริษัทที่เสริมกัน เช่น บริษัทโลจิสติกส์, AI, แพลตฟอร์ม, ชิป, และโครงสร้างพื้นฐานเป้าหมายไม่ใช่แค่เป็น “เจ้าของ” แต่เป็น “ผู้ออกแบบระบบนิเวศ”


กลยุทธ์การลงทุนแบบกล้าได้กล้าเสีย เดิมพันหนัก ก็เจ็บหนักไม่แพ้ใคร

SoftBank เป็นบริษัทที่ไม่ได้แค่ “ลงทุนไปเรื่อย ๆ” แต่ “ลงทุนแบบมีวิสัยทัศน์สุดขั้ว” กล้าเล่นเกมที่คนอื่นไม่กล้าแตะ และวางหมากล่วงหน้าในสิ่งที่ตลาดยังไม่เข้าใจแน่นอนว่าแนวทางแบบนี้ไม่ได้มีแต่แสงสว่าง ในหลายครั้งก็มาพร้อมกับมรสุมขนาดใหญ่

ลองมาดู ด้านมืดของกลยุทธ์ที่กล้าเสี่ยง ผ่าน 3 แกนสำคัญที่ส่งผลต่อโครงสร้างธุรกิจของ SoftBank อย่างลึกซึ้ง

 1. กล้าทุ่ม = กล้าเจ็บ พอร์ตการลงทุนสไตล์ “เทเต็มแม็กซ์”

SoftBank มีชื่อเสียงจากการ “ใส่เงินหนัก” ในสตาร์ตอัปที่ถูกคาดว่าจะกลายเป็นบริษัทระดับยูนิคอร์น หรือแม้แต่ Decacorn แนวคิดคือ การเข้าไปลงทุนเร็วและใหญ่จนสามารถถือหุ้นก้อนโตได้ตั้งแต่ต้น พร้อมช่วยผลักให้บริษัทเหล่านั้น “โตเร็วแบบก้าวกระโดด”

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือการลงทุนใน WeWork ที่ SoftBank อัดเงินรวมกว่า 18,000 ล้านดอลลาร์
พร้อมตั้งเป้าให้เป็นแพลตฟอร์มพื้นที่ทำงานระดับโลกแต่ปัญหาคือ WeWork ยังไม่มีโมเดลธุรกิจที่ทำกำไรจริง ขณะที่ผู้บริหารก็ใช้เงินอย่างไม่รอบคอบสุดท้ายบริษัทต้องล้มการ IPO และกลายเป็นหนึ่งในความผิดพลาดที่เจ็บที่สุดของ Vision Fund

กรณีคล้ายกันยังเกิดกับ OYO (อินเดีย) และ Katerra (ก่อสร้างในสหรัฐฯ) ซึ่งเติบโตแบบสตาร์ตอัป แต่โครงสร้างภายในยังไม่รองรับการขยายตัวระดับโลกSoftBank กลายเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในบริษัทที่ยัง “ไม่พร้อมโต” และพอเกมพัง ก็ตามมาเจ็บหนักตามกัน

2. พอร์ตกระจายทั่วโลก = เสี่ยงจากปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้

SoftBank อาจควบคุมกลยุทธ์ของตัวเองได้ แต่ควบคุม “โลก” ไม่ได้ และการที่บริษัทมีพอร์ตการลงทุนกระจายอยู่ในกว่า 30 ประเทศ ก็ทำให้ต้องรับผลกระทบจากปัจจัยมหภาคที่เหนือการควบคุม

เช่น ในปี 2022–2023 SoftBank เผชิญภาวะ ดอกเบี้ยขาขึ้น จากธนาคารกลางทั่วโลก, เงินเฟ้อสูง ที่บีบให้ผู้บริโภคลดการใช้จ่าย, และ ตลาดหุ้นเทคโนโลยีร่วงหนัก ส่งผลให้บริษัทในพอร์ต เช่น Grab, Coupang, Klarna และ ByteDance ถูกปรับลดมูลค่าประเมิน (valuation markdown) ทำให้ Vision Fund ต้องบันทึกขาดทุนทางบัญชีต่อเนื่อง

ปัญหานี้ทำให้มูลค่ารวมของกองทุนลดลงมหาศาลในเวลาเพียงไม่กี่ไตรมาส และสร้างคำถามจากนักวิเคราะห์ว่า โมเดล “เติบโตอย่างเดียวโดยยังไม่ทำกำไร” ยังใช้งานได้จริงหรือไม่ ในยุคที่ตลาดเริ่มหันกลับมาสนใจ “ผลประกอบการ”

 3. “เงินเยอะเกินไป” ก็กลายเป็นกับดัก ความเสี่ยงจาก Overfunding

อีกหนึ่งปัจจัยที่นักวิเคราะห์จำนวนมากวิจารณ์คือ SoftBank อาจ “ใจกว้างเกินไป” กับบริษัทในพอร์ต เพราะเมื่อสตาร์ตอัปได้เงินมากเกินจำเป็น มันกลับทำให้ “ขาดวินัยทางธุรกิจ” และหลงทางจากเป้าหมายเดิม

●      บริษัทบางแห่งขยายทีมเร็วเกินไป

●      ลุยหลายตลาดพร้อมกันโดยไม่มีความสามารถในการจัดการ

●      เผาเงินกับการทำโปรโมชั่น การตลาด และการซื้อฐานลูกค้าแบบไม่คำนวณ ROI

การ overfund แบบนี้ทำให้หลายบริษัทโตแบบ “ไม่ยั่งยืน” และพอเงินไหลเข้าไม่ต่อเนื่อง ก็เริ่มล้มเป็นโดมิโน อย่างกรณีของ Zume (หุ่นยนต์ทำพิซซ่า), Katerra, และบางส่วนของ OYO ล้วนเป็นตัวอย่างของการ overfund ที่ไม่ได้สร้างระบบนิเวศธุรกิจแข็งแรงพอ และทำให้ SoftBank ต้องตัดขาดทุนในท้ายที่สุด

คู่แข่งของ SoftBank ใครคือผู้เล่นในสมรภูมิเดียวกัน?

แม้ SoftBank จะไม่ใช่บริษัทเทคโนโลยีที่ผลิตสินค้าโดยตรงแต่ในฐานะ “นักลงทุนเชิงกลยุทธ์” และ “ผู้สร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI”SoftBank ต้องแข่งขันกับกลุ่มทุนและบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกที่มีวิสัยทัศน์และเม็ดเงินมหาศาลไม่แพ้กัน โดยคู่แข่งของ SoftBank สามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้อย่างชัดเจน คือ “กลุ่มทุนระดับโลก” และ “บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยี

1. กลุ่มทุนข้ามชาติ The Giants of Capital

ในโลกของการลงทุนในสตาร์ตอัป SoftBank ต้องเผชิญหน้ากับกลุ่มทุนข้ามชาติที่มีบทบาทใกล้เคียงกัน เช่น

  • Sequoia Capital
  • Andreessen Horowitz (a16z)
  • Tiger Global Management
  • Temasek (ของสิงคโปร์)
  • Public Investment Fund (PIF) ของซาอุดีอาระเบีย (ซึ่งเคยเป็นนักลงทุนหลักใน Vision Fund)

บริษัทเหล่านี้มีเครือข่ายกว้างและประสบการณ์การลงทุนเฉพาะด้านบางรายเน้นเทคโนโลยีผู้บริโภค บางรายเน้น Deep tech และบางรายถือครองพอร์ตที่มีความหลากหลายกว่าของ SoftBank

อย่างไรก็ตาม SoftBank มีจุดเด่นที่แตกต่าง คือ “ลงทุนหนักในเวลาสั้น” พร้อมสนับสนุนให้บริษัทเป้าหมายขยายตัวอย่างรวดเร็วในหลายตลาดซึ่งแม้จะเสี่ยงกว่า แต่ก็ให้ผลตอบแทนสูงเมื่อสำเร็จ

2. ยักษ์เทคโนโลยีที่ลงทุนแบบ VC คู่แข่งและพันธมิตรในเวลาเดียวกัน

นอกจากกลุ่มทุนแล้ว SoftBank ยังต้องแข่งขันกับบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีที่มีวิสัยทัศน์คล้ายกัน และเริ่มเข้ามาทำหน้าที่เป็นนักลงทุนเหมือน Venture Capital ด้วยตนเอง ได้แก่

  • Alphabet (Google) ผ่าน Google Ventures และ CapitalG
  • Amazon ที่ลงทุนในโลจิสติกส์ AI และ cloud infrastructure
  • Microsoft โดยเฉพาะบทบาทใน OpenAI และ cloud ecosystem
  • Tencent ที่มีพอร์ตสตาร์ตอัปในเอเชียมากมาย
  • Intel Capital ที่เน้นลงทุนด้านชิปและ deep tech

บริษัทเหล่านี้มีความได้เปรียบจากการมี “สินค้าจริง” ในมือและสามารถใช้ฐานธุรกิจของตัวเองสนับสนุนการเติบโตของสตาร์ตอัปที่ลงทุนไป แตกต่างจาก SoftBank ที่ไม่มีธุรกิจผู้บริโภคโดยตรงจึงต้องสร้าง ecosystem ผ่านความร่วมมือภายนอกมากกว่า

เปรียบเทียบ SoftBank vs. คู่แข่งในโลกการลงทุนเทคโนโลยี

รายชื่อบริษัท ประเภทองค์กร เม็ดเงินลงทุนรวม* จุดแข็งหลัก จุดอ่อน/ความท้าทาย
SoftBank Tech Holding VC $140B+ (VF I & II) ลงทุนเร็ว หนัก สร้าง ecosystem รอบตัวเอง ความเสี่ยงจาก overfunding และตลาดโลก
Sequoia Capital VC ดั้งเดิม $80B+ คัดเลือกสตาร์ตอัปเฉียบคม ผลตอบแทนยั่งยืน ไม่ได้ลงทุนแบบ aggressive เหมือน SoftBank
Andreessen Horowitz VC ด้านเทคโนโลยี $35B+ ชำนาญใน blockchain, AI, SaaS มีภาพเป็น niche VC มากกว่า mass VC
Microsoft Tech Giant $10B+ (ใน OpenAI) มีผลิตภัณฑ์จริง ใช้ AI ขับเคลื่อน Azure มีข้อจำกัดด้านกฎระเบียบในหลายประเทศ
Alphabet (GV/CapitalG) Tech Giant VC $10B+ ใช้ฐานข้อมูล Google สนับสนุนการเติบโตสตาร์ตอัป กระจายการลงทุนมาก อาจขาดความชัดเจนเชิงกลยุทธ์
Tencent Tech Giant $100B+ (portfolio value) ครองตลาดจีน-เอเชีย มี ecosystem ในมือ พึ่งพาตลาดจีนสูง เสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์

 

จากบริษัทลงทุน สู่ผู้วางโครงสร้างของยุค AI

ในช่วงกว่าสองทศวรรษที่ผ่านมา SoftBank มักถูกพูดถึงในฐานะนักลงทุนรายใหญ่ที่ “มองไกลกว่าใคร” โดยเฉพาะในโลกของสตาร์ตอัปและเทคโนโลยีผู้บริโภค อย่างไรก็ตาม จากบทเรียนที่สะสมมา โดยเฉพาะวิกฤตของ Vision Fund และแรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลงของตลาดโลก ทำให้ Masayoshi Son และทีมผู้บริหารของ SoftBank เริ่มมองไปไกลกว่าเดิมอีกขั้น  ไม่ใช่แค่การลงทุนในบริษัทเปลี่ยนโลก แต่เป็นการลงมือสร้าง “โครงสร้างพื้นฐานของโลกใหม่” ขึ้นมาด้วยตัวเอง

Masayoshi Son กล่าวอย่างชัดเจนในการแถลงผลประกอบการปี 2023 ว่า “เรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคของ AGI (Artificial General Intelligence)” ซึ่งไม่ใช่แค่ AI แบบที่มีอยู่ในปัจจุบัน แต่คือปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถคิดวิเคราะห์และเรียนรู้ได้เหมือนมนุษย์ทุกประการ SoftBank จึงวางตำแหน่งใหม่ให้กับตัวเอง จาก “ผู้ลงทุน” กลายเป็น “ผู้วางระบบนิเวศ” ให้ AI ของโลกได้เติบโต

Stargate Project อินฟราสตรักเจอร์ AI ระดับจักรวาล

หนึ่งในโครงการที่สะท้อนภาพการเปลี่ยนผ่านนี้อย่างชัดเจน คือ Stargate Project แผนพัฒนาเครือข่าย AI Data Center ขนาดมหึมาที่มีศักยภาพสูงที่สุดในโลก SoftBank ไม่ได้ทำโครงการนี้คนเดียว แต่ร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลกอย่าง OpenAI, Oracle และ NVIDIA เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถรองรับการประมวลผลของ AGI และระบบ AI เชิงพาณิชย์ในระดับโลกได้อย่างแท้จริง

โครงการนี้ตั้งเป้าการลงทุนรวมสูงถึง 500,000 ล้านดอลลาร์ และไม่ได้เป็นเพียงแค่ศูนย์ข้อมูลธรรมดา แต่จะกลายเป็น “สมองกลางของโลก AI” เชื่อมต่อระบบประมวลผล จัดเก็บข้อมูล และฝึกโมเดล AI ขนาดใหญ่ โดยมีพันธมิตรด้านซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ทำงานร่วมกันภายใต้ระบบนิเวศเดียวกัน

การถือหุ้นใน OpenAI การเดิมพันกับขุมพลังแห่งอนาคต

SoftBank ยังแสดงความตั้งใจชัดเจนว่า ต้องการเป็นผู้ถือหุ้นรายสำคัญของ OpenAI บริษัทเบื้องหลัง ChatGPT ที่เป็นผู้นำด้าน AI ระดับโลกในปัจจุบันตามรายงาน SoftBank วางแผนลงทุนสูงถึง 40,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อเข้าไปถือหุ้นใน OpenAI โดยหวังว่าจะเป็น “เจ้าของอนาคต” ในยุคที่ AI ไม่ได้เป็นแค่เครื่องมือแต่กลายเป็นแพลตฟอร์มหลักในการดำเนินชีวิตและเศรษฐกิจ

หากดีลนี้ประสบความสำเร็จ SoftBank จะกลายเป็นหนึ่งในผู้มีอิทธิพลต่อทิศทางการพัฒนา AI ระดับโลก เทียบชั้นกับ Microsoft ที่ถือหุ้นและเป็นพันธมิตรเชิงลึกกับ OpenAI มาอย่างต่อเนื่อง 

ARM + AI เมื่อสถาปัตยกรรมชิปกลายเป็นรากฐานของโลกใหม่

อีกหนึ่งทรัพย์สินเชิงกลยุทธ์ที่ SoftBank ถืออยู่คือ ARM Holdings บริษัทที่ออกแบบสถาปัตยกรรมชิปซึ่งถูกใช้งานในสมาร์ตโฟนและอุปกรณ์อัจฉริยะทั่วโลก SoftBank เข้าซื้อ ARM ในปี 2016 และยังถือหุ้นมากกว่า 90% แม้ ARM จะเข้าจดทะเบียนในตลาด NASDAQ ไปแล้วก็ตาม

ARM ไม่ได้ผลิตชิปเอง แต่เป็นเจ้าของสิทธิบัตรและมาตรฐานการออกแบบซึ่งเป็นหัวใจของการพัฒนาชิปในยุค AI ที่ต้องการประสิทธิภาพสูงและพลังงานต่ำ SoftBank วางแผนจะต่อยอด ARM ให้กลายเป็นศูนย์กลางด้านฮาร์ดแวร์ AI ที่เชื่อมต่อกับโครงการ Stargate และระบบนิเวศ AI ในระดับอุตสาหกรรม

หากเราจะต้องสรุปอะไรบางอย่างถึง SoftBank ก็ต้องบอกว่าพวกเขาไม่ใช่บริษัทที่สร้างเครือข่ายโทรศัพท์หรือขายระบบปฏิบัติการแต่เป็นบริษัทที่อยู่ “เบื้องหลัง” ระบบเศรษฐกิจดิจิทัลของโลกผ่านบทบาทของนักลงทุนเชิงกลยุทธ์ที่ไม่เคยกลัวการคิดใหญ่

จากจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ในญี่ปุ่น SoftBank เติบโตขึ้นมาด้วยความเชื่อว่านวัตกรรมคือพลังที่เปลี่ยนแปลงโลกได้จริง ไม่ใช่แค่คำโฆษณาพวกเขาเคยถูกมองว่า “บ้าบิ่น” กับการลงทุนหลายหมื่นล้านดอลลาร์ ในบริษัทที่ยังไม่มีรายได้ แต่เมื่อหลายบริษัทเหล่านั้นกลายเป็นยูนิคอร์นโลกก็เริ่มหันกลับมามองพวกเขาด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป

วันนี้ SoftBank ไม่ได้พอใจกับแค่การเป็น “เจ้าของสตาร์ตอัป” อีกต่อไปแต่กำลังลงมือสร้างโครงสร้างพื้นฐานของโลกยุค AGI ด้วยตัวเองผ่านการสร้าง Data Center ระดับมหภาค, การถือหุ้นใน OpenAI และการควบคุมสถาปัตยกรรมชิปของ ARM ซึ่งเป็นหัวใจของอุปกรณ์ AI เส้นทางนี้อาจไม่ใช่ทางที่ปลอดความเสี่ยง แต่แน่นอนว่าเป็น “ทางที่ไม่ธรรมดา”เพราะถ้าอยากเปลี่ยนโลก…คุณคงไม่สามารถเดินในเส้นทางเดิมได้

SoftBank จึงไม่ได้เป็นแค่บริษัทเทคโนโลยี ไม่ใช่แค่ VC ธรรมดา และไม่ใช่ธนาคารอย่างที่ชื่ออาจจะทำให้เข้าใจผิดแต่ คือ “วิสัยทัศน์และความเชื่อที่กลายมาเป็นบริษัท” และเป็นองค์กรที่เชื่อว่าอนาคตไม่ได้มาโดยบังเอิญ แต่มันถูกสร้างขึ้นด้วยมือของคนที่กล้าที่จะลงมือทำ

.

เรื่อง: ณัฐศกรณ์ แสงลับ

.

อ้างอิง

https://www.investopedia.com/news/what-softbank/

https://group.softbank/en/philosophy/history

https://www.entrepreneur.com/en-in/news-and-trends/softbanks-journey-from-towering-achievements-to/343581

https://balancingeverything.com/all-about-softbank-group/

https://group.softbank/en/philosophy/identity

https://www.softbank.jp/en/corp/aboutus/

https://www.softbank.jp/en/corp/ir/policy/strategy/

https://visionfund.com/portfolio

https://www.arm.com/company/investors

.

องค์กรสะท้านโลก EP.1 : NVIDIA บริษัทกราฟิกการ์ดเบอร์ 1 ของโลกทำธุรกิจอย่างไรให้มูลค่าโตล้านล้านดอลลาร์

องค์กรสะท้านโลก EP.2 : SoftBank ชื่อเหมือนแบงก์ แต่ไม่ใช่แบงก์ เริ่มจากทำนิตยสารคอมพิวเตอร์ แต่กลายเป็นเจ้าอาณาจักรเทคโนโลยี


ติดตามนิตยสาร Marketeer ฉบับดิจิทัล
อ่านได้ทั้งฉบับ อ่านได้ทุกอุปกรณ์ พกไปไหนได้ทุกที
อ่านบน meb : Marketeer