ย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ. 2523 ประมุขพิสิฐ อัจฉริยะฉาย คือชายหนุ่มคนหนึ่งจากจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ได้มาเริ่มต้นทำธุรกิจที่ริมทะเลหาดกะตะ จังหวัดภูเก็ต

เขาผู้ไม่มีประสบการณ์ด้านโรงแรม ไม่มีเงินกู้จากธนาคาร มีแค่ใจของนักเดินทางที่ต้องการเรียนรู้ และ “บังกะโลไม้ไผ่ 9 หลัง” ราคา 40 บาทต่อหลังต่อคืน ที่เช่าต่อจากเจ้าของเดิมมาบริหารจัดการเอง

8 ปีผ่านไป บังกะโล 9 หลังกลายเป็น 80 หลัง ใช้ชื่อว่า “กะตะอินน์” ที่จ้างชาวบ้านละแวกนั้นมาก่อสร้างร่วมกัน และไม่เคยพึ่งเงินธนาคารแม้แต่บาทเดียว

แต่จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่เกิดขึ้น เมื่อวันหนึ่งมีคนเดินเข้ามาหาเขาที่บังกะโล ชายคนนั้นคือ “คุณเล็ก – เพิ่มพูน ไกรฤกษ์” จากธนาคารไทยพาณิชย์
“ผมชอบที่คุณทำมากเลยครับ อยากให้มาเป็นลูกค้า SCB ถ้าต้องการเงินทุน เราพร้อมสนับสนุน”

เขายิ้ม พร้อมตอบกลับอย่างตรงไปตรงมา

“ตอนนี้ผมยังเช่าที่อยู่ จะกู้ก็ไม่ได้หรอก…แต่ถ้าสักวันผมได้เป็นเจ้าของที่ดินตรงนี้ สัญญาได้ไหมว่า SCB จะให้ผมกู้?”
คุณเล็กยิ้มกลับทันที “ได้เลยครับ…ผมสัญญา”

หลายปีผ่านไป ประมุขพิสิฐทำงานหนักจนสามารถซื้อที่ดินผืนนี้ได้จริง ด้วยราคาสูงถึง 68 ล้านบาท ในพื้นที่ประมาณ 10 ไร่ครึ่ง ซึ่งนับว่าแพงมากในยุคนั้น แต่เจ้าของที่ดินก็มั่นใจว่าเขาต้องซื้อแน่นอน เพราะมีบังกะโลให้เช่าอยู่แล้วถึง 80 หลัง
ไทยพาณิชย์ก็ใจถึงทำตามสัญญา ยื่นมือเข้ามาให้เงินทุนก้อนใหญ่ทันที

“พอได้ที่ดินมา ผมตัดสินใจครั้งใหญ่ รื้อทุกอย่างทิ้งหมด เพราะรู้ดีว่า ถ้าไม่ทุบทำใหม่ รายได้จะไม่มีวันคุ้มทุน แล้วสร้าง ‘โรงแรมตัวตึก’ แห่งแรกขึ้นมาคือ โรงแรมกะตะ บีช รีสอร์ท”

ระหว่างก่อสร้างจะเจออุปสรรค ผมก็ยังตัดสินใจแก้แบบจาก 173 ห้อง เพิ่มเป็น 300 ห้องทันที เพราะรู้สึกว่า ที่ดินสวยขนาดนี้ ถ้าเราไม่ทำผิดกฎหมายสิ่งปลูกสร้าง สร้างเต็มที่ไปเลย จะได้ไม่เสียโอกาส

20 ปีแรกในการทำโรงแรม ต้องบอกว่า “ล้มลุกคลุกคลาน” ทั้ง Y2K ปี 1999, ไข้หวัดนก, สึนามิ และที่รุนแรงที่สุดคือโควิด-19 แต่เราก็ “อยู่รอด” มาได้ทุกครั้ง

ปัจจุบัน เขามีโรงแรมในเครือทั้งหมด 9 แห่ง รวมกว่า 2,200 ห้อง ใน 4 จังหวัดภาคใต้ คือ ภูเก็ต กระบี่ พังงา สุราษฎร์ธานี โดยแต่ละโรงแรมมีคอนเซ็ปต์ชัดเจน และเจาะกลุ่มลูกค้าที่แตกต่างกัน

แต่สิ่งที่เขาให้ความสำคัญสูงสุด คือวิกฤตระดับโลกจากปัญหาสิ่งแวดล้อม และนั่นคือเหตุผลที่เขามุ่งมั่นผลักดันให้กะตะกรุ๊ปเดินหน้าสู่การเป็นโรงแรมสีเขียวอย่างจริงจัง ทั้งการประหยัดพลังงาน  ดูแลสิ่งแวดล้อม และการอยู่ร่วมกับชุมชนอย่างยั่งยืน

ไม่เพียงเพื่อโลก แต่เพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคงในระยะยาว เพราะนักท่องเที่ยวยุคใหม่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้น และแม้แต่บนเวทีโรดโชว์ในต่างประเทศ ประเด็นนี้ก็กลายเป็นหัวใจสำคัญในการดึงดูดความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั่วโลก

“บียอนด์ กะตะ” เป็น Flagship ของการจัดการเพื่อความยั่งยืน

เมื่อเดินเข้ามาในโรงแรมบียอนด์ กะตะ  Marketeer  จะพบล็อบบี้ที่เชื่อมต่อกับโซนห้องอาหารขนาดใหญ่แบบเปิดโล่ง หลังคาเป็นกระจกใสรับแสงธรรมชาติเต็มที่ โดยไม่มีการใช้แอร์หรือเปิดไฟในเวลากลางวัน แม้แขกคนไทยบางส่วนจะรู้สึกร้อนเพราะไม่ชินกับล็อบบี้ที่ไม่เย็นจัด แต่ไม่เป็นปัญหา เพราะแขกส่วนใหญ่ของกะตะกรุ๊ปเป็นชาวต่างชาติ

นอกจากนี้ ยังติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาพื้นที่ประมาณ 3 ไร่ เพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงานอีกทางหนึ่ง

“บียอนด์ กะตะ สามารถประหยัดเงินได้ประมาณ 145,000 บาทต่อเดือน ด้วยการออกแบบที่ถูกต้อง และตั้งแต่สร้างมา 35 ปีแล้ว เซฟเงินในเรื่องประหยัดไฟไปได้ประมาณ 60 ล้านบาท”

เป็นเพียง 2 เรื่องง่าย ๆ ที่มองเห็นด้วยตา แต่ยังมีเรื่องราวอีกมากมาย เช่น อาหารบุฟเฟ่ต์ที่เหลือจะมีการเก็บใส่กล่องอย่างดี แล้วก็ส่งให้กับคนยากจนผ่านมูลนิธิที่เรียกว่า SOS

น้ำทุก ๆ หยดในโรงแรมจะถูกรีไซเคิล นำกลับมาใช้ใหม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งน้ำที่ถูกรีไซเคิลที่นำกลับมาประมาณ 3,000 กว่าคิว ประหยัดเงินถึง 347,000 บาทต่อเดือนเช่นกัน

ขยะเปียกทั้งหมดของโรงแรมถูกใส่เข้าไปในเครื่องรถขยะเปียก แล้วก็ผลิตออกมาเป็นปุ๋ย

ขวดน้ำ แก้วน้ำ ทุกอย่างในโรงแรมจะเป็นแก้ว ลดการใช้พลาสติก

การจัดซื้อจะต้องเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นเบอร์ 5 ฉลากสีเขียว eco-friendly และ No Plastic No Foam

หรือในเรื่องของการให้คูปองแลกเครื่องดื่มกับแขกที่เลือกไม่เปลี่ยนผ้าปูหรือผ้าเช็ดตัวระหว่างเข้าพัก เป็นหนึ่งในแนวทางที่หลายโรงแรมใช้เพื่อลดการใช้น้ำ ไฟ และสารเคมีจากการซักผ้า หลายคนอาจไม่เคยคิดว่าโรงแรมซักผ้าหลายร้อยชุดต่อวัน การลดซักแม้เพียงบางห้องจึงช่วยลดต้นทุนและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้มาก แลกเบียร์มูลค่าประมาณ 30 บาท อาจดูเล็กน้อย แต่ช่วยสร้างแรงจูงใจและความร่วมมือจากแขกได้อย่างดี

“เป้าหมายต่อไปของกะตะกรุ๊ป คือการเป็น Best Practice ของภูเก็ตอย่างแท้จริง เราไม่ต้องการเป็นแค่ผู้ประกอบการโรงแรม โดยพร้อมแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ให้กับโรงเรียน มหาวิทยาลัย ชุมชน และผู้ประกอบการรายอื่น ๆด้วย”

ล่าสุดได้ก่อตั้ง “มูลนิธิ” ซึ่งจะทำให้ขับเคลื่อนเรื่องเหล่านี้ได้เร็วขึ้นและยั่งยืนยิ่งขึ้น

กะตะกรุ๊ปตอกย้ำด้วยรางวัลเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมที่เครือแห่งนี้ได้รับ มาทั้งหมดแล้ว 57 รางวัล รางวัลที่เป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่งก็คือ TravelLife Gold ซึ่งเป็นรางวัลที่อินเตอร์เนชันแนลทั่วโลกยอมรับ

ท่ามกลางโลกที่ร้อนขึ้น และพฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนแปลงไป ประมุขพิสิฐ  เชื่อว่าโรงแรมที่รอดจึงไม่ใช่โรงแรมที่ใหญ่ที่สุด
แต่คือโรงแรมที่ “กล้าเปลี่ยน” และ “กล้ายืนหยัดเคียงข้างโลก” ได้มากที่สุด ♦


ติดตามนิตยสาร Marketeer ฉบับดิจิทัล
อ่านได้ทั้งฉบับ อ่านได้ทุกอุปกรณ์ พกไปไหนได้ทุกที
อ่านบน meb : Marketeer