ไม่ว่าสินค้าจะเป็นน้ำผลไม้แฟลชแพ็ค หรือเสื้อยืดลิมิเต็ดจากแบรนด์สตรีทแฟชั่นชื่อดัง ทุกผลิตภัณฑ์ล้วนมี “วงจรชีวิต” ที่นักการตลาดต้องเข้าใจ และใช้กลยุทธ์ให้เหมาะกับแต่ละช่วง วงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ หรือ Product Life Cycle (PLC) แบ่งออกเป็น 4 ช่วงหลัก ได้แก่ แนะนำ เติบโต อิ่มตัว และถดถอย โดยแต่ละช่วงมีลักษณะเฉพาะ ทั้งด้านยอดขาย ต้นทุน กำไร และพฤติกรรมผู้บริโภค

ช่วงที่ 1: แนะนำสินค้า (Introduction Stage)

วางรากฐานให้แข็งแรงก่อนโตแรง

ช่วงแนะนำสินค้าเป็นช่วงที่บริษัทเพิ่งเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่เข้าสู่ตลาด ยอดขายยังต่ำ ต้นทุนต่อหน่วยสูง และกำไรยังไม่เกิด เพราะต้องใช้เงินจำนวนมากกับการโฆษณา สร้างการรับรู้ และดึงให้ผู้บริโภคทดลองใช้ สินค้าจะอยู่ในเวอร์ชันพื้นฐาน เน้นขายให้กลุ่มแรกที่ชอบลองของใหม่ (Innovators)

หากเป็นแบรนด์เครื่องสำอางหน้าใหม่ เช่น สกินแคร์สูตรธรรมชาติ แบรนด์อาจต้องลงทุนแจกเทสเตอร์ในร้านมัลติแบรนด์ หรือลงคลิปรีวิวผ่านอินฟลูเอนเซอร์ เพื่อดึงความสนใจของผู้บริโภคกลุ่มแรก

สำหรับผู้นำตลาดที่เข้าก่อนใคร กลยุทธ์เปิดตัวต้องสอดคล้องกับภาพลักษณ์สินค้าในระยะยาว อย่าหวังทำยอดแบบเร่งด่วนเกินไป เพราะอาจเสียโอกาสสร้างแบรนด์ระยะยาว

ช่วงที่ 2: เติบโต (Growth Stage)

ขยายตลาด เร่งโต และเริ่มมองหากำไร

เมื่อผู้บริโภคเริ่มยอมรับสินค้า ยอดขายจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว กลุ่มผู้ซื้อขยายจากกลุ่มแรกสู่กลุ่มตามกระแส (Early adopters) และเริ่มเกิดการบอกต่อ การแข่งขันก็เริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้น คู่แข่งเข้าสู่ตลาดด้วยสินค้าคล้ายกัน ทำให้บริษัทต้องพัฒนาฟีเจอร์ใหม่ เพิ่มขนาด บรรจุภัณฑ์ หรือสูตรพิเศษ เช่น น้ำผลไม้เพิ่มวิตามิน หรือโยเกิร์ตแบบโปรตีนสูงเพื่อเจาะตลาดสายสุขภาพ

ในช่วงนี้ กำไรเริ่มเพิ่มขึ้นเพราะต้นทุนเฉลี่ยต่อหน่วยลดลง แต่แบรนด์ก็ต้องลงทุนต่อเนื่องในด้านคุณภาพ การกระจายสินค้า และการส่งเสริมการขาย เพื่อเร่งขยายส่วนแบ่งตลาดให้ได้มากที่สุดก่อนถึงจุดอิ่มตัว

ช่วงที่ 3: อิ่มตัว (Maturity Stage)

สร้างความต่างและยืดอายุแบรนด์ให้นานที่สุด

เมื่อสินค้าขยายตลาดจนเต็มที่แล้ว ยอดขายจะเริ่มคงที่หรือชะลอตัว การแข่งขันรุนแรงขึ้น กำไรเริ่มลดลง แบรนด์ที่อยู่รอดในช่วงนี้มักเป็นรายใหญ่ที่มีฐานลูกค้าชัดเจน เช่น แบรนด์เครื่องดื่มชูกำลังที่มีภาพลักษณ์เข้มแข็ง หรือแบรนด์เสื้อผ้าที่มีฐานแฟนเหนียวแน่น

ในช่วงนี้ นักการตลาดต้องเน้น “การปรับ” 3 มิติหลักเพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาดและยืดอายุแบรนด์

  1. ปรับตลาด (Modifying the Market) เช่น แบรนด์เครื่องสำอางที่เคยเน้นผู้หญิง อาจพัฒนาไลน์ใหม่สำหรับผู้ชาย เช่น ครีมบำรุงผิวหรือผลิตภัณฑ์กันแดด เพื่อเจาะกลุ่มใหม่
  2. ปรับผลิตภัณฑ์ (Modifying the Product) เช่น แบรนด์เครื่องดื่มน้ำผลไม้เปลี่ยนฝาขวดให้พกพาสะดวกขึ้น หรือเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์เป็นกระดาษรีไซเคิลเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภครักษ์โลก
  3. ปรับส่วนผสมการตลาด (Modifying the Marketing Mix) เช่น เปลี่ยนแคมเปญโฆษณาให้ทันยุค หรือขยายไปยังช่องทางใหม่อย่าง TikTok Shop, GrabMart, หรือแอปพลิเคชันคูปอง

ช่วงที่ 4: ถดถอย (Decline Stage)

รีดกำไรสุดท้าย หรือรีแบรนด์ให้กลับมาโตใหม่

เมื่อความนิยมลดลงต่อเนื่อง สินค้าเข้าสู่ช่วงถดถอย หากต้นทุนเริ่มสูงกว่ารายได้ แบรนด์ต้องเลือกว่าจะ “ถอน” หรือ “เปลี่ยน” ถ้ายังมีลูกค้ากลุ่มเฉพาะที่ภักดีอยู่ อาจลดรุ่นสินค้าให้เหลือเฉพาะตัวที่ยังขายได้ เช่น ร้านเสื้อผ้าแฟชั่นฤดูกาลเก่าอาจลดเหลือเพียงคอลเลกชันเบสิคตลอดปี พร้อมขายเฉพาะช่องทางออนไลน์

ในบางกรณี แบรนด์ที่อยู่ในช่วงถดถอยสามารถฟื้นตัวได้ด้วยการ “รีแบรนด์” เช่น แบรนด์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่ออกแพ็กเกจใหม่ รสชาติใหม่ และโปรโมตผ่านครีเอเตอร์รุ่นใหม่บน TikTok หรือแบรนด์เครื่องดื่มเก่าที่กลับมาในฐานะ “วินเทจ” หรือ “สูตรต้นตำรับ”

สินค้าอาจตาย แบรนด์ไม่จำเป็นต้องตาย

ประเด็นสำคัญคือ วงจรชีวิตผลิตภัณฑ์มีจุดเริ่มต้นและจุดจบ แต่ “แบรนด์” สามารถอยู่ต่อได้หากรู้จักปรับตัว โดยเฉพาะในธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงเร็วอย่างอาหาร เครื่องดื่ม เสื้อผ้า และเครื่องสำอาง การคิดนอกกรอบ พัฒนาสินค้าใหม่ และกล้าทดลองตลาดใหม่ คือหัวใจของการอยู่รอดในระยะยาว

บางแบรนด์อาจอยู่ในช่วงถดถอยแต่ยังครองใจผู้บริโภคเฉพาะกลุ่ม บางแบรนด์อาจพลิกกลับมาเติบโตใหม่อีกครั้ง สิ่งสำคัญคือ นักการตลาดต้อง “รู้ว่าอยู่ช่วงไหน” และ “กล้าที่จะเปลี่ยนก่อนที่สายเกินไป”

หากคุณเข้าใจวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ ก็จะไม่กลัววันที่ยอดขายลดลง
เพราะคุณจะรู้ว่าทุกสินค้ามีวันเกษียณ แต่แบรนด์ที่มีชีวิต — ไม่เคยหยุดพัฒนา

สรุปเป้าหมายการตลาดของแต่ละช่วง

  • Introduction: สร้างการรู้จักสินค้าและทดลองใช้
  • Growth: ขยายฐานตลาดให้มากที่สุด
  • Maturity: ทำกำไรสูงสุดและป้องกันส่วนแบ่งตลาด
  • Decline: ลดค่าใช้จ่าย และรีดกำไรจากแบรนด์ให้ได้มากที่สุด
Stage Introduction Growth Maturity Decline
ยอดขาย ต่ำ เพิ่มขึ้นรวดเร็ว สูงสุด ลดลงต่อเนื่อง
ต้นทุน/ลูกค้า สูง ปานกลาง ต่ำ ต่ำ
กำไร ติดลบ เริ่มมีกำไร สูง ลดลง
ลูกค้าเป้าหมาย นักทดลอง (Innovators) กลุ่มนำเทรนด์ (Early adopters) กลุ่มทั่วไป (Mainstream) กลุ่มตามหลัง (Lagging)
คู่แข่ง น้อย เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ คงที่หรือเริ่มลดลง ลดลง

กลยุทธ์หลักที่ควรใช้

กลยุทธ์ Introduction Growth Maturity Decline
สินค้า รุ่นพื้นฐาน เพิ่มคุณสมบัติ บริการ กระจายรูปแบบและไลน์ ลดรุ่นที่ไม่ทำกำไร
ราคา ตั้งตามมูลค่า สูงพอให้กำไรแต่ไม่สูงเกินเจาะตลาด ตั้งแข่งหรืออิงนวัตกรรม ลดราคา
ช่องทาง คัดเลือกเฉพาะ ขยายครอบคลุม ยกระดับช่องทางหลัก ลดเหลือเฉพาะช่องทางทำกำไร
โฆษณา สร้างการรับรู้ ดึงความสนใจตลาดแมส เน้นความแตกต่างของแบรนด์ ลดลง เหลือเฉพาะลูกค้าหลัก
โปรโมชัน ใช้หนักเพื่อกระตุ้น ลดลงเล็กน้อย เพิ่มเพื่อดึงลูกค้าแบรนด์อื่น ลดเหลือขั้นต่ำ

 

บทส่งท้าย

การจัดการวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ (PLC) อย่างชาญฉลาด คือศิลปะของนักการตลาดตัวจริง ไม่ใช่แค่คาดเดาว่าสินค้าอยู่ในช่วงไหน แต่ต้องวางกลยุทธ์ให้เหมาะกับแต่ละช่วง รู้ว่าเมื่อไหร่ควร “เร่งเครื่อง” เมื่อไหร่ควร “ชะลอ” หรือ “ปล่อยให้จบอย่างคุ้มค่า”

เพราะสุดท้าย ไม่มีสินค้าตัวใด “ขายได้ตลอดไป” แต่แบรนด์ที่ปรับตัวเก่งที่สุด จะ “อยู่รอดตลอดไป” ต่างหาก🟥


ติดตามนิตยสาร Marketeer ฉบับดิจิทัล
อ่านได้ทั้งฉบับ อ่านได้ทุกอุปกรณ์ พกไปไหนได้ทุกที
อ่านบน meb : Marketeer